ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 560 คิดอยากจะเป็นพวกทหารขุดทองหรือ?
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 560 คิดอยากจะเป็นพวกทหารขุดทองหรือ?
บทที่ 560 คิดอยากจะเป็นพวกทหารขุดทองหรือ?
พอได้ยินสวีติ้งหลานบ่นเช่นนั้น สวีซิ่งอี้ก็เอามือกุมหน้าผากด้วยความระอา ก่อนจะฟุบลงกับโต๊ะแล้วร้องประท้วง “เป็นคนของจวนอู่กั๋วกงต่างหากที่ไร้ยางอาย ลูกจะไปทำท่านขายหน้าได้อย่างไรกัน! ท่านพ่อ พวกเขามันไร้ยางอายจริง ๆ นะ!”
เมิ่งฉีฮ่วนเห็นท่าทางเช่นนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ “เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ? เดือนหน้าจวนอู่กั๋วกงก็ต้องแต่งบุตรสาวออกไปแล้วไม่ใช่หรือ หรือว่าพวกเขาคิดจะส่งคุณหนูใหญ่ตระกูลหยวนมาแต่งเข้าจวนแม่ทัพ?”
“เฮ้อ” สวีติ้งหลานวางตะเกียบลง สีหน้าดูไม่สบอารมณ์นัก “ตาแก่เจ้าเล่ห์อู่กั๋วกงนั่น ยามนี้เลือกเข้าพวกกับองค์ชายใหญ่ เดิมทีเขากะจะส่งบุตรสาวไปเป็นชายารองขององค์ชายใหญ่ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าพระชายาเอกขององค์ชายใหญ่สิ้นชีพไปเมื่อหลายปีก่อน อู่กั๋วกงจึงเปลี่ยนใจอยากจะส่งบุตรสาวไปเป็นพระชายาเอกแทน”
“แต่ที่เขาคิดไม่ถึงก็คือ หยวนหลิงเอ๋อร์จะทำตัวไร้หัวคิด ก่อเรื่องวุ่นวายขายหน้าในงานเลี้ยงต้อนรับของพวกเจ้าทั้งสองคนจนพังพินาศ วันนั้นแม้ข้าจะไม่ได้ไปร่วมงาน แต่เพียงพริบตาเดียวเรื่องก็แพร่ไปทั่วทั้งเมืองหลวง จนใครต่อใครต่างก็รู้กันหมดว่าฝ่าบาทและฮองเฮาทรงมีรับสั่งให้คุณหนูใหญ่ตระกูลหยวนรีบหาคนแต่งงานด้วยภายในต้นเดือนหน้า นั่นหมายความว่าขอเพียงแต่งออกไป จะแต่งกับใครก็ได้ทั้งนั้น”
“อู่กั๋วกงไม่มีทางเลือก จึงต้องไปอ้อนวอนองค์ชายใหญ่ แต่อย่างที่รู้กันว่าองค์ชายใหญ่เป็นคนรักเดียวใจเดียว ในใจเขามีเพียงพระชายาผู้ล่วงลับ ทั้งยังมีบุตรที่ต้องดูแลอีกสองคน อีกทั้งเขายังรู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอของหยวนหลิงเอ๋อร์ดี จึงปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ตาแก่คนนั้นเลยเบนเป้าหมายมาที่เจ้าเสี่ยวอี้แทน”
“เรื่องนี้อู่กั๋วกงเคยเอ่ยปากกับข้าเพียงครั้งเดียว แต่คุณหนูใหญ่บ้านนั้นพอรู้เรื่องเข้าก็อาละวาดตบตีร้องไห้ฟูมฟาย ทั้งยังด่าทอตระกูลสวีของพวกเราอย่างสาดเสียเทเสีย และเมื่อสองวันก่อน นางยังบีบบังคับให้ ‘หยวนสวิน’ คุณชายใหญ่บุตรอนุผู้แสนอ่อนแอของจวนอู่กั๋วกงมาหาเรื่องเสี่ยวอี้ถึงที่”
“ได้ยินมาว่าคุณชายหยวนสวินเพิ่งจะถูกหยวนหลิงเอ๋อร์ผลักตกสระบัวจนร่างกายทรุดโทรม วันนั้นพอเกิดการกระทบกระทั่งกับเสี่ยวอี้ คนสนิทของหยวนสวินก็ปากพล่อยด่าเสี่ยวอี้ว่าเป็นคางคกอยากกินเนื้อหงส์ คำพูดคำจาหยาบคายเกินทน เสี่ยวอี้บันดาลโทสะจึงเผลอผลักพวกเขากระเด็นไป ใครจะไปรู้ว่าการผลักครั้งนั้นจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ยามนี้หยวนสวินนอนป่วยซมลุกไม่ขึ้น จวนอู่กั๋วกงจึงตามมาราวีที่บ้านไม่เว้นแต่ละวัน ข้าล่ะอยากจะจับพวกมันมาร้อยเป็นพวงประจานเสียจริง ๆ!”
สวีติ้งหลานเอ่ยอย่างมีน้ำโหพลางตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่
ข้างกันนั้น สวีซิ่งอี้กลับทำตัวเรียบร้อยผิดหูผิดตา “ท่านพ่อ ถ้าพวกเขาไม่ยอมเลิกรา ข้าจะส่งคนไปจุดประทัดหน้าจวนพวกเขาให้หูดับไปเลย หรือถ้าประทัดยังเอาไม่อยู่ ข้าจะจุดพลุไฟฉลองให้มันรู้แล้วรู้รอดไป แต่ถ้ายังไม่ยอมตัดใจอีก ข้าจะเผาจวนอู่กั๋วกงทิ้งเสีย!”
พูดจบ สวีซิ่งอี้ก็ตบอกตัวเองเบา ๆ “อย่างไรเสียเราก็มีท่านอาหญิงคอยคุ้มครอง!”
สวีติ้งหลานได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ พลางชี้ไปที่บุตรชายแล้วเอ่ยกับคู่สามีภรรยาว่า “พวกเจ้าดูสิ เด็กคนนี้ทำอะไรตามใจชอบ มักง่ายและรุนแรงเสมอ ข้าล่ะกลัวจริง ๆ ว่าวันหนึ่งเขาจะไปก่อเรื่องใหญ่ที่อาหญิงของเขาเองก็คุ้มครองไม่ไหว ถึงตอนนั้นจะทำอย่างไร! ข้าเพียรบังคับให้เขาอ่านตำรา แต่เจ้าลูกไม่รักดีคนนี้พอกลายเป็นเรื่องเรียนกลับโง่เขลาเบาปัญญาเป็นที่สุด วัน ๆ เอาแต่ดูตำรานอกรีตไร้สาระ!”
ขณะที่ฟังความอัดอั้นใจของสวีติ้งหลาน หลี่เยว่หานก็ลอบสังเกตสวีซิ่งอี้ เห็นเขาไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อย กลับยังยิ้มระรื่นราวกับคนไร้หัวใจ
นางอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องราวของสวีซิ่งอี้ที่เคยได้ยินมา
มารดาของสวีซิ่งอี้เคยเป็นรองแม่ทัพคนสนิทของสวีติ้งหลาน เมื่อตอนที่สวีซิ่งอี้อายุได้เพียงสองขวบ นางยอมสละชีวิตเอาตัวเข้าบังลูกศรจากข้าศึกเพื่อปกป้องสวีติ้งหลานจนสิ้นชีพคาสนามรบ สวีติ้งหลานแบกรับความแค้นที่ภรรยาถูกสังหาร จึงปักหลักเฝ้าชายแดนเหนือมาโดยตลอด แทบจะไม่ได้กลับบ้านเลย
เหตุที่มู่หวังเฟยเอ็นดูสวีซิ่งอี้มากขนาดนี้ ก็เพราะเขาเติบโตมาภายใต้การดูแลของนางเกือบจะทั้งหมด
การขาดทั้งความรักจากบิดาและมารดา โดยมีเพียงอาหญิงที่คอยตามใจและประคบประหงม แต่สวีซิ่งอี้กลับไม่เติบโตไปเป็นคนชั่วร้ายนับว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งนัก
แม้จะมีนิสัยเสียอยู่บ้าง แต่เนื้อแท้แล้วเขายังเป็นคนดี
เมื่อเห็นว่าสวีซิ่งอี้ไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าเลยแม้จะถูกบิดาด่าทออยู่นาน หลี่เยว่หานก็มั่นใจว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร
“เช่นนั้นครั้งนี้ท่านแม่ทัพก็พาสวีซิ่งอี้ไปสำรวจชัยภูมิที่อำเภอฮัวซีกับพวกเราด้วยเถิดเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานเอ่ยปากเสนอ “อย่างน้อยไปคราวนี้ก็ใช้เวลาเกือบครึ่งเดือน เพียงจวนแม่ทัพปิดประตูให้แน่นหนา รอจนพวกเรากลับมา หยวนหลิงเอ๋อร์ก็น่าจะแต่งงานออกไปเรียบร้อยแล้ว”
“ทำเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าไม่อยากหลบหน้าพวกจวนอู่กั๋วกงเสียหน่อย ใครโผล่มา ข้าน้อยผู้นี้จะอัดให้คว่ำทั้งคู่เลย!” สวีซิ่งอี้ท้วงอย่างไม่ยอมความ
“โผล่มาคนเดียว เจ้าจะอัดให้คว่ำทั้งคู่ได้อย่างไร?” เมิ่งฉีฮ่วนย้อนกลับทันควัน “หรือว่านับตัวเจ้าเข้าไปด้วย?”
สวีซิ่งอี้: “…”
ทางด้านสวีติ้งหลานไม่มีความเห็นต่าง เขาพยักหน้าตกลงอย่างรวดเร็ว “พวกเราเองก็นึกถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน อย่างไรเสียจวนอู่กั๋วกงก็เป็นโหวสืบตระกูล ส่วนตระกูลสวีของพวกเราเป็นตระกูลขุนพลฝ่ายบู๊ ไม่อยากจะมีเรื่องบาดหมางกับพวกเขา ส่วนเรื่องของคุณชายหยวนสวิน พวกเราก็ได้ส่งโสมและสมุนไพรบำรุงชั้นเลิศไปให้ไม่น้อยแล้ว หากพวกเขายังไม่ยอมเลิกรา ต่อให้ต้องสละหน้าแก่ ๆ ของข้าทิ้งไป ข้าก็จะไม่ยอมให้เรื่องนี้ไปลำบากถึงมู่หวังเฟยเด็ดขาด”
“จริงด้วยเยว่หาน เมื่อคืนมู่หวังเฟยตกใจจนนอนไม่หลับ ทั้งยังต้องลมหนาวจนไม่สบาย เจ้าหาเวลาไปเยี่ยมนางที่จวนมู่หวังบ้างนะ” เมิ่งฉีฮ่วนนึกขึ้นได้จึงเอ่ยบอกภรรยา
“ท่านอ๋อง หวังเฟย ข้าน้อยขออภัยที่เมื่อครู่มุทะลุไปบ้าง” สวีซิ่งอี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างที่หาได้ยาก
“ข้ารู้ตัวดีว่าที่ผ่านมาข้าสร้างปัญหาให้ครอบครัวและท่านอาหญิงไว้มาก แต่คนเรายามเติบโตย่อมต้องคิดได้ จวนอู่กั๋วกงในครั้งนี้เพื่อให้ไม่เป็นการขัดพระราชโองการ ย่อมต้องลงแรงอย่างหนัก ที่ท่านพ่อพาข้ามาพบพวกท่านในวันนี้ ความจริงก็มีความคิดเห็นตรงกับหวังเฟย คือต้องการให้ข้าออกจากเมืองหลวงไปชั่วคราว ตระกูลหยวนคงไม่กล้าตามไปจับข้าถึงอำเภอฮัวซี อีกอย่างข้ากับหยวนหลิงเอ๋อร์ก็ไม่ได้มีพันธะหมั้นหมายใด ๆ ต่อกัน เพียงแต่เรื่องเล็กลดน้อยลงย่อมดีกว่า เพื่อให้คนในครอบครัวอยู่อย่างสงบสุข”
พูดจบ สวีซิ่งอี้ก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้น “หากท่านอ๋องและหวังเฟยยินดีพาข้าไปอำเภอฮัวซีด้วยในครั้งนี้ ภายหน้าหากมีเรื่องอันใดเรียกใช้ ข้าจะรีบมาทันที! วันนี้ข้า สวีซิ่งอี้ ขอนำน้ำชาต่างสุรา เพื่อขอบพระทัยท่านอ๋องและหวังเฟยล่วงหน้าขอรับ”
เมื่อได้เห็นสวีซิ่งอี้ในมุมนี้ แม้แต่หลี่เยว่หานที่ไม่สนิทกับเขาก็ยังรู้สึกประหลาดใจ
“เสี่ยวอี้ หรือว่ามู่หวังเฟยจะมีอาการป่วยหนัก?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามด้วยความกังวล
“ท่านอาหญิงเพียงแค่ต้องลมหนาว ต้องพักผ่อนให้มาก มีท่านหมอหลวงคอยดูแลอยู่จึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงขอรับ” สวีซิ่งอี้ตอบตามตรง “เพียงแต่ครั้งนี้จวนอู่กั๋วกงคอยตามราวีตระกูลสวีไม่หยุด ข้าไม่อยากสร้างความลำบากใจให้ท่านอาหญิงเพิ่มในยามนี้”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานจึงค่อยเบาใจลง
เมิ่งฉีฮ่วนจ้องมองสวีซิ่งอี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามสวีติ้งหลานด้วยรอยยิ้ม “ท่านแม่ทัพสวี ข้าได้ยินมาว่าคุณชายสวีได้เรียนรู้วิชาฮวงจุ้ยจากท่านไปไม่น้อย ก่อนหน้านี้เขาเคยพูดว่าอยากจะเป็นพวกทหารขุดทอง คิดจะลงไปขุดสุสานอย่างนั้นหรือ?”
“พรืดดด!” สวีซิ่งอี้ที่กำลังดื่มน้ำอยู่ถึงกับสำลักพ่นน้ำออกมาเต็มพื้น “นั่นมันคำพูดตอนข้าอายุสิบห้า อย่าเก็บมาใส่ใจเลยขอรับ! ข้าไม่ลงสุสานหรอก อำเภอฮัวซีก็ไม่มีสุสานโบราณเสียหน่อย!!! ครั้งนี้ข้าแค่อยากหนีตระกูลหยวนไปอำเภอฮัวซีด้วยจริง ๆ นะขอรับ!!!”