ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 546 หวังเฟิ่งอาละวาด
บทที่ 546 หวังเฟิ่งอาละวาด
เรื่องวุ่นวายในจวนอู่กั๋วกงเป็นที่โจษจันอยู่ในเมืองหลวงพักใหญ่ แต่เมื่อคนในจวนเริ่มทำตัวเงียบเชียบเก็บเนื้อเก็บตัว กระแสข่าวลือต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ จางหายไปตามกาลเวลา
ทว่าเรื่องที่หลี่เยว่หานถูกกล่าวหาว่าอกตัญญูไม่เลี้ยงดูบุพการีกลับถูกจุดชนวนขึ้นมาอีกครั้ง และครั้งนี้รุนแรงกว่าเดิม
เพราะหวังเฟิ่งบุกมาอาละวาดถึงเมืองหลวง!
นางพาเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยบาดแผลไปนั่งร่ำไห้คร่ำครวญอยู่หน้าประตูศาลเจ้าเมืองหลวง ร้องห่มร้องไห้บอกว่าตนเองคือฮูหยินเอกของจิ้นกั๋วกง แต่เดิมถูกจิ้นกั๋วกงรังเกียจว่าหน้าตาอัปลักษณ์จึงแสร้งตายจากไป ทิ้งให้นางที่เป็นเพียงหญิงตัวคนเดียวไร้ทางเลือกจนต้องจำใจแต่งงานใหม่กับชายอื่น
แต่กลับกลายเป็นว่านางหนีเสือปะจระเข้ สามีใหม่เอาแต่ทุบตีตบตีและด่าทอ แถมยังเลี้ยงดูให้อดมื้อกินมื้อ ยามที่จิ้นกั๋วกงและฉีหวังเฟยเดินทางขึ้นฝั่งที่ท่าเรืออำเภอฮัวซี นางเคยคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตา แต่สองพ่อลูกกลับทำเมินเฉย ปล่อยให้คนตระกูลเหมาลากตัวนางออกไปอย่างทารุณ หลังจากกลับไปนางต้องอดข้าวอดน้ำถึงสามวันสามคืน
นางบอกว่าตนเองต้องเสี่ยงตายกว่าจะดั้นด้นมาถึงเมืองหลวงได้ ก็เพื่อหวังจะให้จิ้นกั๋วกงและบุตรสาวให้ความเป็นธรรมแก่นาง
ในถ้อยคำเหล่านั้น นางยังเน้นย้ำด้วยท่าทีน่าเวทนาว่านางไม่ต้องการเงินทองแม้แต่แดงเดียว สิ่งที่ต้องการมีเพียงคำอธิบายและความเป็นธรรมเท่านั้น
ทางด้านหลี่เยว่หานที่เดิมทีกำลังตรวจสมุดบัญชีอยู่ในจวน เมื่อหลี่หรงหรงวิ่งหน้าตาตื่นมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ใบหน้าของนางก็พลันเย็นเยียบลงทันที
“เงินที่นางใช้เดินทางมาเมืองหลวง เจ้าเป็นคนให้ไปใช่หรือไม่?” หลี่เยว่หานจ้องเขม็งไปที่หลี่หรงหรง
หลี่หรงหรงใจกระตุกวูบ สีหน้าดูกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที “นาง… ก่อนหน้านี้นางคอยฝากจดหมายมาขอเงินข้าตลอด ข้าไม่รู้เลยว่านางวางแผนจะทำเช่นนี้”
“หึ แม่ของเจ้าเป็นคนอย่างไรเจ้าย่อมรู้ดีที่สุด จะบอกว่าไม่รู้ได้อย่างไร?” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางก้มหน้าดูสมุดบัญชีต่อ โดยไม่แม้แต่จะชายตามองหลี่หรงหรงอีก
“ใช่ ข้ายอมรับว่าเคยสงสัยว่านางอยากมาเมืองหลวง แต่ข้าไม่คิดว่านางจะมาขุดคุ้ยหาเรื่องเช่นนี้ ข้านึกว่าอย่างมากนางก็แค่มาพึ่งพิงข้า ข้ายังเคยฝากคนไปบอกนางแล้วว่าอย่ามาเมืองหลวง เพราะชีวิตข้าในตระกูลหลิ่วก็ไม่ได้ราบรื่นนัก ข้าไม่ได้อยากให้นางมาจริง ๆ อีกอย่างคนตระกูลเหมาก็เฝ้านางไว้แจ ข้าเองก็แปลกใจว่านางหนีรอดมาได้อย่างไร” หลี่หรงหรงพยายามอธิบายพลางประคองครรภ์ที่เริ่มโย้ด้วยท่าทางร้อนรน
“เจ้าอาจจะแปลกใจ แต่ก็คงเป็นเรื่องที่เจ้าคาดการณ์ไว้แล้วไม่ใช่หรือ” หลี่เยว่หานยังคงไม่มองหน้า ท่าทีของนางยังคงนิ่งสงบผิดกับหลี่หรงหรงที่ร้อนใจจนนั่งไม่ติด
“แต่… แต่ตอนนี้เรื่องมันลุกลามไปใหญ่โตแล้ว ตอนนี้ท่านอย่าเพิ่งเอาผิดข้าเลย รีบไปจัดการเรื่องนางก่อนเถิด…” หลี่หรงหรงรู้ซึ้งดีว่าที่นางหยั่งรากฝังตัวอยู่ในตระกูลหลิ่วได้ทุกวันนี้ ก็เพราะบารมีของหลี่เยว่หานทั้งสิ้น
หากทำตัวให้หลี่เยว่หานขุ่นเคือง ตำแหน่งสะใภ้ตระกูลหลิ่วของนางคงต้องสั่นคลอนเป็นแน่
“ปล่อยให้นางอาละวาดไป ยิ่งนานยิ่งดี” หลี่เยว่หานไม่ได้มีท่าทีรีบร้อน “อย่างไรเสีย หลักฐานเรื่องที่นางบีบบังคับให้ท่านพ่อลงนามในหนังสือหย่าตอนที่ท่านพ่อป่วยหนักก็มีบันทึกอยู่ที่ศาลาว่าการ ยิ่งนางทำเรื่องให้ใหญ่โตเท่าไหร่ คนที่จะอับอายที่สุดก็คือนางเอง”
“แต่ว่า…” หลี่หรงหรงเดินวนไปวนมาด้วยความกังวล “ถ้าปล่อยให้นางอาละวาดต่อไป เกรงว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงถึงขั้นเอาชีวิตกันน่ะสิ!”
หลี่เยว่หานปิดสมุดบัญชีลงแล้วหันมามองหลี่หรงหรง “เจ้าจะกลัวไปใย ในถ้อยคำที่นางป่าวประกาศออกไป มีเพียงชื่อข้ากับท่านพ่อ ไม่ได้พาดพิงถึงเจ้าแม้แต่ครึ่งคำ ที่เจ้ากลัวปานนี้ หรือเจ้าคิดว่าแม่ของเจ้าจะกล้าเอาหัวชนประตูศาลตายจริง ๆ?”
“…” หลี่หรงหรงถึงกับอึ้ง นางไม่นึกเลยว่าหลี่เยว่หานจะเย็นชาและไร้เยื่อใยได้ถึงเพียงนี้ จนไม่รู้จะเอ่ยคำใดต่อ
หลี่เยว่หานสั่งให้สาวใช้ยกน้ำชามาให้หลี่หรงหรง เพราะยามนี้อีกฝ่ายเริ่มมีครรภ์เด่นชัดแล้ว การปล่อยให้สตรีมีครรภ์ยืนนาน ๆ ย่อมดูไม่งามนัก
หลี่หรงหรงจิบน้ำชาพลางลอบสังเกตหลี่เยว่หาน นางร้อนรนแทบตายแต่พี่สาวคนนี้กลับนิ่งสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใจหนึ่งคือนางแม่แท้ ๆ อีกใจหนึ่งคือลาภยศสรรเสริญ การต้องเลือกระหว่างสองสิ่งนี้ช่างเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับคนที่มีสติปัญญาเพียงน้อยนิดอย่างนางเสียจริง
หลี่เยว่หานเองก็ไม่คิดจะปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป เมื่อตรวจบัญชีเล่มนั้นจบก็นัดแนะเตรียมตัวลุกขึ้น “ไปกันเถิด ไปดูเสียหน่อยว่าวันนี้แม่ของเจ้าแต่งตัวมาแสดงงิ้วได้สมบทบาทเพียงใด”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่หรงหรงก็รีบวางถ้วยชาแล้วลุกตามทันที
หลี่เยว่หานเห็นดังนั้นก็ชะงักเท้าเล็กน้อย “เจ้าเองก็ระวังหน่อยเถิด มีครรภ์อยู่ อย่าได้วู่วามนัก”
“ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แล้ว…” หลี่หรงหรงประหลาดใจอย่างยิ่งที่อยู่ ๆ หลี่เยว่หานก็เอ่ยปากแสดงความเป็นห่วง
นางค่อย ๆ ก้าวเดินให้ช้าลงตามคำเตือน เดินตามหลังหลี่เยว่หานขึ้นรถม้าของจวนอ๋องไป
“พี่สาว หากท่านปรากฏตัวแล้วนางเกิดคิดสั้นเอาหัวชนประตูศาลตายขึ้นมาจริง ๆ จะทำอย่างไร?” เมื่อขึ้นมาบนรถม้า หลี่หรงหรงเริ่มมีสติมากขึ้น นางลองทบทวนนิสัยของมารดาดูแล้วจึงเอ่ยถามด้วยความกังวล
“วางใจเถิด” หลี่เยว่หานปรายตามอง ท่าทีผ่อนคลาย “นางไม่ยอมตายหรอก ไม่อย่างนั้นคงไม่มาโวยวายเช่นนี้”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่หลี่หรงหรงก็ยังใจคอไม่ดี ตั้งแต่มารดาของนางแต่งเข้าตระกูลเหมา นางก็ถูกทรมานจนสภาพเปลี่ยนไปมาก ช่วงแรกที่ฝากข้อความมาขอเงินยังใช้คำพูดดี ๆ อยู่บ้าง
แต่พักหลังมานี้ คำพูดที่มารดาฝากผ่านคนนำทางมาทำเอาคนส่งสารยังไม่กล้าเอ่ยปากบอกนางตรง ๆ
หลี่หรงหรงไม่แน่ใจเลยว่า ยามนี้หวังเฟิ่งยังเป็นคนเดิมเหมือนในอดีตหรือไม่
หรือบางที การที่นางดั้นด้นมาถึงเมืองหลวงอาจไม่ใช่เพื่อต้องการคำอธิบาย แต่นางต้องการจะลากทุกคนให้พินาศตายตกไปตามกัน?
เมื่อคิดถึงจุดนี้ หลี่หรงหรงก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว นางเอื้อมมือไปคว้ามือของหลี่เยว่หานไว้แน่นพลางส่ายหน้า “พี่สาว… ไม่ว่าอย่างไร ท่านห้ามปล่อยให้แม่ของข้าตายเด็ดขาดนะ!”
“นางจะไม่ตาย” หลี่เยว่หานมองมือที่ถูกกุมไว้ชั่วครู่ แต่นางไม่ได้ชักมือหนี กลับวางมืออีกข้างทับลงไปเบา ๆ “เจ้าเชื่อข้าเถิด ยามนี้นางรู้แล้วว่าท่านพ่อได้รับแต่งตั้งเป็นจิ้นกั๋วกง สิ่งที่นางต้องการย่อมไม่ใช่สิ่งใดนอกจากตำแหน่งฮูหยินของจิ้นกั๋วกงเท่านั้น”
“แต่ว่า… แต่ว่า…” แต่พวกท่านไม่มีวันมอบตำแหน่งนั้นให้นางน่ะสิ!
หลี่หรงหรงละล่ำละลักอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดประโยคหลังออกมา
ยามนี้ในใจนางสับสนวุ่นวายไปหมด ทั้งกังวลว่าหวังเฟิ่งจะทำอะไรวู่วาม และกังวลว่าหลี่เยว่หานจะบันดาลโทสะ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบใด หลี่หรงหรงก็ไม่อาจยอมรับได้ทั้งสิ้น
ฐานะของหลี่เยว่หานในยามนี้สูงส่งยิ่งนัก หากนางโกรธกริ้วขึ้นมา เพียงแค่ตั้งข้อหาเบา ๆ สักข้อแล้วสั่งโบยหวังเฟิ่งจนตายกลางถนนก็ย่อมทำได้ แม้หลี่หรงหรงจะรักความสบาย แต่ลึก ๆ นางก็ไม่อยากเห็นมารดาต้องตาย…
อย่างไรเสีย… นั่นก็คือแม่แท้ ๆ ของนาง…
“ข้ารู้ว่าเจ้าอยากจะพูดอะไร วางใจเถิด ข้าจะพยายามสงบสติอารมณ์ของหวังเฟิ่งไว้ให้ได้” หลี่เยว่หานตบหลังมือหลี่หรงหรงเบา ๆ “เมื่อทำให้นางสงบลงได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการส่งนางกลับอำเภอฮัวซี หรือจะให้อยู่ที่เมืองหลวงต่อไป ทุกอย่างย่อมเจรจากันได้”
“ท่าน… ท่านไม่ต้องการให้นางตายหรือ?” หลี่หรงหรงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
หลี่เยว่หานนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ “ข้าเองก็เป็นแม่คนแล้ว อานิ่งร่างกายอ่อนแอ ข้าอยากจะสร้างกุศลเพื่อคุ้มครองนางบ้าง”
“ดียิ่งนัก… ดียิ่งนัก…” น้ำตาของหลี่หรงหรงร่วงเผาะทันที
นางก้มหน้าลูบท้องของตนเอง ไม่รู้ว่าในใจกำลังคิดสิ่งใดอยู่ ท่าทางที่ทั้งร้องไห้และยิ้มออกมาในเวลาเดียวกันนั้นทำให้หลี่เยว่หานรู้สึกสลดใจอยู่ไม่น้อย
แม้จะยังไม่ได้รู้สึกดีกับหลี่หรงหรงมากขึ้นเท่าไหร่ แต่ในฐานะคนเป็นแม่เหมือนกัน นางกลับเข้าใจความรู้สึกที่ซับซ้อนและย้อนแย้งในใจของหลี่หรงหรงในยามนี้ได้อย่างประหลาด
หวังเฟิ่ง…
แม้จะไม่ปล่อยให้นางต้องตาย แต่หลี่เยว่หานก็ไม่มีวันยอมให้นางได้เสวยสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นแน่!