ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 553 ตั้งใจมาหลอกกันนี่นา
บทที่ 553 ตั้งใจมาหลอกกันนี่นา
พ่อบ้านเดินตามหลังมู่หวังเฟยพลางลอบปาดเหงื่อในใจ นับว่าโชคดีที่มู่หวังเฟยแม้จะถือตัวทว่ากลับปกป้องคนของตนเป็นที่สุด พอได้ยินว่าจะมาให้ความเป็นธรรมแก่สวีซิ่งอี้ นางก็มิรั้งรอ รีบพาฉีหวังเฟยออกเดินทางมาด้วยกันทันที
‘หมากกระดานนี้เดินได้ถูกต้องแท้ ๆ!’
“หลินก่วนเจียช่างใจกล้านัก บังอาจเล่นแง่ใช้กลอุบายมาถึงหัวข้าเสียได้” มู่หวังเฟยถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจขณะนั่งอยู่บนรถม้า
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็อดหัวเราะมิได้ “นั่นก็เพราะท่านเองก็ห่วงใยหลานชายคนโตผู้นี้มิใช่หรือ”
“เหอะ” มู่หวังเฟยส่งเสียงในลำคอเบา ๆ
จวนฉีอ๋องตั้งอยู่ในย่านที่มั่งคั่งและสูงศักดิ์ที่สุดของเมืองหลวง ซึ่งเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูงมักจะพำนักอยู่ในละแวกนี้ แม้จวนอู๋กั๋วกงจะเริ่มเสื่อมถอยลงบ้าง ทว่าทรัพย์สินที่สั่งสมมาแต่เก่าก่อนยังคงพูนล้น จึงตั้งอยู่ในย่านนี้เช่นกัน
ย่านนี้มีความเจริญและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน การเดินทางไปโรงหมอจึงใช้เวลาเพียงเพียงมิกี่อึดใจ
“ถวายบังคมมู่หวังเฟย ถวายบังคมฉีหวังเฟย!”
ทันทีที่ย่างเท้าเข้าสู่โรงหมอ ก็มีคนรีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับและทำความเคารพทันที
“คุณชายใหญ่อยู่ที่ใด?” มู่หวังเฟยโบกมือเป็นสัญญาณว่ามิต้องมากพิธี
“คุณชายใหญ่ตระกูลหยวนกำลังรับการรักษาขอรับ ท่านหมอบอกว่าอาจจะกระทบกระเทือนถึงกระดูก คุณชายใหญ่ของเราจึงกำลังเฝ้าดูอยู่ขอรับ” ผู้ที่เอ่ยตอบเห็นได้ชัดว่าเป็นคนสนิทข้างกายของสวีซิ่งอี้
“นำทางไป” มู่หวังเฟยพยักหน้า
เมื่อมีคนนำทาง เพียงมินานพวกนางก็พบกลุ่มของสวีซิ่งอี้
นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่เยว่หานได้พบกับสวีซิ่งอี้ตัวจริง
สวีซิ่งอี้ ปีนี้อายุสิบเก้าปี เป็นบุตรหลานตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนเรื่องความเป็นหนุ่มเจ้าสำราญอาศัยบารมีของมู่หวังเฟยที่รักและตามใจเขาที่สุดในบรรดาหลาน ๆ ทำให้เขาวางโตไม่เกรงใจใครในเมืองหลวง ทว่าเขาเป็นคนมิมักขะเม้นเรื่องการเรียน ตั้งแต่เด็กจนโตชอบเพียงการร่ายรำอาวุธและวิชาต่อสู้ ด้วยเหตุนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจึงมิมีตำแหน่งทางขุนนาง ซึ่งมักเป็นจุดที่คนรอบข้างหยิบยกขึ้นมาล้อเลียนเสมอ
สวีซิ่งอี้มีรูปโฉมที่หล่อเหลายิ่ง คิ้วเข้มดั่งกระบี่ ดวงตาทอประกายดุจดารา ประกอบกับท่าทางยโสโอหัง ดูไปแล้วช่างละม้ายคล้ายกับ ‘หนุ่มน้อยสายดุ’*[1] ตามรสนิยมของคนในโลกอนาคตยิ่งนัก
หลี่เยว่หานมองดูสวีซิ่งอี้ที่ยืนพิงประตูห้องตรวจด้วยท่าทางไม่ยี่หระอยู่แต่ไกล ในฐานะที่นางเองก็ชื่นชอบคนหน้าตาดี จึงมิได้รู้สึกรังเกียจคุณชายจอมโอหังผู้นี้แม้แต่น้อย
“เสี่ยวอี้” มู่หวังเฟยเรียกเขา
เมื่อได้ยินเสียงมู่หวังเฟย สวีซิ่งอี้ก็รีบยืนตัวตรงทันที เขาหันไปตะคอกใส่คนสนิทประโยคหนึ่ง ก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นเด็กดีแล้วเดินเข้ามาหา “ท่านอา เหตุใดท่านถึงมาที่นี่ได้ขอรับ”
“พ่อบ้านหลินบอกว่าเจ้าไปชกต่อยกับคุณชายใหญ่ตระกูลหยวนจนเขาเจ็บหนัก ข้าจะมิมารอดั่งนั้นหรือ” มู่หวังเฟยดูจะรักใคร่สวีซิ่งอี้มาก น้ำเสียงที่ใช้จึงอ่อนโยนยิ่ง “มา ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก นี่คือฉีหวังเฟย หรือก็คือฮั่นหรงฟูเหรินที่มีชื่อเสียงเกริกไกรในเมืองหลวงเมื่อปีกลายอย่างไรเล่า”
มู่หวังเฟยแนะนำฐานะของหลี่เยว่หานให้สวีซิ่งอี้รับรู้ พร้อมกับย้ำเป็นพิเศษว่า “แม้เจ้าจะอายุมากกว่าฉีหวังเฟยหนึ่งปี ทว่านางมีศักดิ์เสมอข้า เจ้าต้องเรียกนางว่าอาเช่นกัน!”
“ข้าไม่ยอม!” สวีซิ่งอี้สะบัดหน้าอย่างไม่พอใจ ก่อนจะประสานมือคารวะหลี่เยว่หานอย่างเสียมิได้ “สวีซิ่งอี้ คารวะฉีหวังเฟย!”
“เด็กคนนี้ ทำกิริยาเช่นนี้ได้อย่างไร!” มู่หวังเฟยทั้งโกรธทั้งขำพลางผลักไหล่สวีซิ่งอี้ไปหนึ่งที
“ท่านอา ในเมื่อข้ากับฉีหวังเฟยอายุไล่เลี่ยกัน พวกเราก็ควรนับกันตามรุ่นของอายุสิขอรับ!” สวีซิ่งอี้คงจะถูกขัดใจจนเขินอาย ใบหูของเขาแดงซ่านด้วยความรั้น
มู่หวังเฟยอ้าปากจะกล่าวบางอย่าง ทว่าพอนึกดูอีกทีกลับมิกะปริปากพูดสิ่งใด ได้แต่หันไปมองหลี่เยว่หานด้วยสายตาขออภัย “เยว่หาน ข้าต้องขออภัยเจ้าด้วย เสี่ยวอี้เด็กคนนี้มารยาททรามนัก เจ้าอย่าได้ถือสาเลย”
“พี่สะใภ้กล่าวหนักไปแล้ว เสี่ยวอี้เป็นคนเถรตรงเปิดเผย ข้าชื่นชมยิ่งนัก” หลี่เยว่หานยืนมองเรื่องสนุกอย่างเพลิดเพลิน นางมิได้รู้สึกว่าสวีซิ่งอี้ทำสิ่งใดผิด พูดจบก็ประสานมือตอบกลับสวีซิ่งอี้เช่นกัน “คุณชายสวี ยินดีที่ได้พบ!”
“เอาเถอะ มิต้องมายืนบื้ออยู่ตรงนี้แล้ว” เมื่อเห็นท่าทางสวีซิ่งอี้จะโพล่งคำพูดประหลาดออกมาอีก มู่หวังเฟยจึงรีบตัดบท “ไปดูซิว่าคุณชายใหญ่ผู้บอบบางแห่งตระกูลหยวนเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”
“จะเป็นอย่างไรได้อีกล่ะขอรับ ข้าก็แค่ผลักเขาไปทีเดียว กลับหาว่าข้าทำเขาเจ็บจนปางตาย หลับตาแน่นไม่ยอมลืมตาขึ้นมาเสียที เห็นได้ชัดว่าตั้งใจมาหลอกกันนี่นา!” สวีซิ่งอี้เดินนำทางไปอย่างมิตั้งใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“เจ้าเด็กดื้อ อย่างไรเจ้าก็เป็นคนลงมือก่อน เรื่องนี้เราเป็นฝ่ายผิด ฟังอานะ ประเดี๋ยวพวกเขายากจะได้เงินชดเชยเท่าใดก็ให้รับปากไปก่อน แล้วอาจะเอาเงินมาให้เจ้าเอง มิเช่นนั้นหากพ่อเจ้ารู้เรื่องเข้า เจ้าได้ถูกเฆี่ยนอีกแน่” มู่หวังเฟยยกเท้าเตรียมจะถีบสวีซิ่งอี้
“ท่านอา ฉีหวังเฟยก็อยู่นะขอรับ ไว้หน้าข้าบ้าง อย่าถีบข้าเลย!” สวีซิ่งอี้กระโดดหนีไปข้างหน้าอย่างว่องไว พลางหันมามองมู่หวังเฟยด้วยรอยยิ้มทะเล้น
“เยว่หานมิใช่คนอื่นคนไกลเสียหน่อย” มู่หวังเฟยปากแข็ง ทว่านางก็ยังยอมไว้หน้าหลานชายไม่ลงมือจริงจัง
เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องตรวจ ก็ประจวบเหมาะกับที่ท่านหมอเดินออกมาพอดี ฟูเหรินรองแห่งจวนอู๋กั๋วกงกำลังร้องห่มร้องไห้อยู่ภายใน มู่หวังเฟยมิอยากเข้าไปข้างในจึงเอ่ยถามท่านหมอถึงอาการของคุณชายใหญ่ตระกูลหยวน
“คนไข้มีความเครียดสะสมมานาน ก่อนหน้านี้น่าจะเพิ่งหายจากไข้หวัด ร่างกายจึงยังมิสู้ดีนัก เมื่อคุณชายสวีผลักเขาเพียงเบา ๆ ศีรษะจึงกระแทกพื้นจนหมดสติไป” ท่านหมอที่พอรู้เรื่องราวอยู่บ้างเอ่ยพรรณนาด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง “มิมีอันตรายถึงชีวิตขอรับ เพียงแค่ได้นอนพักเดี๋ยวก็ฟื้น ทว่าฟื้นขึ้นมาแล้วอาจจะมีอาการคลื่นเหียนอาเจียนบ้าง ต้องพักฟื้นอีกสักระยะ หากมิมีสิ่งใดผิดปกติ ทานยาตามอาการก็หายดีขอรับ”
ได้ยินเช่นนั้น มู่หวังเฟยก็เบาใจไปมาก “เป็นเช่นนั้นเองหรือ ถ้าอย่างนั้นท่านก็จัดยาที่แพงที่สุดในโรงหมอมาให้หมด อย่าได้ให้ใครมากล่าวหาได้ว่าเราข่มเหงจวนอู๋กั๋วกง”
“หวังเฟยกล่าวได้ถูกต้องแล้วขอรับ ข้าจะไปจัดยาเดี๋ยวนี้” ท่านหมอผู้นี้คลุกคลีอยู่ในย่านนี้ ย่อมรู้กิตติศัพท์ของเหล่าผู้ลากมากดีในเมืองหลวงเป็นอย่างดี เขารู้ว่ามู่หวังเฟยผู้นี้แม้จะปกป้องพวกพ้องทว่าใจกว้างยิ่งนัก เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนั้น เขาจึงรู้ดีว่าควรจะจัดยาอย่างไรให้เหมาะสม
หลังจากท่านหมอจากไป มู่หวังเฟยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกให้หลี่เยว่หานและสวีซิ่งอี้รออยู่ข้างนอกห้องตรวจ ส่วนนางเป็นฝ่ายผลักประตูเข้าไปเพียงผู้เดียว
หลี่เยว่หานยืนอยู่ด้านหลังมู่หวังเฟย จึงทันเห็นฟูเหรินรองแห่งจวนอู๋กั๋วกงเงยหน้าที่เปื้อนน้ำตาขึ้นมา ทันทีที่เห็นมู่หวังเฟย นางก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นพลางร่ำไห้คำนับ ดูช่างน่าเวทนายิ่งนัก!
“ท่านหมอแจ้งแล้วว่าลูกชายเจ้ามิได้เป็นอะไรมาก เพียงแค่ร่างกายอ่อนแอเกินไป ข้าสั่งให้ท่านหมอไปจัดยามาให้แล้ว วางใจเถอะ” มู่หวังเฟยยืนนิ่งมิขยับเขยื้อน น้ำเสียงราบเรียบเย็นชา
“หวังเฟยเพคะ หม่อมฉันรู้ดีว่าตนเองต่ำต้อย สวินเอ๋อร์ก็เป็นเพียงบุตรที่เกิดจากอนุ มิแปลกที่หวังเฟยจะมิเห็นพวกเราแม่อยู่ในสายตา ทว่าคุณชายสวีลงมือกับสวินเอ๋อร์กลางตลาด หม่อมฉันขอวิงวอนให้หวังเฟยช่วยอบรมสั่งสอนคุณชายสวีให้มากกว่านี้เถิดเพคะ ขอให้คุณชายสวีรู้จักสำรวมคำพูดและการกระทำบ้างเถิด!”
พูดจบ ฟูเหรินรองก็โขกศีรษะให้มู่หวังเฟยเสียงดังสนั่นสามครั้ง
สวีซิ่งอี้ที่อยู่ข้างนอกได้ยินเช่นนั้นก็เตรียมจะพุ่งเข้าไป ทว่าหลี่เยว่หานกลับไหวตัวทัน นางรั้งเขาไว้ได้ทันท่วงที “เจ้าหนู อย่าใจร้อน!”
“…” สวีซิ่งอี้ถูกรั้งไว้จึงมิได้พุ่งเข้าไป ทว่าเขากลับบ่นพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ใครเป็นเจ้าหนูกัน!”
[1] หนุ่มน้อยสายดุ (小狼狗) เป็นคำสแลงจีนที่ใช้เรียกผู้ชายที่อายุน้อยกว่าแต่มีบุคลิกเท่ ดุ ยโส แต่แฝงความซื่อสัตย์และออดอ้อนเฉพาะกับคนที่ตนรัก