ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 559 สองพ่อลูกตระกูลสวี
บทที่ 559 สองพ่อลูกตระกูลสวี
วันต่อมา ในขณะที่หลี่เยว่หานกำลังอ่านจดหมายที่จีหยางส่งมาให้ บนโต๊ะของนางก็เต็มไปด้วยสมุดบัญชีวางเรียงรายอยู่ไม่น้อย
ยามนี้ ถานไคว่ของหลี่เยว่หานกลายเป็นของล้ำค่าที่หาซื้อได้ยากยิ่งในเมืองหลวง เหล่าอาจารย์ช่างในโรงงานต่างก็ตั้งใจอยากจะผลิตออกมาให้มากขึ้น แต่ทางตระกูลหลิ่วกลับควบคุมปริมาณการจำหน่ายอย่างเข้มงวด มีเพียงผู้ที่วางเงินมัดจำไว้เท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ซื้อได้
อีกทั้งตระกูลหลิ่วยังจงใจยืดระยะเวลาการผลิตให้ยาวนานขึ้น เป็นการใช้กลยุทธ์การตลาดแบบ ‘จำกัดจำนวน’ เพื่อกระตุ้นความต้องการของลูกค้า
ส่วนร้านเครื่องหอม ยามนี้เน้นจำหน่ายเครื่องหอมจากเปอร์เซียเป็นหลัก เหล่าอาจารย์ช่างในโรงงานได้รับสมุดบันทึกเคล็ดลับการปรุงยาของหลี่เยว่หานไปศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน จนสามารถคิดค้นของดีออกมาได้มากมาย ร้านเครื่องหอมจึงได้เปิดสาขาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง โดยร้านหลักยังคงเน้นขายถุงหอมเป็นหลัก ส่วนร้านสาขานั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมามากกว่า เพราะเน้นขายเครื่องหอมที่ใช้สำหรับการทำอาหารโดยเฉพาะ
สำหรับหอฝานเทียน ภายใต้การดูแลจัดการอย่างเหมาะสมของจีหยาง ก็ยังคงครองตำแหน่งหอคณิกาอันดับหนึ่งของเมืองหลวงได้อย่างเหนียวแน่น
ทางด้านร้านผ้าตระกูลเวินนั้นได้ขยายสาขาไปทั่วแคว้นตงฮั่น ร้านเครื่องหอมของหลี่เยว่หานและโรงปักผ้าของตระกูลเวินจึงมีการติดต่อทำการค้ากันบ่อยครั้ง หลิ่วเทียนเสียงและหลงจู๊อีกสองคนเห็นพ้องต้องกัน จึงตัดสินใจนำเงินไปร่วมหุ้นในร้านผ้าของตระกูลเวิน ทำให้ได้รับเงินปันผลในแต่ละเดือนเป็นจำนวนมหาศาล
ส่วนภัตตาคารแปดเซียนเนื่องจากมีสูตรอาหารที่หลี่เยว่หานเป็นผู้เขียนขึ้น แม้ราคาอาหารจะค่อนข้างสูง แต่รายได้ในแต่ละวันอย่างน้อยที่สุดก็ไม่ต่ำกว่าหลายพันตำลึง
นอกจากนี้ ตระกูลหลิ่วยังอาศัยชื่อเสียงของหลี่เยว่หานไปกว้านซื้อที่ดินนอกเมืองเพื่อทำไร่ชาและเลี้ยงไหม ยามนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านผู้อพยพกว่าครึ่งต่างก็ได้ทำงานในไร่เหล่านี้ กิจการจึงรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก
ซึ่งหลิ่วเทียนเสียงและเหล่าหลงจู๊ต่างก็ไม่กล้าปิดบังหรือหลอกลวงหลี่เยว่หาน ทุก ๆ สิบวันพวกเขาจะรวบรวมสมุดบัญชีทั้งหมดมาให้นางตรวจสอบด้วยตัวเอง
บวกกับยามนี้หลี่เยว่หานตั้งใจจะขยายผลวิชาถลุงเกลือและวิชาถลุงน้ำมัน การเลือกพื้นที่ตั้งโรงงานและรายละเอียดต่าง ๆ จึงทำให้นางยุ่งอยู่กับการทำงานตลอดทั้งวัน
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนกลับมาถึงจวนพร้อมกับแม่ทัพสยบอุดร หลี่เยว่หานก็ยังคงก้มหน้าก้มตาคำนวณบัญชีและตรวจสอบบันทึกอยู่
หลังจากจัดแจ้งให้สวีติ้งหลานและบุตรชายไปนั่งพักรอที่ห้องโถงรับรองแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็เดินมาเรียกหลี่เยว่หานด้วยตัวเอง
“ก๊อก ก๊อก——” ประตูห้องหนังสือไม่ได้ปิด เมิ่งฉีฮ่วนยืนเคาะประตูอยู่ที่หน้าห้อง
หลี่เยว่หานที่อยู่ด้านในไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง “อวี้จวง หากเจ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ช่วยไปดูที่โรงครัวหน่อยว่าน้ำแกงใช้ได้หรือยัง ประเดี๋ยวท่านอ๋องคงจะพาแขกกลับมาด้วย ถ้าน้ำแกงเสร็จแล้วก็ให้ยกไปส่งก่อนเลยนะ”
ได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็อดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้าง “ท่านอ๋องของเจ้าพาแขกกลับมาถึงแล้วล่ะ”
เมื่อหลี่เยว่หานได้ยินว่าเป็นเสียงของเมิ่งฉีฮ่วนก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้น เห็นเขายืนยิ้มอยู่ที่หน้าประตูก็หลุดขำออกมา “ไม่รู้จักอายบ้างเลย โตขนาดนี้แล้วยังเล่นเป็นเด็กไปได้!”
“ข้าเห็นเจ้าตั้งใจทำงานมากเกินไปจนไม่กล้ารบกวน ใครจะไปรู้ว่าเจ้าจะเข้าใจผิดคิดว่าข้าเป็นอวี้จวงล่ะ” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางเดินเข้าไปหาหลี่เยว่หาน เขาเปิดดูสมุดบัญชีบนโต๊ะแล้วก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “สมุดบัญชีเล่มนี้ดูแปลกใหม่นัก!”
“มีอะไรหรือ?” หลี่เยว่หานถามเพราะนึกว่ามีจุดไหนผิดพลาด
“เส้นพวกนี้เจ้าเป็นคนขีดเองหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนชี้ไปที่ตารางในสมุดบัญชี
“อื้ม ข้าคิดว่าการทำเป็นตาราง แยกรายจ่ายและกำไรแต่ละรายการออกจากกัน แล้วสรุปยอดรวมในทุกๆ หน้า จากนั้นค่อยนำไปรวมยอดใหญ่ในหน้าถัดไป จะทำให้ตรวจสอบบัญชีได้ง่าย คำนวณก็สะดวก และไม่สับสนกับบัญชีที่ลงไว้มั่ว ๆ ด้วย” หลี่เยว่หานอธิบายพลางชี้ให้ดูจุดที่แต้มด้วยหมึกสีแดงไว้ท้ายหน้า
“สัญลักษณ์พวกนี้ ดูคล้ายกับอักษรเปอร์เซียนะ” เมิ่งฉีฮ่วนชี้ไปที่ตัวเลข “ข้าเคยเห็นจากคณะทูตที่มาจากโพ้นทะเล”
“สิ่งนี้เรียกว่า ‘ตัวเลขอารบิก’ เจ้าค่ะ เมื่อเทียบกับตัวอักษรของพวกเราแล้ว การใช้ตัวเลขอารบิกจะช่วยให้การบวก ลบ คูณ หาร สะดวกและรวดเร็วขึ้นมากเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานพูดพลางเข้าไปกอดแขนเมิ่งฉีฮ่วนอย่างประจบ “เป็นอย่างไร ข้าเก่งมากใช่ไหมล่ะ!”
“พระชายาของข้า เก่งกาจเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า!” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยชมพลางยกนิ้วหัวแม่มือให้นาง
หลี่เยว่หานยิ้มแล้วแกล้งตีเขาเบา ๆ หนึ่งที จากนั้นทั้งคู่ก็ช่วยกันเก็บสมุดบัญชี ปิดห้องหนังสือแล้วเดินตรงไปยังห้องโถงรับรอง
“วันนี้คนที่มาไม่ได้มีแค่ท่านแม่ทัพสวี แต่ยังมีบุตรชายของเขาสวีซิ่งอี้มาด้วยนะ” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยกับหลี่เยว่หานระหว่างทาง
“อ้อ… เจ้าเด็กแสบที่เป็นจอมมารทำลายล้างคนนั้นน่ะหรือ” หลี่เยว่หานพยักหน้ารับรู้ “เช่นนั้นประเดี๋ยวข้าจะพูดให้น้อยลงหน่อยก็แล้วกัน”
“ไม่เป็นไรหรอก ข้าชอบที่จะเห็นเจ้าใช้ความสามารถสยบทุกคนอยู่แล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางกุมมือนางไว้ในอุ้งมืออย่างเป็นธรรมชาติ
ณ ห้องโถงรับรอง
“คารวะฉีอ๋อง คารวะฉีหวังเฟย” เมื่อสวีติ้งหลานเห็นเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานเดินเข้ามา เขาก็วางถ้วยน้ำชาลงแล้วลุกขึ้นทำความเคารพ ส่วนสวีซิ่งอี้ที่อยู่ข้างๆ ก็ยิ้มกริ่มและทำความเคารพตามบิดา
“ท่านแม่ทัพสยบอุดรเกรงใจไปแล้ว!” หลี่เยว่หานยืนเคียงข้างเมิ่งฉีฮ่วน “ภายหน้าข้ายังต้องเรียนรู้จากท่านแม่ทัพอีกมากเจ้าค่ะ”
ได้ยินคำชมนี้ สวีติ้งหลานก็หัวเราะร่า “ข้าน้อยก็แค่คนหยาบกระด้างที่พอจะรู้เรื่องฮวงจุ้ยและภูมิศาสตร์บ้างเล็กน้อย จะไปเทียบกับหวังเฟยได้อย่างไร เพียงแค่นางลงมือทำ สิ่งนั้นก็กลายเป็นการขยับตัวครั้งใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและราษฎร!”
“หากท่านแม่ทัพกล่าวเช่นนี้ ข้าคงมิกล้ารับไว้จริง ๆ เจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานยิ้มพลางย่อกายคารวะสวีติ้งหลานอย่างอ่อนน้อม
สวีติ้งหลานดูจะชอบอกชอบใจในท่าทางไม่ถือตัวของหลี่เยว่หานเป็นอย่างมาก เขาหัวเราะจนตัวโยน
เขายังไม่ได้เอ่ยถามถึงเรื่องการเลือกชัยภูมิทำนาเกลือ แต่กลับชวนเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานคุยเรื่องสนุกๆ ทั่วไป เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขดังแว่วออกมาจากห้องโถงเป็นระยะ
สิ่งที่ทำให้หลี่เยว่หานประหลาดใจมากก็คือ วันนี้สวีซิ่งอี้ดูเรียบร้อยผิดปกติ เขานั่งฟังพวกผู้ใหญ่คุยกันอย่างสงบเสงี่ยม มีบ้างที่พูดเสริมขึ้นมาสองสามประโยค ช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์คุณชายเสเพลจอมโอหังที่นางเคยเห็นเมื่อวันก่อนอย่างสิ้นเชิง
“เฮ้อ… ได้สนทนากับท่านอ๋องและหวังเฟยเช่นนี้ ข้าน้อยรู้สึกปลอดโปร่งใจขึ้นมากจริง ๆ” สวีติ้งหลานกล่าวพลางถอนใจ “พวกท่านไม่รู้หรอกว่า ตอนที่มีข่าวว่าแคว้นเหลียวปี้เลี่ยตงถูกรวบรวม และเผ่าเร่ร่อนเกือบทั้งหมดถูกพวกเรายึดครองได้ส่งมาถึงเมืองหลวง ข้าน้อยนึกอยากจะคว้าทวนกระโดดขึ้นหลังม้า กลับไปยังชายแดนภาคเหนือเพื่อกวาดล้างเผ่าเร่ร่อนที่เหลือให้สิ้นซากเสียเดี๋ยวนี้เลย!”
หลี่เยว่หานได้ยินดังนั้นก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพสวีมีใจห่วงใยใต้หล้า ผู้น้อยเลื่อมใสยิ่งนักเจ้าค่ะ!”
“เจ้าไม่ใช่ผู้น้อยหรอก” สวีติ้งหลานจิบเหล้าเข้าไปอึกหนึ่งแล้วยิ้มตาหยี “เจ้ามีฐานะเท่าเทียมกับข้า… เสี่ยวอี้ เรียกท่านอาหญิงสิ!”
สวีซิ่งอี้ที่กำลังกินของว่างอยู่อย่างเพลิดเพลิน พอได้ยินคำนี้เข้าก็แทบจะสำลักอาหารติดคอทันที
เขารีบดื่มน้ำตามจนอาการดีขึ้น จากนั้นก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วแย้งว่า “ไม่เรียกหรอกท่านพ่อ! หวังเฟยอายุน้อยกว่าข้าตั้งปีหนึ่งนะ ให้ข้าเรียกหญิงสาวที่เด็กกว่าตัวเองว่าอาหญิง หากเรื่องนี้หลุดรอดออกไป ข้าไม่ต้องเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหนหรือ!”
“จะลำบากอะไรกัน อาหญิงของเจ้า กับหวังเฟยนั้นเป็นพี่สะใภ้น้องสะใภ้กัน ตามลำดับศักดิ์นางก็คืออาหญิงของเจ้าไม่ใช่หรือ อีกอย่างเจ้าเป็นคนพูดเองไม่ใช่หรือว่าอยากจะติดตามพ่อคนนี้ไปสำรวจพื้นที่ทำนาเกลือด้วยน่ะ? แค่คำว่าอาหญิงคำเดียวก็ไม่ยอมเรียก ระวังเถอะ หวังเฟยอาจจะไม่ยอมให้ ‘คนนอก’ อย่างเจ้าปะปนเข้าไปด้วยก็ได้นะ!” สวีติ้งหลานเลิกคิ้วพลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยโดยไม่หันไปมองลูกชายด้วยซ้ำ สวีซิ่งอี้ถึงกับชะงักไปทันที
“ท่านพ่อ นี่มันไม่เหมือนที่ตกลงกันไว้นี่!” สวีซิ่งอี้เผลอทำหน้าตาละห้อยอย่างหาได้ยาก “ไหนบอกว่าวันนี้ถ้าข้าขยันยอมตามท่านมาเข้าเฝ้าท่านอ๋องกับหวังเฟยที่จวน ท่านจะยอมพาข้าไปเที่ยวที่อำเภอฮัวซีด้วยกันอย่างไรเล่า!”
“ดูเอาเถิด ๆ เจ้าเด็กเหลือขอคนนี้ในหัวมีแต่เรื่องเที่ยวเล่น” สวีติ้งหลานหันไปมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยท่าทางระอา “ทั้งยังไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่เคยทำให้ข้าเบาใจได้เลย! วันก่อนยังไปก่อเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนของจวนอู่กั๋วกงเข้าให้อีก หน้าแก่ ๆ ของข้านี่ ถูกเขาทำให้ขายหน้าจนหมดสิ้นแล้ว!”