ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 554 หวังเฟิ่งฟื้นแล้ว
หลี่เยว่หานมีได้ใส่ใจคำพูดของเขา
ล้อเล่นน่ะสิ ชาติก่อนนางอายุเกือบจะสามสืบปีแล้ว สวีซึ่งอี้ในวัยสิบ
เก้าปีสำหรับนางแล้วก็เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งมีใช่หรือ
“ในเมื่อเจ้ารู้ตัวว่าตนเองต่ำต้อย เจ้าก็ควรจะรู้ดียิ่งกว่าว่าสำหรับข้า
แล้ว พวกเจ้าแม่ลูกมีมีน้ำหนักในสายตาข้าแม้แต่น้อย” มู่หวังเฟยจ้องมองฟู
เหรินรองที่กำลังตีบทแตกด้วยสายตาเย็นชา “ที่ข้าพูดดีกับเจ้าเมื่อครู่ เพราะ
เห็นว่าเจ้าน่าเวทนา แต่ในเมื่อเจ้าคิดจะคืบเอาศอก เช่นนั้นข้าก็มีจำเป็นต้อง
เมตตาคนมิตรรู้จักดีชั่วเช่นเจ้าอีก”
กล่าวจบ มู่หวังเฟยก็สะบัดชายเสื้อห้นหลังเดินจากไปทันที
ฟูเหรินรองส่งเสียงร้องไห้โฮตามหลังมาอย่างดัง ทว่ามู่หวังเฟยกลับ
เดินนึ่งดุจสายลมพัดผ่าน นางดึงมือหลี่เยว่หานพาสวีซิ่งอี้เดินออกจาก
ประตูไป เพียงครู่เดียวก็ไร้เงาคนทั้งสาม
เมื่อกลับมาถึงโถงด้านหน้าของสำนักหมอหลวง มู่หวังเฟยกำชับท่าน
หมอที่ตรวจอาการของสวินเอ๋อร์เมื่อครู่ว่า ให้จัดเพียงยาธรรมดาทั่วไปก็พอ
ส่วนพวกสมุนไพรบำรุงราคาแพงทั้งหลายมีต้องจัดมาให้
ท่านหมอรับคำอย่างรู้ความ จากนั้นทุกคนจึงพากันออกจากสำนัก
หมอหลวงไป
“สวีซิ่งอี้ คราวหน้าถ้าเจ้าจะผลักใครล้มอีก ก็ปล่อยให้มันตายไปเลย
เสียจะดีกว่า จะได้มีต้องมาทำเรื่องน่าสะอึดสะเอียนให้ย้าเห็นเช่นนี้” บนรถ
ม้า มู่หวังเฟยใช้นิ้วจิ้มหน้าผากสวีซิ่งอี้พลางตำหนี
“โอ๊ย ๆ ๆ ท่านอา ท่านเคยบอกข้าเองมีใช่หรือว่าข้าจะอาสะวาดอย่าง
ไรก็ได้ ขอเพียงมีให้มีคนตายเป็นพอ!” สวีซิ่งอี้กุมหน้าผากพลาง
มองมู่หวังเฟยด้วยสายตาตัดพ้อ
“ข้าเคยพูดเช่นนั้นก็จริง แต่เจ้าก็เห็นแล้วนี่ว่าพวกนั้นจงใจวางแผน
เล่นงานเจ้า!” มู่หวังเฟยถลิงตาใส่สวีซึ่งอี้ทีหนึ่ง
“เล่ามาชี เหตุใดเจ้ากับสวินเอ๋อร์ถึงไปมีเรื่องกันกลางถนนได้?”
มู่หวังเฟยจีบชาพลางเอ่ยถาม
“ข้าเพิ่งกลับมาเมืองหลวงได้มีกี่วัน ก็ได้ยืนข่าวว่าจวนอู๋กั่วกงคิดจะส่ง
แม่นางหยวนหลิงเอ๋อร์ บุตรสาวคนโตของบ้านนั้นมาแต่งงานกับข้า ข้า
พิจารณาดูแล้ว หยวนหลิงเอ๋อร์ผู้นั้นหน้าตาก็ไม่งาม อารมณ์ก็ร้าย นิสัยก็มี
ดี พอดีเจอสวินเอ๋อร์เข้า ข้าเลยกะว่าจะฝากเขาไปบอกอู๋กั้วกงว่าอย่าได้คิด
แผนสกปรกเช่นนี้ ข้ามียอมตกลงเด็ดขาด แต่ใครจะไปนิกว่าสวินเอ๋อร์กล้า
เถียงข้า ข้าโมโหเลยแค่สะกิดเขาไปนิดเดียว เขาก็ล้มตึงไปเลย … ข้าเองก็คิด
มีถึง … ”
สวีซึ่งอี้เล่าไปพลางถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “ข้ามีคาดคิด
จริง ๆ ว่าสวินเอ๋อร์ที่เป็นบุรุษตัวโตเสียเปล่า กลับอ้อนแอ้นออเซาะปานนั้น”
“พวกเยาวางแผนไว้แล้วน่ะสิ” มู่หวังเฟยปรายตายวางใส่สวีซิ่งอี้ ”
พวกเขาจับจุดนิสัยวู่วามของเจ้าได้แม่นยำ จึงคำนวณไว้แล้วว่าเจ้าต้องโมโห
ใส่สวินเออร์แน่ ท่านหมอก็บอกแล้วมีใช่หรือว่าสวินเอ๋อร์เพิ่งหายจากไข้หวัด
ร่างกายกำลังอ่อนแอ ข้ารู้มาว่าที่เขาเป็นไข้ก็เพราะถูกหยวนหลิงเอ๋อร์ผลัก
ตกสระบัว นี่คงเป็นเพราะที่บ้านตระกูลหยวนมีมียาบำรุงดี ๆ เลยกะจะล้วง
เงินจากกระเป๋าเจ้าไปซื้อยาบำรุงร่างกายสินะ”
ได้ยืนเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็รู้สึกแปลกใจ “หยวนหลิงเอ๋อร์กล้าลงมือ
แม้กระทั่งกับพี่ชายตนเองเชียวหรือ?”
“ใช่แล้ว หยวนหลิงเอ๋อร์ผู้นั้นคือตัวป่วนบ้าน ใครแต่งนางเข้าบ้านก็
ชวยไปถึงตัว แถมยังเป็นบุตรสาวคนโต ฮูหยินเฒ่าอู๋กั่วกงก็รักใคร่นางเหลือ
เกิน ยิ่งทำให้นางกำเริบเสิบสาน” มู่หวังเฟยก้มหน้าจีบน้ำต่อไป
“ท่านอา … ” สวีซิ่งอี้เรียกเบา ๆ ด้วยท่าทางน่าสงสาร
“มีอะไรอีก?” มู่หวังเฟยมีแม้แต่จะเงยหน้ามอง
“ย้าเมารถขอรับ … ” สวีซึ่งอี้ทำหน้าเศร้า “ได้ยืนพวกท่านพูด
ถึงหยวนหลิงเอ๋อร์ ประกอบกับรถม้าโคลงเคลง ข้ารู้สึกอยากจะอาเจียนยิ่ง
นัก!”
พอมู่หวังเฟยได้ยืนดังนั้นก็รีบสั่งหยุดรถทันที สาวใช้ด้านนอกรีบนำ
น้ำชามาให้สวีซึ่งอี้ พร้อมกับเปิดม่านสองข้างรถม้าเพื่อระบายอากาศ ครู่
ใหญ่สวีซิ่งอี้จึงค่อยรู้สึกดีขึ้น
หลังจากส่งสวีซึ่งอี้กลับถึงจวนตระกูลสวี และแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นในวัน
นี้ให้คนในตระกูลสวีทราบแล้ว มู่หวังเฟยก็เดินทางกลับมาส่งหลี่เยว่หานที่
จวนฉีอ๋องต่อ
เมื่อมาถึงจวนฉีอ๋อง ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว เมิ่งฉีอ่วนกลับมาถึง
ก่อนแล้วและกำลังประชุมอยู่กับเหล่ารองแม่ทัพที่ห้องโถงหารือ หลี่เยว่หาน
กลับมาถึงก็สั่งให้ชุ่ยกั่วไปที่โรงครัวเพื่อเพิ่มอาหารที่มู่หวังเฟยชอบอีกหลาย
อย่าง
ประจวบเหมาะกับที่หลี่หรงหรงฟื้นพอดี นางเตรียมตัวจะกลับจวน
ตระกูลหลิ่วจึงเดินมาเอ่ยลา
“พี่หญิง เรื่องในวันนี้รบกวนท่านแล้ว ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว มีขออยู่
รบกวนที่จวนต่อเจ้าค่ะ” เมื่อได้พบหลี่หรงหรงอีกครั้ง หลี่เยว่หานสัมผัสได้
ถึงความห่างเห็นที่ชัดเจนจากนาง
“อืม เจ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่ จงเอาใจใส่เรื่องของตัวเองและลูกในท้อง
ให้มากเถิด” หลี่เยว่หานมีได้รั้งไว้ หากหลี่หรงหรงเป็นคนฉลาด นางย่อมมี
ควรนำเรื่องของหวังเฟิ่งมาพาลโกรธแค้นนาง เพราะหวังเฟิ่งเป็นฝ่ายรนหา
ที่ตายเอง
“เจ้าค่ะ ข้าจะจำไว้” หลี่หรงหรงพูดจบก็คำนับมู่หวังเฟย นางมีแม้แต่
จะเอ่ยปากถามเรื่องการจัดการศพของหวังเฟิ่งเลยสักคำ ก่อนจะหมุนกาย
เดินจากไป
มู่หวังเฟยมองตามแผ่นหลังของหลี่หรงหรงจนลับสายตา แล้วเอ่ย
อย่างมีความหมายลึกซึ้งว่า “น้องสาวของเจ้าคนนี้ ทะเยอทะยานมีเบาที
เดียว”
“มีเช่นนั้นนางจะยั่วยวนหลิ่วจื้อหย่วนหรือเจ้าคะ” หลี่เยว่หานยิ้ม
พลางกล่าว
“เจ้ามีคิดจะบอกนางเรื่องสตรีเสียสตีผู้นั้นหรือ?” มู่หวังเฟยถาม
“เจ้าค่ะ นางมีใช่คนที่เก็บความลับอยู่” หลี่เยว่หานหันไป
มองมู่หวังเฟย “แม้ข้าจะรู้ดีว่าในใจนางตอนนี้คงเกลียดชังข้าเข้าไส้แล้วก็
ตาม”
ได้ยินดังนั้น มู่หวังเฟยก็หัวเราะออกมา “เจ้าช่างเป็นคนฉลาดนัก แต่
น้องสาวของเจ้าคนนี้ มีใจสูงส่งแต่สติปัญญากลับมีทันคน”
“มีเป็นไรเจ้าค่ะ อย่างไรเสียในใจข้าก็มีเคยคิดว่านางเป็นน้องสาว
จริง ๆ อยู่แล้ว” ขณะที่หลี่เยว่หานกำลังพูดคุยอยู่นั้น เมิ่งฉีอ่วนก็เลิกประชุม
กับรองแม่ทัพพอดี เขาเดินรีบเร่งมาที่ห้องโถงรับรอง เห็นมู่หวังเฟยกับหลี่
เยว่หานกำลังสนทนากันอย่างถูกคอ
“คารวะพี่สะใภ้” เมิ่งฉีอ่วนประสานมือคำนับมู่หวังเฟย ก่อนจะยิ้ม
ถามว่า “คุยเรื่องอันใดกันหรือ ดูมีความสุขเชียว”
“คุยเรื่องหลี่หรงหรงน่ะเจ้าค่ะ พี่สะใภ้ นางเพิ่งจะไปเมื่อครู่นี้เอง” หลี่
เยว่หานใช้มือขวาเท้าคางมองเมิ่งฉีอ่วนพลางยิ้มละไม
“หืม? นางได้เอ่ยถึงหวังเฟิ่งบ้างหรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนนั่งลงตรงข้าม
พวกนาง
“มีได้พูดถึงเลย ท่าทางเย็นชามาก ดูไปแล้วน่าจะจดจำความแค้นไว้
ในใจแล้วละเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานพูดพลางแสร้งถอนหายใจ “ข้าต้องรับบทคน
ร้ายอีกแล้ว”
เมิ่งฉีฮ่วนได้ยืนดังนั้นก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “หลี่หรงหรงคงจะลืม
ตัวไปแล้วกระมัง พรุ่งนี้ข้าจะไปที่จวนตระกูลหลิ่วเสียหน่อย ดูซีว่า
ตำแหน่งฮูหยืนน้อยตระกูลหลิ่วนี้นางยังอยากจะมั่นคงอยู่หรือไม่”
มู่หวังเฟยเห็นสามีภรรยาคู่นี้รับส่งบทกันอย่างคล่องแคล่ว ก็อดมีได้
ที่จะหัวเราะออกมา “มีต้องพูดถึงคนอื่นเลย พวกเจ้าสองคนนี่ช่างเหมาะสม
กันจริง ๆ!”
“พูดอะไรเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ … ” หลี่เยว่หานเริ่มรู้สึกขัดเข็นขึ้นมาบ้าง
“เหวินจั๋ว ปกติเจ้าก็ออกจะฉลาด เหตุใดจึงดูมีออกว่าภรรยาของเจ้า
กำลังอ้อนเจ้าอยู่?” มู่หวังเฟยกล่าวพลางมองหลี่เยว่หานด้วยรอยยิ้มล้อ
เลียน “เจ้าเองก็เหมือนกัน รู้ว่าสามีปกป้องคนของตนเป็นที่สุด ยังจะแกล้ง
หยอกเยาอีก”
หลี่เยว่หานได้ยินเช่นนั้นก็ปรายตามองเมิ่งฉีอ่วนแล้วยิ้มตอบ “ปกติ
เขามันนิ่งขริมเกินไปเจ้าค่ะ ต้องหมั่นหยอกเย้าบ้างถึงจะดี”
“เอาละ ๆ พวกเจ้าสามีภรรยามีวิธีสร้างความสำราญกันเอง ข้าไม่ขอ
ยุ่ง” มู่หวังเฟยยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ
อาหารค่ำมื้อนั้นผ่านไปอย่างมีความสุขยิ่ง เพราะหลี่เยว่หานบอ
กว่าเมิ่งฉีอ่วนเป็นคนนิ่งขริม ตลอดมื้ออาหารเมิ่งฉีฮ่วนจึงเอาแต่คีบกับข้าว
ใส่ชามของหลี่เยว่หานไม่หยุด จนหลี่เยว่หานต้องบ่นอุบอีบ ส่วนมู่หวังเฟยก็
ได้แต่หัวเราะร่วน
หลังจากส่งมู่หวังเฟยกลับไปแล้ว เมิ่งฉีอ่วนก็ดึงหลี่เยว่หานเข้าสู่ล้อม
กอด ขณะมองดูรถม้าของมู่หวังเฟยลับหายไปในความมืด เมิ่งฉีอ่วนกุม
มือหลี่เยว่หานไว้แล้วเอ่ยว่า “หวังเฟิ่งฟื้นแล้ว แต่ไม่ยอมปริปากพูดสิ่งใด ข้า
ได้จัดคนไปดูแลนางแล้ว”