ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 548 ความจริงเปิดเผยในพริบตา!
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 548 ความจริงเปิดเผยในพริบตา!
บทที่ 548 ความจริงเปิดเผยในพริบตา!
“ไม่! นั่นมันของปลอม! ของปลอมทั้งนั้น! เป็นถึงหวังเฟย จะทำของพรรค์นี้ขึ้นมามันง่ายนิดเดียว อย่าไปเชื่อนะทุกคน อย่าให้ผู้หญิงจอมปลอมคนนี้หลอกเอาได้! หนังสือหย่านั่นเป็นของปลอม ของปลอม!” หวังเฟิ่งแผดเสียงร้องโวยวายราวกับคนเสียสติ
“ใช่ ข้าจะทำของปลอมขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะแอบหนีเข้าเมืองหลวงมาตอนไหน แล้วข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าจะมาอาละวาดที่นี่ ข้ามีตาทิพย์หยั่งรู้อนาคตหรืออย่างไร ถึงได้เตรียมหนังสือหย่าปลอมนี่ไว้ล่วงหน้าก่อนที่เจ้าจะมา?” หลี่เยว่หานปรายตามองหวังเฟิ่งที่หมอบอยู่บนพื้นราวกับสุนัขจนตรอกด้วยสายตาเย็นชา
นางถือแผ่นกระดาษบาง ๆ นั้นไว้ในมือ ก่อนจะก้าวเข้าไปหาฝูงชนที่ถูกมือปราบกั้นไว้ด้านนอกอย่างสง่าผ่าเผย พลางชูหนังสือหย่าให้ดูทีละคน “พวกท่านดูให้ชัดเจน ร่องรอยน้ำหมึกบนนี้เป็นหมึกเก่าสลักแน่นมานานแล้ว เป็นสิ่งที่เขียนขึ้นตั้งแต่ก่อนที่ข้าจะล้มป่วยเสียอีก หากใครยังมีข้อสงสัยก็จงก้าวออกมาดูให้เต็มตา! อีกทั้งการหย่าร้างที่ศาลาว่าการล้วนมีการบันทึกไว้ในทะเบียนราษฎร์ ย่อมไม่อาจปั้นแต่งขึ้นมาเองได้!”
เดิมทีชาวบ้านต่างพากันเข้าข้างหวังเฟิ่งเพื่อรุมประณามฉีหวังเฟย แต่ยามนี้สถานการณ์กลับตาลปัตรอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
ยิ่งเห็นหลี่เยว่หานกล้าโชว์หนังสือหย่าให้ทุกคนดูอย่างเปิดเผย ยิ่งส่งเสริมให้นางดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไร้ซึ่งมลทินให้ใครมาใส่ร้ายได้
“หากเจ้าไม่ได้เตรียมของปลอมไว้ก่อน แล้วเอกสารที่อยู่ที่อำเภอฮัวซีจะมาอยู่ในมือเจ้าเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร!” หวังเฟิ่งนึกขึ้นได้ก็ตะโกนถามกลับด้วยความแค้นเคือง
“ในเมื่อเจ้าโง่เขลา ข้าก็จะไม่ถือสาหาความ” หลี่เยว่หานเดินชูหนังสือหย่าจนครบหนึ่งรอบแล้วกลับมาหยุดตรงหน้าหวังเฟิ่ง นางเอ่ยเสียงเรียบว่า “ก่อนถึงสิ้นปี เอกสารจากทุกท้องที่ต้องถูกส่งมาเก็บสำเนาไว้ที่เมืองหลวง หากเป็นที่ห่างไกลอาจใช้เวลาครึ่งปี แต่เพราะอำเภอฮัวซีอยู่ใกล้เมืองหลวงมาก เอกสารชุดนี้จึงถูกส่งมาถึงศาลาว่าการนานแล้ว และผ่านการตรวจสอบลงบันทึกทะเบียนราษฎร์มาทุกขั้นตอน หากเจ้าอยากพิสูจน์ความจริง ก็เชิญขอให้ท่านผู้ว่าการสิงนำทะเบียนราษฎร์ทุกฉบับออกมาให้เจ้าดูเสียสิ!”
พูดจบ หลี่เยว่หานก็สะบัดมือโยนหนังสือหย่าคืนให้ท่านผู้ว่าการสิง
“อีกประการหนึ่ง เจ้าใช้ความไร้เดียงสาของหลี่หรงหรงมาเป็นเครื่องมือ ยั่วยวนให้นางทำเรื่องเหลวไหลเหล่านั้น เจ้ามันไม่สมควรเป็นแม่คนเลยสักนิด!” หลี่เยว่หานเปลี่ยนหัวโขน กลับมาเล่นงานเรื่องของหลี่หรงหรงแทน
ยามนี้หลี่หรงหรงยืนแข็งทื่อราวกับคนไร้วิญญาณ โดยมีอวี้จวงสาวใช้จากจวนอ๋องช่วยประคองไว้ ใบหน้าของนางขาวซีดไร้สีเลือดดูน่าเวทนายิ่งนัก
เมื่อได้ยินหลี่เยว่หานหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีก หลี่หรงหรงก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วกลับยิ่งซีดขาวลงไปอีก
“เจ้าปากบอกว่าหลี่หรงหรงทอดทิ้งไม่ดูดำดูดี แล้วครึ่งปีที่เจ้าเข้าบ้านตระกูลเหมามานี้ ใครกันที่คอยฝากคำพูดมาถึงเมืองหลวง ส่งคนบุกไปถึงบ้านตระกูลหลิ่วเพื่อขอเงินจากหรงหรง? หรงหรงเคยปฏิเสธเจ้าสักครั้งไหม? นางให้สิบตำลึงยามเจ้าขอห้า ให้ยี่สิบตำลึงยามเจ้าขอสิบ ให้ร้อยตำลึงยามเจ้าขอห้าสิบ!”
“หวังเฟิ่ง เพื่อจะใส่ร้ายข้า เจ้าถึงกับไม่สนชื่อเสียงลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเอง เจ้าเคยรู้บ้างไหมว่านางอยู่ที่ตระกูลหลิ่วลำบากเพียงใด? เจ้ารู้ไหมว่ายามนี้นางกำลังตั้งครรภ์อยู่? สิ่งที่เจ้าทำในวันนี้ เจ้าเอาลูกสาวแท้ ๆ ไปไว้ที่ไหน!”
“ข้าเปล่า… ข้าไม่ได้ทำ! หลี่เยว่หาน อย่ามาใส่ความข้า! ข้าไม่ได้ทำ!” หวังเฟิ่งผมเผ้าหลุดลุ่ย ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างบ้าคลั่ง
“ไม่ได้ทำอะไร? ไม่ได้ใส่ร้ายหรงหรง? หรือไม่ได้ส่งคนมาไถเงินหรงหรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า?” หลี่เยว่หานแค่นยิ้มเย็น “เจ้าเพิ่งจะด่าทอหรงหรงเสียงดังลั่นไปเมื่อครู่นี้ ลืมสิ้นแล้วหรือไร?”
“พยานอยู่ที่นี่ตั้งมากมาย เจ้าคิดว่าแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแล้วเรื่องจะจบหรอกหรือ?!” แววตาของหลี่เยว่หานฉายแววดุดันน่าเกรงขาม “ทุกครั้งที่หรงหรงส่งเงินให้เจ้า นางจะฝากไปกับฉางชิง คนส่งสารที่เดินทางไปกลับระหว่างอำเภอฮัวซีกับเมืองหลวง เจ้ากล้าเผชิญหน้าพิสูจน์ความจริงกับฉางชิงหรือไม่?!”
เมื่อเห็นท่าทีดุดันของหลี่เยว่หาน ความสิ้นหวังก็ถาโถมเข้าเกาะกินหัวใจของหวังเฟิ่ง
ทำไมหลี่เยว่หานถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้! สมัยที่อยู่บ้านตระกูลหลี่ นางยังเป็นแค่เด็กที่ยอมให้ทุบตีและด่าทอโดยไม่ปริปากสักคำ แต่ยามนี้กลับราวกับเป็นคนละคนกันเลยทีเดียว!
“เจ้า… เจ้า… เจ้าไม่ใช่หลี่เยว่หาน! เจ้าเป็นใคร! เจ้าไม่ใช่หลี่เยว่หาน!” หวังเฟิ่งเบิกตาโพลนจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
“ใช่แล้ว หลี่เยว่หานคนเดิมที่ยอมให้เจ้าทุบตีโขกสับและอดมื้อกินมื้อนั่นน่ะตายไปนานแล้ว ตายด้วยน้ำมือที่เจ้าวางยาฆ่านาง และเพราะกลัวว่านางจะตายไม่สนิท ในคืนเดือนมืดเจ้ายังเอาหินผูกร่างข้าแล้วโยนลงสระน้ำด้วยตัวเอง!”
หลี่เยว่หานสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสะกดกลั้นโทสะในใจ “ยามนี้คนที่ยืนอยู่ต่อหน้าเจ้า คือฮั่นหรงฟูเหริน ฉีหวังเฟย!”
“ข้าเป็นพยานได้!” เสียงหนึ่งตะโกนดังมาจากท่ามกลางฝูงชน “ข้าชื่อฉางชิง ไม่ใช่แค่ครึ่งปีนี้หรอก แต่ตั้งแต่ช่วงก่อนสิ้นปี ฉีหวังเฟยและหลิ่วฟูเหรินมักจะฝากเงินและความห่วงใยไปที่อำเภอฮัวซีเพื่อส่งให้ท่านอาจารย์หลี่และหวังฟูเหรินเสมอ! แต่พอกำแพงเมืองเปิดข้าก็รีบไปหาทันที กลับพบว่าท่านอาจารย์หลี่นอนป่วยหนักอยู่บนเตียง ในบ้านหนาวเหน็บเตาไฟมอดสนิท แม้แต่ข้าวร้อนสักคำก็ไม่มีตกถึงท้อง!”
ชายส่งสารเบียดเสียดฝูงชนออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อพลางชูมือขึ้น “ตอนนั้นท่านอาจารย์หลี่บอกข้าเองกับปากว่า ภรรยาของเขากลัวว่าถ้าเขาตายไปจะทำให้ตนเองเสียชื่อเสียงว่าเป็นหญิงกินผัว จึงฉวยโอกาสตอนที่เขายังมีลมหายใจพะงาบ ๆ พาคนจากทางการมาบีบบังคับให้เขาประทับลายนิ้วมือในหนังสือหย่า!”
“หากทุกท่านไม่เชื่อ ก็รออีกสักสองวันก็ได้ ข้าจำได้ว่าเคยสอบถามดูแล้ว ฟูเหรินท่านนี้ให้ป้าบ้านใกล้เรือนเคียงเป็นแม่สื่อในการแต่งงานใหม่ ข้าสามารถเชิญคนเหล่านั้นมาที่เมืองหลวงเพื่อเป็นพยานได้! อีกทั้งตอนที่ทั้งคู่หย่าร้างกันก็ไม่ได้ปิดบังเพื่อนบ้าน มีคนรู้เห็นเรื่องนี้มากมาย!”
“ฟูเหรินท่านนี้แม้จะแต่งเข้าตระกูลเหมาไปแล้ว แต่ตลอดครึ่งปีมานี้กลับคอยฝากข้ามาขอเงินจากหลิ่วฟูเหรินอยู่ตลอด คำพูดคำจาแต่ละครั้งช่างร้ายกาจจนฟังไม่ได้ ข้าเป็นพยานให้ได้ทุกคำ! และข้ายังหาคนอื่นมาช่วยเป็นพยานร่วมกับข้าได้อีก!”
ฉางชิง คนส่งสารเพิ่งจะมาถึงยามนี้จึงเหนื่อยหอบจนตัวโยน แต่เขายังคงตะเบ็งเสียงประกาศชัดถ้อยชัดคำ “ฉีหวังเฟยและหลิ่วฟูเหรินไม่เคยทอดทิ้งบิดามารดา! ข้าเป็นพยานได้! เพื่อนร่วมงานของข้าก็เคยมาส่งเงินด้วยกัน พวกเขาก็เป็นพยานได้!”
คนส่งสารคือผู้ที่เดินทางไปทั่วทิศ ต้องเป็นผู้ที่มีจริยธรรมผ่านการรับรองและมีชาวบ้านอย่างน้อยสิบครัวเรือนช่วยค้ำประกันถึงจะประกอบอาชีพนี้ได้ คำพูดของเขาจึงเปรียบเสมือนหลักฐานเหล็กที่สั่นคลอนไม่ได้
เดิมทีชาวบ้านเห็นท่าทีสง่างามไม่ย่อท้อของหลี่เยว่หาน และเห็นหวังเฟิ่งเอาแต่กรีดร้องราวคนบ้าเมื่อถูกซักไซ้ ประกอบกับหลักฐานหนังสือหย่า พวกเขาก็เริ่มเชื่อหลี่เยว่หานไปกว่าครึ่งแล้ว
การปรากฏตัวของฉางชิงยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นของพวกเขาเต็มเปี่ยม
สิ่งที่ชาวบ้านเกลียดที่สุดคือการถูกหลอกให้เป็นเครื่องมือ อีกทั้งหลี่เยว่หานยังมีชื่อเสียงที่ดีในหมู่ราษฎร ตระกูลหลิ่วเองตลอดครึ่งปีมานี้ก็ทำทานสร้างกุศลไว้ไม่น้อย ชาวบ้านจึงพากันโกรธแค้นและรุมประณามหวังเฟิ่งด้วยความรังเกียจ ไม่มีใครเชื่อคำลวงของนางอีกต่อไป!
“หวังเฟิ่ง ข้ารู้ว่าเจ้ามาอาละวาดที่นี่เพราะต้องการอะไร” หลี่เยว่หานย่อตัวลงมองหวังเฟิ่งด้วยรอยยิ้มหยัน “ก็แค่ต้องการหนีไปจากตระกูลเหมา แล้วอยากจะกลับมาเป็นจิ้นกั๋วกงฟูเหรินใช่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาที่เคยไร้แววราวกองขี้เถ้าของหวังเฟิ่งพลันฉายประกายความหวังขึ้นมา “ข้า… ข้าจะไม่โวยวายแล้ว ข้าจะไม่ทำแล้ว เจ้าช่วยข้าที! เจ้าช่วยข้าหน่อยได้ไหม!”
“ข้าสามารถช่วยเจ้าให้หลุดพ้นจากตระกูลเหมาได้ และจะมอบเงินให้เจ้าก้อนหนึ่งด้วย แต่เจ้าห้ามปรากฏตัวในเมืองหลวงอีก” หลี่เยว่หานยืนขึ้นแล้วกล่าวต่อ “ไม่ว่าเจ้าจะไปตั้งรกรากที่อำเภอฮัวซี หรือจะกลับไปที่อำเภอหย่งหนิงแถบตะวันตกเฉียงเหนือก็ได้ทั้งนั้น”
หวังเฟิ่งคาดไม่ถึงว่าคำตอบของหลี่เยว่หานจะเป็นเช่นนี้ นางอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนที่ความริษยาและไม่ยินยอมจะปะทุขึ้นมา
ทำไมข้าถึงจะเป็นจิ้นกั๋วกงฟูเหรินไม่ได้! นั่นมันตำแหน่งของข้าแต่แรกไม่ใช่หรือ!
เมื่อคิดได้ดังนั้น หวังเฟิ่งก็กลับมาคุ้มคลั่งอีกครั้ง “หลี่เยว่หาน! เจ้าคิดจะบีบข้าให้ตายสินะ! ต่อให้เป็นผีข้าก็ไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!”