ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 567 ฝ่าอันตรายสมทบเมิ่งฉีฮ่วน
บทที่ 567 ฝ่าอันตรายสมทบเมิ่งฉีฮ่วน
หลี่เยว่หานไม่ได้มีท่าทีลนลาน นางกลับใจเย็นและเอ่ยปลอบสวีซิ่งอี้ว่า “ค้างคาวกลัวไฟที่สุด ประเดี๋ยวข้าเข้าไปแล้วจะรีบทำคบเพลิงขึ้นมาทันที มันจะช่วยขับไล่พวกมันได้ ข้ารับรองว่าไม่เป็นอะไรแน่นอน!”
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปกับเจ้าด้วย!” สวีซิ่งอี้กล่าว
“ไม่ได้ ท่านต้องอยู่ที่นี่ หากเกิดสถานการณ์คับขันข้าจะได้รีบหนีออกมา ท่านจะได้ช่วยเปิดประตูให้ข้าได้ทันท่วงที” เมื่อพูดจบ หลี่เยว่หานก็ยื่นมือไปถอดเสื้อตัวนอกของสวีซิ่งอี้ออกมาอย่างรวดเร็วแล้วขยำจนเป็นก้อนกลม จากนั้นก็คว้าตะบันไฟซุกไว้ในอก แล้วเอื้อมมือไปเปิดประตูหินทันที
ทันทีที่ประตูหินเปิดออก ไอเย็นยะเยือกภายในสุสานก็พุ่งเข้าปะทะหน้าทันที
ทว่ากลับไร้สุ้มเสียงการเคลื่อนไหวใด ๆ
อาศัยแสงจากเปลวเทียน สวีซิ่งอี้เห็นหลี่เยว่หานส่งสัญญาณมือว่าปลอดภัย เขาจึงจำใจเคาะกลไกประตูหิน ประตูที่เปิดค้างไว้ครึ่งหนึ่งหยุดชะงักไปอึดใจ หลี่เยว่หานกอดก้อนเสื้อไว้มั่นแล้วม้วนตัวกลิ้งลงกับพื้น หายวับไปจากสายตาของสวีซิ่งอี้ในทันที
จากนั้นประตูหินก็ค่อย ๆ เลื่อนปิดลง สวีซิ่งอี้ทุบกลไกอีกครั้งเพื่อให้ประตูหยุด โดยเหลือช่องว่างไว้กว้างเพียงหนึ่งนิ้ว เพื่อให้ยังพอยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านในได้
เมื่อหลี่เยว่หานกลับเข้ามาในห้องสุสาน นางใช้เวลาปรับสายตาให้ชินกับความมืดมิดครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบใช้ตะบันไฟจุดก้อนเสื้อจนไฟลุกพรึบ เมื่อมั่นใจว่ารอบกายไม่มีอสูรกายหรือฝูงค้างคาวแล้ว นางก็ออกตัววิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง
นางต้องไปดูให้แน่ใจเดี๋ยวนี้ว่าคนที่เห็นเมื่อครู่คือเมิ่งฉีฮ่วนจริงหรือไม่!
“จี๊ด——!” เสียงแหลมเล็กทิ่มแทงแก้วหูดังพุ่งเข้ามา หลี่เยว่หานวิ่งไปพลางเหลือบมองฝูงค้างคาวที่เริ่มรวมตัวกันไล่หลังมา เมื่อเห็นว่าพวกมันจวนจะถึงตัว นางก็เหวี่ยงก้อนไฟในมือเข้าใส่ ทำให้ฝูงค้างคาวแตกฮือกระจายไปคนละทิศคนละทาง
หลังจากสกัดการโจมตีได้ชั่วคราว หลี่เยว่หานก็วิ่งนำหน้าไปได้อีกไกลพอสมควร แต่พวกค้างคาวก็ยังคงตามตื้อไม่เลิก นางต้องคอยกวัดแกว่งก้อนไฟในมือไปมาตลอดเวลา ไม่กล้าหยุดพักแม้เพียงชั่วอึดใจเดียว
ห้องสุสานแห่งนี้กว้างขวางเกินไป หลี่เยว่หานวิ่งอยู่นานกว่าจะถึงประตูหินบานที่ยังไม่ได้เปิด นางกวาดสายตาสำรวจรอบ ๆ เมื่อพบว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้น หัวใจก็ลอบโล่งอกขึ้นมาบ้าง
นางวิ่งวนหาจนรอบ จนกระทั่งถูกฝูงค้างคาวกลุ่มใหญ่บินมาขวางทางเบื้องหน้า
ในจังหวะที่นางเหวี่ยงก้อนไฟออกไปนั้นเอง ปลายแขนเสื้อที่ใช้มัดก้อนเสื้อไว้กลับถูกไฟเผาจนขาดสะบั้นอย่างไม่เป็นใจ ก้อนไฟพุ่งกระเด็นออกไปกลางฝูงค้างคาวทันที
กลิ่นไหม้ตลบอบอวลไปทั่วทั้งอากาศ หลี่เยว่หานไม่กล้าประมาท นางใช้แรงทั้งหมดที่มีวิ่งสุดฝีเท้ากลับไปยังทางออกฉุกเฉิน
ฝูงค้างคาวที่ขวางหน้าอยู่เริ่มเสียขบวน อีกทั้งก้อนไฟยังไม่มอดดับ ค้างคาวจำนวนมากจึงพุ่งเข้าหาก้อนไฟแทน ค้างคาวที่ไล่ตามนางมาจึงลดน้อยลง
หลี่เยว่หานกัดฟันวิ่งมุ่งหน้าไปยังทางออก ทว่ายังไม่ทันจะถึงจุดหมาย จู่ ๆ ก็มีมือปริศนาพุ่งออกมาคว้าตัวนางลากไปอีกทาง
“ชู่!” เมิ่งฉีฮ่วนใช้มือปิดปากหลี่เยว่หานไว้ เพื่อกดเสียงร้องด้วยความตกใจที่กำลังจะหลุดออกจากลำคอของนาง
ทันทีที่ได้ยินเสียงของเมิ่งฉีฮ่วน เส้นประสาทที่ขึงตึงของหลี่เยว่หานก็ผ่อนคลายลงทันที
“ค้างคาวพวกนี้มีบางอย่างประหลาด ในห้องนี้ยังมีอสูรโลหิตค้างคาวอยู่อีกตน โชคดีที่มันถูกก้อนไฟของเจ้าดึงดูดความสนใจไปเสียก่อน” เมิ่งฉีฮ่วนกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูนาง
หลี่เยว่หานพยักหน้าเบา ๆ พลางดึงมือที่ปิดปากออกแล้วกระซิบตอบ “ข้าเข้ามาจากทางออกฉุกเฉิน มันอยู่ทางโน้น ข้าจะพาเจ้าไป!”
กล่าวจบ หลี่เยว่หานก็จูงมือเมิ่งฉีฮ่วนพลางรั้งร่างสูงใหญ่ของเขาให้ก้มตัวลง แล้วอาศัยจังหวะที่ค้างคาวรุมล้อมกองไฟและแสงเทียน พาเขาลัดเลาะมุ่งหน้าไปยังทางออกอย่างคล่องแคล่ว
“ระวัง!” เมื่อใกล้จะถึงจุดหมาย เมิ่งฉีฮ่วนก็กระชากตัวหลี่เยว่หานถอยหลังกลับมาหนึ่งก้าว
ร่างของหลี่เยว่หานชนเข้ากับอ้อมอกของเมิ่งฉีฮ่วน นางเงยหน้าขึ้นมองท่ามกลางแสงรำไร และพบว่าอสูรกายเงากำลังยืนตระหง่านขวางทางอยู่เบื้องหน้าทางออก
“…” หลี่เยว่หานกัดฟันกรอด กำพลั่วในมือแน่น เตรียมจะฟาดลงไปสุดแรง แต่เมิ่งฉีฮ่วนกลับหยิบเทียนออกมาจากไหนไม่รู้ เขาจุดมันอย่างรวดเร็วแล้วปาเข้าใส่อสูรกายเงาทันที
ไม่ว่าอสูรกายเงาจะเป็นตัวอะไรกันแน่ แต่ทันทีที่เปลวไฟสัมผัสร่าง เพียงพริบตาเดียวไฟก็ลุกท่วมตัวมันไปทั่วทั้งร่าง
“จี๊ด——!” ฝูงค้างคาวแผดเสียงแหลมสูงขึ้นมาอีกระลอกจนหลี่เยว่หานรู้สึกปวดหัวไปหมด
เมิ่งฉีฮ่วนฉวยโอกาสนี้คว้าพลั่วจากมือหลี่เยว่หานแล้วฟาดออกไปสุดกำลัง อสูรกายเงาถูกพลั่วตัดขาดเป็นสองท่อน ล้มลงแน่นิ่งกับพื้นทันที
เสียงกระพือปีกดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ทั้งสองไม่กล้าชักช้า เมิ่งฉีฮ่วนใช้เท้าเตะซากอสูรกายทั้งสองส่วนกระเด็นไปไกล เมื่อทั้งคู่พุ่งไปถึงทางออก สวีซิ่งอี้ก็เปิดประตูหินรับได้ทันเวลาพอดี
เมิ่งฉีฮ่วนส่งตัวหลี่เยว่หานออกไปก่อน จากนั้นจึงม้วนตัวกลิ้งตามออกมาได้สำเร็จก่อนที่ประตูหินจะเลื่อนปิดลงเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
“ดีเหลือเกิน!” หลี่เยว่หานยันกายขึ้นจากพื้นแล้วโผเข้ากอดเมิ่งฉีฮ่วนทันที “ดีจริงๆ ที่เจ้าไม่เป็นอะไร!” นางเพิ่งจะมารู้สึกหวาดกลัวย้อนหลัง หากนางไม่ย้อนกลับเข้าไป เมิ่งฉีฮ่วนอาจจะถูกค้างคาวพวกนั้นรุมทำร้ายจนย่ำแย่ไปแล้วก็ได้!
สวีซิ่งอี้ที่ยืนถือเทียนอยู่ด้านข้าง มองดูคนทั้งสองโอบกอดกันเงียบ ๆ โดยไม่คิดจะทำลายบรรยากาศแห่งความปิติหลังจากรอดตายมาได้
“เอาละ ไม่ร้องนะ หากร้องอีกข้าจะไม่ให้กินขนมแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนกอดหลี่เยว่หานไว้แน่นเช่นกันพลางลูบหลังนางเบา ๆ น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูอย่างปิดไม่มิด
ได้ยินดังนั้นหลี่เยว่หานจึงยอมปล่อยมือจากเขา แน่นอนว่าน้ำมูกน้ำตาของนางถูกเช็ดจนเกลี้ยงอยู่ที่หัวไหล่ของเขาเรียบร้อยแล้ว
“ค้างคาวพวกนี้มันเรื่องอะไรกัน?” เมื่อเห็นทั้งคู่แยกจากกันเสียที สวีซิ่งอี้ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เพื่อเตือนให้รู้ว่ายังมีบุคคลที่สามยืนอยู่ตรงนี้ด้วย
“มันคือค้างคาวสุสาน” เมิ่งฉีฮ่วนพยุงหลี่เยว่หานให้นั่งลงพิงผนังก่อนจะอธิบาย “มันต่างจากค้างคาวทั่วไป ค้างคาวสุสานเป็นสัตว์เลือดเย็นและกินเลือดเป็นอาหาร ส่วนอสูรกายเงาที่อยู่ข้างในนั้นถูกพวกมันเลี้ยงไว้ ค้างคาวพวกนี้จะออกไปล่าเหยื่อข้างนอก เมื่อกินเลือดจนอิ่มก็จะกลับมาคายเลือดเหล่านั้นรดลงบนตัวของอสูรกายเงา”
“ค้างคาวสุสาน?” หลี่เยว่หานเบิกตากว้างด้วยความไม่เข้าใจ “ข้าจำได้ว่าค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นสัตว์เลือดอุ่นไม่ใช่หรือ?”
“ค้างคาวสุสานพวกนี้อาศัยอยู่ในสุสานมาหลายชั่วอายุคน ภายในนี้หนาวเย็นและมืดมิดตลอดทั้งปี ลูกค้างคาวไม่สามารถออกไปหาอาหารข้างนอกได้ ต้องเติบโตในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ เมื่อผ่านไปหลายรุ่น เพื่อให้ตัวอ่อนปรับตัวเข้ากับสภาพในสุสานได้ พวกมันจึงเกิดการกลายพันธุ์” เมิ่งฉีฮ่วนอธิบายอย่างใจเย็น “ดังนั้นตอนที่เจ้าถือไฟวิ่งไปมา พวกมันถึงได้ทั้งอยากเข้าใกล้แต่ก็ขลาดกลัวแสงไฟ สัญชาตญาณดั้งเดิมทำให้พวกมันกลัวแสง แต่การอยู่ในที่เย็นจัดมานานก็ทำให้พวกมันโหยหาความอบอุ่นเช่นกัน”
เมิ่งฉีฮ่วนรวบนางเข้ามากอดไว้ในอ้อมอกแล้วลอบถอนหายใจ “โชคดีที่เจ้าไม่ได้รับบาดเจ็บ ไม่อย่างนั้นคงยุ่งยากแน่”
“ทำไมเจ้าถึงรู้เรื่องพวกนี้ละเอียดนัก?” สวีซิ่งอี้เอ่ยถามอย่างไม่ค่อยยอมแพ้ เรื่องพวกนี้เขาก็พอรู้ แต่เขาน่ะว่างจนมีเวลาอ่านตำราเล่น ๆ ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนเป็นคนงานยุ่งล้นตัว จะเอาเวลาที่ไหนมานั่งอ่านตำราไร้สาระพวกนี้!
“คุณชายสวีคงลืมไปว่าข้ามาจากเกาะถงเซิง ที่นั่นมีถ้ำหินงอกหินย้อยที่ลึกลงไปใต้ทะเล ครั้งหนึ่งเพื่อหลบหนีการตามล่า ข้าเคยอาศัยอยู่ในถ้ำนั้นอยู่พักใหญ่ ในนั้นมีค้างคาวสุสานอยู่ไม่น้อย อีกทั้งพิษของมันร้ายกาจยิ่งนัก หากถูกมันทำร้าย ทางเดียวที่จะรักษาได้คือต้องใช้มูลของพวกมันมาทำยาแก้พิษเท่านั้น” เมิ่งฉีฮ่วนตอบโดยแทบไม่ชายตามองอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว