ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 573 พิรุธ
บทที่ 573 พิรุธ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรับแท่งถ่านมาจากมือของเมิ่งฉีฮ่วนแล้ววาดเส้นลงบนกระดาษสองสามเส้น “ข้าน่าจะเดินตามเส้นทางประมาณนี้ แต่กลับมิพบแผ่นป้ายใดเลยเจ้าค่ะ”
ทั้งสามคนจ้องมองเส้นสายบนกระดาษพลางตกอยู่ในความเงียบงัน
“ช่างมันเถิด ในเมื่อตอนนี้พบท่านแม่ทัพสวีแล้ว พวกเรากลับไปที่แท่นบูชากันก่อนดีกว่า!” หลี่เยว่หานรวบกระดาษแผ่นนั้นมาไว้ในมือ พับเก็บอย่างเรียบร้อยแล้วซุกไว้ในอกเสื้อ
เมิ่งฉีฮ่วนกุมมือหลี่เยว่หานไว้อย่างเป็นธรรมชาติ พลางชูเทียนในมือขึ้นเพื่อนำทาง สวีซิ่งอี้ที่เดินตามหลังมาติด ๆ กลับอดยิงคำถามไม่ได้ “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าพบท่านพ่อของข้าแล้วรึ?”
“จะพูดให้ถูกคือท่านแม่ทัพสวีเป็นฝ่ายหาข้าจนพบเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าให้ฟังอย่างละเอียด
ยังไม่ทันที่สวีซิ่งอี้จะได้เอ่ยปาก เมิ่งฉีฮ่วนก็เอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ทว่าตอนที่ข้าเปิดฝาโลงศพออก ภายในนั้นกลับเต็มไปด้วยไอสีดำ ทั้งข้าและสวีซิ่งอี้ต่างก็ตกอยู่ในอาการหมดสติยามอยู่ในโลง ดังนั้นคนที่พบเยว่หานจะเป็นท่านแม่ทัพสวีจริงหรือไม่ ยังมิอาจสรุปได้”
ความตื่นเต้นของสวีซิ่งอี้พลันมอดดับลงเพราะคำพูดของเมิ่งฉีฮ่วน เขากล่าวอย่างห่อเหี่ยวว่า “ท่านพ่อของข้าเก่งกาจปานนั้น ย่อมต้องมีวิธีเอาตัวรอดของท่านเอง ท่านจะมาสงสัยคนอื่นเช่นนี้มิถูกต้องนัก”
“เปิ่นหวังมิได้สงสัย เพียงแต่ยังมิกระจ่างใจเท่านั้น” เมิ่งฉีฮ่วนอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เมื่อเห็นว่าทั้งสองเริ่มจะมีความเห็นไม่ลงรอยกัน หลี่เยว่หานจึงรีบเอ่ยตัดบท “ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นท่านแม่ทัพสวีตัวจริงหรือไม่ พวกเราต้องกลับไปดูให้เห็นกับตาจึงจะรู้!”
“เหอะ!” สวีซิ่งอี้แค่นเสียงอย่างไม่พอใจ แต่ก็ยอมเงียบปากลง
พวกเขาทั้งสามเดินย้อนกลับมาตามเส้นทางเดิมจนถึงขอบแท่นบูชาในเวลาอันรวดเร็ว
ทว่าเมื่อเดินวนรอบแท่นบูชาหนึ่งรอบ กลับไร้วี่แววของท่านแม่ทัพสวี หลี่เยว่หานขมวดคิ้วมุ่นทันที “แปลกนัก… ตอนข้าเดินออกมาข้ากำชับให้ท่านแม่ทัพรออยู่ที่นี่ ทั้งเรื่องที่ห้ามจุดเทียนเขาก็เป็นคนบอกข้าเองกับมือ”
“เรื่องห้ามจุดเทียนนั้นน่าจะถูกส่วนหนึ่ง” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางจ้องมองเทียนที่หลี่เยว่หานเคยจุดแล้วถูกสวีติ้งหลานดับทิ้ง “ตอนที่พวกเราไปพบสวีซิ่งอี้ พวกเราถือเทียนธรรมดาอยู่ในมือแต่อสูรกายกลับทำราวกับมองไม่เห็น ทว่ายามที่ข้าเผชิญหน้ากับอสูรกายก่อนหน้านี้ เพียงแค่ข้าเห็นมัน มันก็พุ่งเข้าใส่ข้าทันที”
“แล้วท่านจะอธิบายเรื่องที่ท่านพ่อของข้าหายตัวไปอีกครั้งว่าอย่างไร!” สวีซิ่งอี้เริ่มร้อนรน
“อาจเป็นเพราะท่านแม่ทัพเห็นว่าพวกเจ้ายังไม่กลับมาเสียที จึงออกไปตามหาพวกเจ้าก็เป็นได้” หลี่เยว่หานวิเคราะห์
“แต่ว่า…” สวีซิ่งอี้กำลังจะโต้แย้ง
ตึง! เสียงดังสนั่นหวั่นไหวแว่วมาจากด้านข้าง
เมิ่งฉีฮ่วนรีบชูเทียนขึ้นมองไปยังทิศทางของเสียง เห็นกลุ่มฝุ่นตลบอบอวล ก่อนที่ร่างของสวีติ้งหลานจะกระชับกระบี่พุ่งฝ่าความมืดออกมา
“ท่านพ่อ!” สวีซิ่งอี้ตะโกนเรียกด้วยความยินดี
“ข้าเอง!” สวีติ้งหลานถือเทียนเดินเข้ามาหาพวกเขา เขาสำรวจสวีซิ่งอี้ตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะลอบถอนหายใจแล้วพยักหน้า “ยังดีที่แข้งขาไม่หัก”
สวีซิ่งอี้ถึงกับน้ำท่วมปาก… *นี่ท่านเป็นบิดาข้าจริง ๆ หรือไม่เนี่ย!*
ในที่สุดทั้งสี่คนก็กลับมาพร้อมหน้า พวกเขานั่งล้อมวงกันเพื่อหารือถึงหนทางออกจากสถานที่แห่งนี้
“ตอนที่ข้าตกลงมา ข้าหมดสติไปครู่หนึ่ง พอฟื้นขึ้นมาก็ถือเทียนไขศพเดินสำรวจไปทั่ว แต่กลับมิพบป้ายวิญญาณอย่างที่พวกเจ้าว่า ทั้งยังหาทางเข้าที่ข้าตกลงมาไม่เจอด้วย” สวีติ้งหลานกล่าว “ยามข้าตื่นขึ้นมา เหนือศีรษะก็มิมีร่องรอยกลไกใด ๆ แต่พวกเจ้าดูสิ”
สวีติ้งหลานชี้ขึ้นไปด้านบน “หลังจากพวกเจ้าลงมา กลไกด้านบนก็มิเคยถูกปิดลงเลย”
เมิ่งฉีฮ่วนเงยหน้ามองตามแล้วพยักหน้าเห็นพ้อง “ในห้องสุสานหลักด้านบน พวกเรามิพบทางเข้าออกอื่นนอกจากประตูหินไม่กี่บาน ดังนั้นท่านแม่ทัพคงจะตกลงมาในหลุมฝังร่วมนี้โดยตรง”
“ข้าสันนิษฐานว่าสุสานแห่งนี้น่าจะเป็นของสำนักใดสำนักหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีก่อน พวกเขาเลี้ยงอสูรกายไว้ใต้ดิน ทั้งยังทิ้งเทียนไขศพไว้มากมายเช่นนี้ ย่อมต้องมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงแน่” สวีติ้งหลานเอ่ยต่อ
“ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่สุสานนี้ พวกเราเจออสูรกายที่ต่างกันออกไป อสูรกายเงาถือกำเนิดจากการเพาะเลี้ยงของค้างคาว ส่วนค้างคาวก็อาศัยสุสานแห่งนี้เป็นที่พำนัก และค้างคาวสุสานก็สูบเลือดคนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้อสูรกายเงา ส่วนอสูรกายในหลุมฝังร่วมนี้จะดักจับคนที่ถือเทียนไขศพที่จุดไฟแล้วไปขังไว้ในโลง ภายในโลงมีไอสีดำที่ทำให้หมดสติ ข้ามีความรู้สึกว่าทุกอย่างล้วนมีจุดที่คล้ายคลึงกัน”
หลี่เยว่หานขมวดคิ้ว “จะมีก็เพียงอสูรกายเขาโคนั้นที่พวกเรามิได้ปะทะด้วยมากนัก จึงมิอาจตัดสินลักษณะเด่นของมันได้”
“มีจุดใดที่คล้ายกันรึ?” สวีซิ่งอี้ถามอย่างไม่เข้าใจ
“เจ้าลองดูสิ หากเราจัดกลุ่มให้อสูรกายทั้งสามเป็นผู้พิทักษ์สุสาน อสูรกายเงาจะฆ่าคนเพื่อสูบเลือด อสูรกายเขาโคน่าจะเฝ้ากลไก แต่อสูรกายโลงศพกลับทำเพียงนำคนไปขังไว้ในโลงเท่านั้น เรื่องนี้ดูจะประหลาดไปเสียหน่อย”
“เมื่อครู่เจ้าเพิ่งบอกว่ามันมีจุดที่คล้ายกันมิใช่รึ? ไฉนที่พูดมาทั้งหมดกลับมีแต่จุดที่ต่างกันเล่า?” สวีซิ่งอี้ตั้งข้อสังเกต
หลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนสบตากันเงียบ ๆ โดยมิได้อธิบายสิ่งใดเพิ่ม
ส่วนสวีติ้งหลานนั้นมิได้ตั้งคำถามใด เขาเพียงขมวดคิ้วจ้องมองแผนผังหลุมฝังร่วมที่กางอยู่ด้วยท่าทางเหม่อลอย
“ไฉนจู่ ๆ ถึงเงียบกันหมด?” แม้แต่คนหัวช้าอย่างสวีซิ่งอี้ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติ
“ท่านแม่ทัพ” เมิ่งฉีฮ่วนหันไปมองสวีติ้งหลานกะทันหัน “ข้าขอถามสักนิด ท่านหนีออกมาจากโลงศพได้อย่างไร?”
คำถามนี้ทำให้สวีติ้งหลานยังไม่ทันได้อ้าปาก สวีซิ่งอี้ก็ออกอาการไม่พอใจก่อน “ท่านอ๋อง ถึงแม้ฐานันดรของท่านจะสูงส่ง แต่ก็มิเห็นจำเป็นต้องตรัสวาจาประชดประชันเช่นนี้เลยมิใช่หรือ?”
“มิเป็นไร” สวีติ้งหลานยกมือห้ามบุตรชายไม่ให้แสดงกิริยาไม่สุภาพ ก่อนจะเอ่ยต่อ “ข้าเพียงแค่โชคดี โลงใบนั้นมันชำรุด ภายในมิมีไอสีดำม้วนตัวอยู่ ข้าจึงมิได้หมดสติไป”
ได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ลุกขึ้นยืน เดินไปยังโลงศพที่ใกล้ที่สุด เขาใช้กริชเจาะรูขนาดใหญ่ที่ก้นโลง แล้วเอ่ยว่า “โลงใบนี้สมบูรณ์ดี ทว่าแม้เปิ่นหวังจะเจาะรูที่ก้นโลง ไอสีดำข้างในก็มิได้รั่วไหลออกมา แสดงว่าไอสีดำเหล่านี้มิสามารถออกจากโลงศพได้”
พูดจบ โดยไม่สนว่าสวีซิ่งอี้จะตกใจเพียงใด เขาเอื้อมมือไปผลักฝาโลงออกพลางชูเทียนเข้าไป “ในเมื่อไอสีดำมิอาจรั่วไหล และอสูรกายมิได้ตื่นเพราะเทียนธรรมดา เช่นนั้นเหตุใดท่านที่ถูกขังในโลงและไม่มีเทียนไขศพจึงออกมาได้เอง?”
“ท่าน…” สวีซิ่งอี้ตั้งท่าจะบอกให้เมิ่งฉีฮ่วนหยุดพูดจาเลื่อนลอย แต่ด้วยความฉลาดเขาก็รู้ดีว่าสิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนพูดนั้นมีมูลเหตุ จึงได้แต่เงียบงันลง
ภายใต้แสงเทียนที่สลัวราง สวีติ้งหลานเม้มริมฝีปากแน่นโดยมิเอ่ยคำใด
หลี่เยว่หานจ้องมองชายตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย นางรอคอยคำอธิบายจากเขาอย่างสงบ
ความเงียบที่น่าอึดอัดดำเนินไปครู่ใหญ่ ในที่สุดสวีติ้งหลานก็ถอนหายใจยาวแล้วเริ่มเอ่ยปาก “ถูกต้อง… ข้ามิได้ถูกขังอยู่ในโลงศพตั้งแต่แรก”
“ท่านพ่อ?” สวีซิ่งอี้ตะลึงลาน “แล้วเหตุใดท่านต้องหลอกพวกเราด้วย?”
“มิใช่ว่าข้าอยากหลอกลวงพวกเจ้า แต่ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร” สวีติ้งหลานเอ่ย “นอกจากเรื่องที่มิได้ถูกขังในโลงแล้ว ทุกสิ่งที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง ข้าพบอสูรกายเพราะถือเทียนไขศพจริง ทว่าตอนที่มันกำลังจะจับข้าขังในโลง มิทราบด้วยเหตุใดมันกลับดูลังเล ข้าจึงอาศัยจังหวะนั้นสังหารมันและได้รับบาดเจ็บจนหมดสติไปพักใหญ่ พอฟื้นขึ้นมาเห็นแสงเทียนทางแท่นบูชา จึงรีบกลับมาที่แท่นบูชาจนกระทั่งพบพระชายาฉีหวังเดินย้อนกลับมาหาข้า เรื่องราวทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้ ส่วนสาเหตุที่แท้จริงว่าเป็นเพราะอะไรนั้น ข้าเองก็มิอาจล่วงรู้ได้!”