ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 547 หนังสือหย่า!
บทที่ 547 หนังสือหย่า!
รถม้าวิ่งตะบึงอย่างรวดเร็ว สองพี่น้องสนทนากันไม่กี่คำก็มาถึงบริเวณใกล้ศาลาว่าการเมืองหลวง
ยามนี้ศาลาว่าการถูกฝูงชนล้อมไว้หนาแน่นจนละลานตา รถม้าไม่สามารถฝ่าเข้าไปได้เลย ท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครม หลี่เยว่หานยังแว่วเสียงหวังเฟิ่งแผดร้องร่ำไห้ดังมาแต่ไกล ทำให้นางนึกปรามาสในใจว่าผู้หญิงคนนี้ช่างมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือเสียจริง ไหนว่าหนีตายมาจากตระกูลเหมา แต่เสียงที่ก้องกังวานทรงพลังเช่นนี้ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนร่อแร่ใกล้ตายเลยสักนิด
“รถม้าจวนฉีอ๋องมาถึงแล้ว ผู้ไม่เกี่ยวข้องจงหลีกทาง!”
“รถม้าจวนฉีอ๋องมาถึงแล้ว ผู้ไม่เกี่ยวข้องจงหลีกทาง!”
องครักษ์ผู้ขับรถม้าตะโกนก้องอยู่หลายครา ฝูงชนจึงค่อย ๆ เบียดเสียดกันเปิดทางออกเป็นช่องเล็ก ๆ รถม้าเคลื่อนตัวเข้าไปอย่างช้า ๆ ขณะเดียวกัน เหล่ามือปราบจากศาลาว่าการก็รุดออกมาช่วยกันกันฝูงชนออกไป เพื่อสร้างพื้นที่ว่างให้รถม้าจอดลง
แม้ศาลาว่าการในยามนี้จะเปลี่ยนตัวเจ้าเมืองคนใหม่แล้ว แต่เนื่องจากเรื่องนี้ลุกลามใหญ่โตเกินกว่าจะรับมือไหว เจ้าเมืองคนใหม่จึงไม่กล้าตัดสินใจโดยพลการ และรีบเชิญท่านผู้ว่าการสิงมาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ตั้งแต่ต้น
เมื่อทราบว่ารถม้าจากจวนฉีอ๋องมาถึง ท่านผู้ว่าการสิงก็รีบสั่งการให้มือปราบคุ้มกันอย่างเข้มงวด ด้วยยามนี้หลี่เยว่หานมีฐานะสูงส่งยิ่งนัก หากนางถูกชาวบ้านที่มุงดูเบียดเสียดจนได้รับบาดเจ็บแม้เพียงนิดเดียว ย่อมเป็นความรับผิดชอบที่เขาไม่อาจแบกรับไหว
ทันทีที่ทราบเรื่อง ท่านผู้ว่าการสิงได้ส่งคนควบม้าเร็วออกไปแจ้งข่าวแก่เมิ่งฉีฮ่วนที่ค่ายทหารชานเมืองแล้ว ทว่าระยะทางไกลคงไม่อาจกลับมาได้ในเร็ววัน ส่วนจวนจิ้นกั๋วกงก็อยู่ห่างไกลออกไปเช่นกัน ท่านผู้ว่าการสิงที่กำลังปวดหัวแทบระเบิด เมื่อเห็นรถม้าจวนฉีอ๋องก็ราวกับเห็นเทพเซียนมาโปรด เขาจึงรีบก้าวเท้าเข้าไปต้อนรับถึงหน้ารถม้าทันที
“ข้าสิงเจิ้ง ขอประทานอภัยฉีหวังเฟยที่ดูแลไม่ทั่วถึงขอรับ” ท่านผู้ว่าการสิงประสานมือคำนับอยู่หน้ารถม้า
ฝ่ายหวังเฟิ่งที่หูไวเป็นทุนเดิม เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวก็นึกจะถลาเข้าไปหา หากแต่มือปราบตาไวรีบกดตัวนางลงกับพื้นเสียก่อน ไม่อย่างนั้นป่านนี้นางคงกระโจนขึ้นไปบนรถม้าแล้ว
“ท่านผู้ว่าการสิงลำบากท่านแล้ว” หลี่เยว่หานเปิดประตูรถม้าก้าวออกมาเป็นคนแรก และไม่ลืมที่จะหันไปประคองหลี่หรงหรงให้ลงมาด้วยกัน
“ข้าละอายใจยิ่งนัก ที่ต้องรบกวนฉีหวังเฟยให้เสด็จมาด้วยตนเอง” แม้ในใจจะโล่งอก แต่สีหน้าของท่านผู้ว่าการสิงยังคงไว้ซึ่งความสำรวม
หลี่เยว่หานไม่ได้สนทนากับเขามากนัก หลังจากนางและหลี่หรงหรงลงจากรถม้าเรียบร้อยแล้ว นางก็ยืนนิ่งสงบ ประสานมือไว้ข้างหน้า สายตาเรียบเฉยจ้องมองตรงไปยังหวังเฟิ่งที่อยู่ในสภาพราวกับหญิงเสียสติ
“หลี่เยว่หาน! นังคนอกตัญญู! พอได้ดิบได้ดีก็ไม่เห็นหัวพ่อแม่! นังคนชั่วช้าใจทราม! ขอให้เจ้ามีอันเป็นไป!” หวังเฟิ่งแผดเสียงแหลมสูงพลางดิ้นรนสุดแรงเกิด ทว่ามือปราบที่คุมตัวนางไว้นั้นมือหนักยิ่งนัก ต่อให้นางดิ้นพล่านเพียงใดก็ไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่กระผีกริ้น
“ท่านแม่…” เมื่อหลี่หรงหรงเห็นสภาพมารดา ใจก็เริ่มอ่อนยวบ น้ำตาไหลพรากออกมาทันที “ท่านแม่ ทำไมท่านถึงทำเช่นนี้ ทำไมต้องทำเรื่องให้เป็นเช่นนี้ด้วย…”
“หลี่หรงหรง! เจ้าเองก็เป็นนังลูกเนรคุณ! ทิ้งแม่แท้ ๆ ให้ทนทุกข์ทรมานอยู่ในตระกูลเหมา ไม่เคยคิดจะยื่นมือมาช่วยแม้แต่น้อย เสียแรงที่ข้าอุ้มท้องเลี้ยงดูเจ้ามา เจ้ามันสัตว์เดรัจฉาน! เลวทรามยิ่งกว่าเดรัจฉานเสียอีก!”
หลี่หรงหรงคาดไม่ถึงว่ามารดาจะด่าทอตนต่อหน้าฝูงชนเช่นนี้ เท้าที่ตั้งท่าจะก้าวเข้าไปหาพลันชะงักกึก นางมองหวังเฟิ่งด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา “ท่านแม่ ท่านพูดอะไร ข้าไม่ได้ทำ…”
“ถุย! เจ้าไม่ได้ทำอะไร! ข้าต้องทนลำบาก อดอยาก และถูกทุบตีอยู่ในตระกูลเหมา แต่เจ้ากลับเสวยสุข มีกินมีใช้หน้าตาชูตาอยู่ในเมืองหลวง! สงสัยเจ้าคงลืมไปแล้วกระมังว่ายังมีแม่อยู่อีกคน!” หวังเฟิ่งด่าทออย่างบ้าคลั่งโดยไม่ไว้หน้าแม้แต่บุตรสาวของตนเอง
หลี่เยว่หานดึงตัวหลี่หรงหรงให้มาหลบข้างหลังนาง ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินตรงไปหาหวังเฟิ่งอย่างช้า ๆ
“หวังเฟิ่ง เจ้าว่าข้าชั่วช้าใจทราม… แล้วยามที่เจ้าเกือบจะวางยาฆ่าข้าให้ตาย ตอนนั้นเจ้าหลงเหลือมโนธรรมบ้างหรือไม่?” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางย่างสามขุมเข้าไป กลิ่นอายรอบตัวนางแผ่ซ่านด้วยความกดดันจนผู้คนรู้สึกหนาวสะท้าน
“ยามที่เจ้าเอาหินผูกตัวข้าแล้วโยนข้าลงสระน้ำ ตอนนั้นเจ้ามีสิ่งที่เรียกว่าความเมตตาหรือไม่?”
“ยามที่เจ้าฉวยโอกาสตอนข้าเจ็บหนัก แอบขายข้าให้ผู้อื่น นั่นคือการกระทำของคนที่มีมโนธรรมอย่างนั้นหรือ?”
“ยามที่สามีของข้าดูแลข้าอย่างดี เจ้าก็บุกมาอาละวาดทุบตีจนครอบครัวข้ากลายเป็นที่ขบขันของชาวบ้าน ตอนนั้นเจ้ามีความเป็นคนเหลืออยู่บ้างไหม?”
“เพื่อให้เจ้าได้มีเงินใช้สอยอย่างฟุ่มเฟือย ท่านพ่อต้องไปรับจ้างแบกหามที่ท่าเรือจนพลัดตกน้ำเจ็บหนัก แต่ยามที่ท่านพ่อนอนป่วยร่อแร่ เจ้ากลับบีบบังคับให้ท่านลงนามในหนังสือหย่า การทำเช่นนั้นคือความกตัญญูที่เจ้ามีต่อสามีหรืออย่างไร?”
“ยามที่เจ้าเริ่มเข้าไปอยู่ในบ้านตระกูลเหมา เจ้าเอาแต่แต่งตัวยั่วยวนกดขี่ข่มเหงท่านพ่อ ตอนนั้นเจ้ามีความละอายใจบ้างหรือไม่?”
“มาบัดนี้ ท่านพ่อได้รับความโปรดปรานจากฝ่าพระบาท ตัวข้าเองก็ได้รับเกียรติยศตามสามี แต่เจ้ากลับใช้ชีวิตในบ้านตระกูลเหมาไม่สมหวัง จึงดั้นด้นมาโวยวายกลางตลาดเพื่อทำลายชื่อเสียงของข้าและดูหมิ่นท่านพ่อ ข้าขอถามเจ้าหน่อยเถิดว่า มโนธรรมของเจ้าหายไปไหนหมด!”
หวังเฟิ่งอึ้งตะลึงไปทันที นางคาดไม่ถึงว่าหลี่เยว่หานจะกล้าขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตมาเปิดโปงต่อหน้าธารกำนัลอย่างหมดเปลือกเช่นนี้
นางอุตส่าห์ได้ยินมาว่า หลี่เยว่หานพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะแทรกตัวเข้าสู่สังคมสตรีชั้นสูงในเมืองหลวง และพยายามปกปิดหัวนอนปลายเท้าที่เป็นหญิงชาวบ้านมาโดยตลอด… แต่เหตุใด… เหตุใดสิ่งที่เห็นกลับไม่เหมือนที่ได้ยินมาเลยสักนิด!
“เจ้าโกหก! เจ้าพูดจาเหลวไหล! เรื่องที่เจ้าพูดมาข้าไม่เคยทำแม้แต่น้อย! เจ้าใส่ความข้า! เจ้าต้องการจะปรักปรำข้าให้ด่างพร้อย! ตอนนี้เจ้ามียศถาบรรดาศักดิ์ย่อมจะปั้นน้ำเป็นตัวอย่างไรก็ได้ เจ้ามีหลักฐานหรือไม่! เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาทำลายเกียรติของข้า!” หวังเฟิ่งแผดเสียงโวยวายราวกับคนวิกลจริต
หลี่หรงหรงเห็นท่าไม่ดีจึงดึงแขนหลี่เยว่หานไว้ด้วยความหวาดกลัว
หลี่เยว่หานหันกลับมามองเห็นหลี่หรงหรงส่งสายตาอ้อนวอนพร้อมน้ำตานองหน้า นางพยายามส่ายหัวให้พี่สาว “อย่าเลย… อย่าไปกระตุ้นนางเลย…”
“วางใจเถิด” หลี่เยว่หานตบหลังมือหลี่หรงหรงเบา ๆ ก่อนจะแกะมือนางออก แล้วหันกลับไปจ้องมองหวังเฟิ่งด้วยสายตาประดุจใบมีด
“หวังเฟิ่ง ใครทำอะไรไว้ฟ้าย่อมมีตา แม่ของข้าใช้ชีวิตเข้าแลกเพื่อให้ข้าได้หมั้นหมายกับตระกูลหลิ่วแห่งอำเภอหย่งหนิง แต่เจ้ากลับเสี้ยมสอนลูกสาวของตนเอง ซึ่งก็คือน้องสาวแท้ ๆ ของข้า ให้ไปยั่วยวนคู่หมั้นของพี่สาว ตอนที่เจ้าทำเรื่องต่ำช้าเหล่านั้น เจ้าควรจะคิดได้ว่า เวรกรรมนั้นมีจริงและตามทันเสมอ!”
หลี่หรงหรงไม่เคยคิดมาก่อนว่าหลี่เยว่หานจะกล้าประจานเรื่องนี้ออกมา ทั้งตกใจ ทั้งอับอาย ทั้งโกรธแค้น นางเซถอยหลังไปหลายก้าวพลางสะอื้นไห้ “หลี่เยว่หาน! ท่านจงใจทำลายข้า!”
“เจ้าเงียบปากไป!” หลี่เยว่หานหันไปตวาดใส่หลี่หรงหรงด้วยสายตาดุดัน “ข้าทำสิ่งใด ย่อมมีขอบเขตและแผนการของข้า!”
พูดจบ นางก็เมินเฉยต่อหลี่หรงหรง แล้วก้าวเดินเข้าไปหาหวังเฟิ่งอย่างเด็ดเดี่ยว นางมองอีกฝ่ายที่อยู่แทบเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะเเค่นยิ้มเย็นแล้วหันไปกล่าวว่า “ท่านผู้ว่าการสิง นำหนังสือหย่าของหวังเฟิ่งออกมา!”
“ขอรับ!”
ตั้งแต่ทราบเรื่องว่าหวังเฟิ่งบีบบังคับให้หลี่ต้าเฉิงลงนามในหนังสือหย่า หลี่เยว่หานก็สั่งการให้คนไปทำเรื่องโอนย้ายเอกสารหนังสือหย่านั้นจากศาลาว่าการอำเภอฮัวซีมาเก็บไว้ที่เมืองหลวงนานแล้ว นางทำเพื่อป้องกันไม่ให้หวังเฟิ่งย้อนกลับมาแว้งกัดเช่นในวันนี้
เดิมทีนางคิดว่าการเตรียมการนี้อาจจะเสียเปล่า แต่ยามนี้กลับเห็นได้ชัดว่า มันช่างประจวบเหมาะและมีค่าปานใด!
“หลี่เยว่หาน! นังสารเลว! เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้! ข้าไม่เคยลงชื่อในหนังสือหย่า! ข้าไม่เคย!” หวังเฟิ่งกรีดร้อง พยายามจะสะบัดตัวให้หลุดจากพันธนาการของมือปราบ
ทว่าท่านผู้ว่าการสิงนั้นรวดเร็วกว่า เขาเตรียมเอกสารไว้พร้อมสรรพและส่งถึงมือหลี่เยว่หานในทันที
“หวังเฟิ่ง ในเอกสารนี้มีชื่อของเจ้า มีรอยประทับลายนิ้วมือของเจ้า ทั้งยังมีตราประทับรับรองจากทางการอย่างครบถ้วน เจ้ายังจะกล้าบอกว่านี่คือของปลอมอยู่อีกหรือ!” หลี่เยว่หานชูหนังสือหย่าให้หวังเฟิ่งดูจนเต็มตา ก่อนจะหันไปทางเหล่าชาวบ้านที่ยืนตกตะลึงจนตาค้าง
“ขอให้ทุกท่านที่อยู่ที่นี่จงเป็นพยาน หากใครมีข้อสงสัยในหนังสือหย่าฉบับนี้ สามารถก้าวออกมาตรวจสอบความจริงด้วยตาตนเองได้ทันที!”