ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 568 อสูรกายตนใหม่โผล่มาอีกแล้ว!!!
บทที่ 568 อสูรกายตนใหม่โผล่มาอีกแล้ว!!!
เมื่อได้ยินคำยืนยันเช่นนั้น สวีซิ่งอี้ถึงกับน้ำท่วมปากพูดไม่ออก
หลี่เยว่หานมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที นางรีบสำรวจร่างกายของเมิ่งฉีฮ่วนและสวีซิ่งอี้อย่างละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อแน่ใจว่าทั้งคู่ไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ จึงค่อยลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ทางออกฉุกเฉินตรงนี้ยังนับว่าปลอดภัยชั่วคราว” เมิ่งฉีฮ่วนถือเทียนเดินสำรวจรอบ ๆ อย่างถี่ถ้วนก่อนจะสรุปว่า “แต่หากพวกเรายังหาทางออกไปไม่ได้ถาวร เกรงว่าคงจะเกิดปัญหาขึ้นแน่”
“จะเกิดปัญหาอะไรได้เล่า” สวีซิ่งอี้กล่าว “ในเมื่อพวกเรามารวมตัวกันแล้ว ก็แค่รอคนมาช่วยอยู่ที่นี่สิ ก่อนหน้านี้พระชายาบอกว่าท่านอ๋องวรยุทธ์สูงส่ง วิชาตัวเบาล้ำเลิศ หากท่านอยู่ที่นี่ก็สามารถพานางทะยานขึ้นไปข้างบนได้ พวกเราน่าจะลองดูสักตั้ง”
“คุณชายสวี” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยขัด “ตอนที่เปิ่นหวังลงมา บิดาของเจ้าก็ลงมาด้วยเช่นกัน เพียงแต่เส้นทางแยกมันซับซ้อนเกินไป เปิ่นหวังกับเขาจึงพลัดหลงกัน”
“ทำไมท่านไม่รีบบอกให้เร็วกว่านี้!” สวีซิ่งอี้ถึงกับกระโดดตัวลอย “แล้วทำไมท่านถึงไม่ห้ามเขาไว้บ้าง! พ่อข้าอายุปูนนี้แล้ว กระดูกกระเดี้ยวก็ไม่ค่อยจะดี หากเกิดอะไรขึ้นจะทำอย่างไร!”
“แม่ทัพสวีโดดลงมาก็เพื่อเจ้า” เมิ่งฉีฮ่วนชูเทียนขึ้นมองสวีซิ่งอี้ “ส่วนเปิ่นหวังลงมาก็เพื่อพระชายา ในยามคับขันเช่นนั้น เปิ่นหวังย่อมไม่มีเวลาคิดหน้าคิดหลังมากนัก”
ได้ยินดังนั้น สวีซิ่งอี้ก็หันขวับเตรียมจะไปเปิดกลไกทางออกฉุกเฉินทันที แต่กลับถูกหลี่เยว่หานรั้งไว้ “เจ้าจะทำอะไร?”
“ข้าจะไปช่วยพ่อข้า!” สวีซิ่งอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ในเมื่อเจ้าไปช่วยสามีเจ้าได้ แล้วทำไมข้าจะไปช่วยพ่อบังเกิดเกล้าของข้าบ้างไม่ได้เล่า?”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น” หลี่เยว่หานรู้ดีว่าเวลาสวีซิ่งอี้โมโหเขามักจะขาดสติ นางจึงพยายามสะกดอารมณ์แล้วกล่าวอย่างใจเย็น “ข้าไม่ได้คัดค้านเรื่องที่เจ้าจะไปช่วยแม่ทัพสวี เพียงแต่เจ้าจะไปคนเดียวไม่ได้”
“คนยิ่งมากก็ยิ่งเป็นภาระ ข้าไปคนเดียวก็พอแล้ว! ปล่อย!” น้ำเสียงของสวีซิ่งอี้เริ่มร้อนรน
“เยว่หาน” เมิ่งฉีฮ่วนเดินกลับมาวางเทียนลงบนเชิงเทียนด้านนอกทางออกแล้วกล่าวว่า “ข้าจะไปกับเขาเอง เจ้าคอยเฝ้ากลไกอยู่ที่นี่ ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าท่านแม่ทัพจะหลุดเข้าไปในส่วนไหนของสุสาน ดังนั้นข้ากับคุณชายสวีจะรีบไปรีบกลับ ข้าเพิ่งสำรวจดูแล้วพบว่า แม้ที่นี่จะดูปลอดภัยกว่าที่อื่น แต่มันก็แฝงไปด้วยกลไกซับซ้อน ข้าคาดว่าที่นี่ไม่ใช่ทางออกฉุกเฉิน แต่เป็นอุโมงค์โจรที่พวกหัวขโมยขุดทิ้งไว้”
“เจ้าจะไปรู้อะไร ตรงนี้มีสัญลักษณ์ทางออกฉุกเฉินสลักไว้ชัดเจน!” สวีซิ่งอี้กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
“สัญลักษณ์น่ะใครก็ทำขึ้นมาได้ แต่เจ้าเคยเห็นทางออกฉุกเฉินที่ไหนมีกลไกกับดักมากมายขนาดนี้บ้าง?” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางชี้ไปที่ประตูหิน “อีกอย่าง โดยปกติแล้วทางออกฉุกเฉินจะเป็นกลไกที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว เพราะเมื่อเปิดแล้วปิดลงจะไม่มีวันเปิดซ้ำได้อีก แต่การที่พวกเราเข้า ๆ ออก ๆ รูหินนี้ได้หลายครั้ง มิใช่หลักฐานที่ดีที่สุดหรอกหรือ?”
สวีซิ่งอี้เงียบไปทันที
เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวต่อพลางเดินไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว เขาหยิบลูกธนูที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาส่งให้หลี่เยว่หานและสวีซิ่งอี้ดู “ลูกธนูเหล่านี้แม้ภายนอกจะดูเก่าแก่จนขึ้นสนิม แต่กลับไม่มีร่องรอยการผุกร่อน บริเวณรอบ ๆ นี้คือทะเล และสุสานแห่งนี้ก็สร้างอยู่ใต้ก้นบ่อลึก ถึงแม้ระบบกันน้ำจะทำไว้แน่นหนาเพียงใด สุสานโบราณก็ย่อมต้องมีรอยแตกร้าวบ้าง ลูกธนูพวกนี้เห็นชัดว่าถูกนำมาใส่ไว้ทีหลัง และข้าได้ตรวจสอบลูกธนูทั้งหมดที่พวกเจ้าโดนกลไกยิงใส่ในครั้งแรก นอกจากธนูหางขนนกแล้ว ยังมีลูกธนูที่ทำจากเหล็กล้วนอีกไม่น้อย โครงสร้างของธนูทั้งสองชนิดต่างกันอย่างสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่ากลไกนี้ถูกติดตั้งเพิ่มในภายหลัง”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ก้มลงมองมือของเมิ่งฉีฮ่วน
ในมือของเขาถือลูกธนูสองชนิดไว้ และเป็นจริงอย่างที่เขาว่า ความเก่าใหม่ของมันต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ธนูหางขนนกน่าจะเป็นของที่นำมาเติมใหม่เพราะยังคงความคมกริบ ส่วนธนูเหล็กล้วนนั้นแม้จะยังแหลมคมแต่กลับเต็มไปด้วยสนิมหนาเตอะจากการถูกน้ำทะเลกัดกร่อนอย่างหนักจนดูคล้ายจะหักพังได้ง่าย ๆ
“พูดเรื่องพวกนี้แล้วจะมีประโยชน์อะไร!” สวีซิ่งอี้ขมวดคิ้วเริ่มหมดความอดทน “ข้าจะไปช่วยพ่อข้าเอง!”
“เดี๋ยวก่อน” เมิ่งฉีฮ่วนรั้งสวีซิ่งอี้ไว้ “ที่นี่ไม่ปลอดภัย หากจะไปสมทบกับแม่ทัพสวี พวกเราก็ต้องไปด้วยกันทั้งหมด เพราะกลไกนี้เก่าแก่มากแล้ว ยามทำงานก็ส่งเสียงดังครืดคราด ข้าไม่อยากทิ้งให้เยว่หานต้องติดอยู่ที่นี่เพียงลำพัง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็หันไปมองสวีซิ่งอี้แล้วพยักหน้าเห็นด้วย “คนมากย่อมมีแรงมาก อีกอย่างหากพวกเจ้าพบท่านแม่ทัพแล้วต้องย้อนกลับมารับข้าที่นี่อีก มันเสี่ยงอันตรายเกินไป ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละดีที่สุด”
สวีซิ่งอี้มองหลี่เยว่หานสลับกับเมิ่งฉีฮ่วนก่อนจะถอนหายใจ “ก็ได้ ไปด้วยกันหมดนี่แหละ เพียงแต่ค้างคาวพวกนั้นรับมือยากนัก ก่อนเข้าไปพวกเราต้องเตรียมตัวกันสักหน่อย”
หนึ่งเค่อผ่านไป ทั้งสามคนนำเสื้อตัวนอกที่พอจะใช้ได้มามัดรวมกัน แล้วผูกติดกับก้านลูกธนูจนกลายเป็นคบเพลิงประยุกต์อันหนึ่ง
ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สวีซิ่งอี้จึงเดินนำหน้า หลี่เยว่หานอยู่ตรงกลาง และเมิ่งฉีฮ่วนเป็นผู้ระวังหลัง ทั้งสามคนพากันก้าวเข้าสู่ภายในสุสานอีกครั้ง
ทันทีที่เมิ่งฉีฮ่วนก้าวพ้นประตูหินออกมา ก็ได้ยินเสียง “โครม!” ดังสนั่น ทั้งสามคนหันมามองหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างนิ่งอึ้งพูดไม่ออก
“โชคดีที่พวกเราเข้ามากันหมด ไม่อย่างนั้นข้าคงต้องถูกทิ้งให้อยู่ในรูที่ทั้งมืดทั้งหนาวนั่นเพียงลำพังจริงๆ” หลี่เยว่หานเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศอันตึงเครียด
“เส้นทางที่ข้ามาไม่พบท่านแม่ทัพสวี” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางส่งสัญญาณให้สวีซิ่งอี้ไปอีกทาง “พวกเจ้าบอกว่าตอนที่เข้าห้องค้างคาวครั้งแรกก็ถูกพวกมันรุมจนต้องหนีออกมา ยังไม่ได้สำรวจข้างในอย่างละเอียด และห้องค้างคาวนั้นมีประตูเพียงบานเดียว ข้าจึงสันนิษฐานว่าห้องค้างคาวน่าจะตั้งอยู่ติดกับห้องสุสานหลัก ถึงได้มีทางเข้าออกเพียงทางเดียวเช่นนี้”
“ตลอดทางที่ท่านมา ท่านเจอแต่ประตูสองบานตลอดเลยหรือ?” สวีซิ่งอี้ถาม
“อืม” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า
สวีซิ่งอี้ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ
ฝูงค้างคาวสุสานหายไปไหนไม่รู้ ในตอนนี้ยังไม่มีวี่แววจะพุ่งเข้าโจมตี เพื่อเป็นการประหยัดคบเพลิง หลี่เยว่หานจึงเป็นคนถือเทียนนำทางเพียงเล่มเดียว ส่วนคบเพลิงนั้นอยู่ในมือของสวีซิ่งอี้
ทั้งอสูรโลหิตค้างคาวและฝูงค้างคาวต่างพากันหายสาบสูญ แม้แต่เทียนสามเล่มที่เหลือทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ก็มอดดับลงไปแล้ว ทั่วทั้งห้องสุสานจึงอบอวลไปด้วยไอเย็นยะเยือกและกลิ่นอายอัปมงคล ชวนให้รู้สึกขนพองสยองเกล้าอย่างยิ่ง
ทั้งสามย่องไปจนถึงหน้าประตูหินของห้องค้างคาวอย่างระมัดระวัง ครั้นดึงกลไกเปิดออก ทุกคนก็รีบย่อตัวลงต่ำในทันที
ทว่าฝูงค้างคาวที่คาดการณ์ไว้กลับไม่ได้ปรากฏตัวออกมา รอบกายตกอยู่ในความเงียบงัน หลังจากทั้งสามมองสบตากันครู่หนึ่ง ก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปในห้องค้างคาวอย่างระแวดระวัง
เมิ่งฉีฮ่วนซึ่งระวังหลังเพิ่งจะก้าวพ้นประตูเข้ามา ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเอื้อมมือไปดึงกลไกปิดประตู ประตูหินก็ “ปัง!” งับปิดลงเองทันที
หลี่เยว่หานผู้มีประสาทสัมผัสฉับไวรับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่าง นางรีบผลักชายหนุ่มทั้งสองออกไปคนละทาง เทียนในมือร่วงหล่นลงพื้น นางรีบย่อตัวลงหมอบทันควัน ทันใดนั้นก็มีอสูรกายตนหนึ่งรัวหมัดเข้าใส่ประตูหินเหนือศีรษะนางเต็มแรง
เศษหินร่วงกราวลงมาทับตัวหลี่เยว่หาน แต่นับว่าโชคดีมหาศาลที่นางไม่ได้รับบาดเจ็บจากน้ำมือของอสูรกายตัวนั้น
พอหลี่เยว่หานตั้งสติได้ เมิ่งฉีฮ่วนก็ชักกริชคู่กายออกมาปะทะกับอสูรกายตัวนั้นแล้ว สวีซิ่งอี้เองก็กวัดแกว่งพลั่วในมือเข้าช่วยสนับสนุนการโจมตีอย่างสุดกำลัง
ทว่าอสูรกายตนนี้ช่างแตกต่างจากอสูรกายเงาที่พบด้านนอกนัก มันไม่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ บนศีรษะมีเขาโง้งดั่งเขาโค มือทั้งสองมีพังผืดคล้ายเท้าเป็ด ทั่วทั้งร่างปกคลุมไปด้วยเมือกเหนียวข้น ส่งกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงจนแทบสำลัก
หลี่เยว่หานรีบคลำหาเทียนท่ามกลางกองเศษหินแล้วจุดไฟขึ้นอย่างลนลาน เมื่อแสงไฟสว่างขึ้นจนเห็นรูปลักษณ์ของมันชัด ๆ นางก็ถึงกับลอบสูดหายใจเข้าด้วยความตระหนก
ใบหน้าเหมือนปลา มีเขาเหมือนวัว มีพังผืดเหมือนเป็ด ร่างกายคล้ายมนุษย์ แต่กลับมีหางเหมือนงู…
นี่มันตัวบ้าอะไรกันเนี่ย!!!