ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 574 ชายผมขาว
บทที่ 574 ชายผมขาว
“ที่ท่านบอกว่าได้ยินพวกเราเรียกขานท่าน… ก็เป็นเรื่องลวงงั้นหรือเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานขมวดคิ้วมุ่น
“พูดไปพวกเจ้าอาจมิเชื่อ ข้าได้ยินเสียงพวกเจ้าจริง ๆ ทว่ามันช่างเลือนลางราวกับอยู่ในความฝัน” สวีติ้งหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เพราะเหตุนี้ข้าจึงมิกล้าพูดออกไปตรง ๆ ทำได้เพียงบอกว่าข้าถูกขังอยู่ในโลงศพเท่านั้น”
“เฮ้อ ตกใจหมดเลยข้า นึกว่าท่านพ่อกลายเป็นอสูรกายปลอมตัวมาเสียอีก” สวีซิ่งอี้ตบหน้าอกตัวเองเบา ๆ อย่างโล่งอก
ทว่าในพริบตาถัดมา หลี่เยว่หานกลับถูกเมิ่งฉีฮ่วนกระชากตัวไปไว้ข้างหลัง กริชในมือของเขาพุ่งวูบราวกับสายฟ้า ปักเข้าที่กลางอกของสวีติ้งหลานอย่างรุนแรง!
“ท่านพ่อ!” สวีซิ่งอี้เบิกตาโพลงด้วยความตระหนกและโกรธแค้น “เจ้าทำอะไรน่ะ! ฆ่าท่านพ่อของข้าทำไม!”
“เจ้าดูให้ดี ๆ ว่านั่นใช่พ่อของเจ้าจริงหรือไม่!” หลี่เยว่หานเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นชา
สวีซิ่งอี้หันไปมองตามคำเตือน ร่างของสวีติ้งหลานพลันมีไอสีดำม้วนตัวพันรอบกาย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นชายชราผู้หนึ่งที่มีเส้นผมและหนวดเคราขาวโพลนไปทั้งร่าง
“แกเป็นใครกันวะ!” สวีซิ่งอี้ตกใจจนตัวลอย รีบดีดตัวถอยห่างออกมาทันที
ชายผมขาวผู้นั้นแม้จะมีผมขาวโพลนไปทั้งศีรษะ ทว่าใบหน้ากลับดูเยาว์วัยยิ่งนัก เมื่อเห็นว่าร่างจริงของตนถูกเปิดเผย เขาก็เผยแววตาเสียดายออกมาเล็กน้อย
เขาพิจารณากริชที่ปักอยู่กลางอก ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “เป็นคนหนุ่มที่เฉียบแหลมจริง ๆ ดูท่าโลกภายนอกในยามนี้ คงเปลี่ยนไปจนข้าแทบจำเค้าเดิมมิได้แล้วกระมัง”
“สรุปแล้วท่านเป็นใครกันแน่!” หลี่เยว่หานถามย้ำอีกครั้ง
“แม่นางน้อย ในมือของเจ้ามีหว่านอู้เซิง เจ้าย่อมต้องรู้ดีกว่าใครว่าข้าคือคนประเภทไหน” ชายผมขาวเอ่ยพลางแสดงสีหน้าผ่อนคลาย “ข้าเพียงมิคาดคิดว่า ในชั่วชีวิตที่เหลืออยู่จะได้เห็นสิ่งของจากยุคสมัยนั้นอีกครั้ง”
ทั้งสามคนตกอยู่ในความเงียบ
สวีซิ่งอี้ฟังไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าชายผมขาวผู้นี้กำลังพูดเรื่องอะไร ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานกลับเริ่มเดาฐานะของเขาได้แล้ว
“มิปิดบังพวกเจ้า ข้าคือเจ้าสำนักจางอัน เมื่อหลายร้อยปีก่อนสำนักจางอันเริ่มเสื่อมอำนาจลง เพื่อรักษาขุมกำลังหลักของสำนักเอาไว้ ข้าและเหล่าอาวุโสจึงร่วมกันสร้างพระราชวังใต้ดินแห่งนี้ขึ้นมา สถานที่ที่พวกเจ้าอยู่นี้มิใช่หลุมฝังร่วม หากแต่เป็นที่พำนักหลับใหลของศิษย์ในสำนักข้าต่างหาก” ชายผมขาวค่อย ๆ เล่าเรื่องราวในอดีต
เมื่อได้ยินชื่อ “สำนักจางอัน” ทั้งเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานต่างก็ใจกระตุกวูบ
นั่นมิใช่สำนักเดิมของถังซีฟานหรอกหรือ?!
“สถานที่แห่งนี้ฮวงจุ้ยดีเลิศ เป็นแหล่งพลังปราณวิญญาณที่หาได้ยากยิ่ง พวกเราจึงสร้างพระราชวังใต้ดินนี้ขึ้นมาอย่างลับ ๆ โดยใช้เวลากว่ายี่สิบปีจึงเสร็จสิ้น ประจวบเหมาะกับตอนนั้นบรรพชนเหยี่ยวดำมาบุกรุกเพื่อล้างแค้น ข้าจึงพาเหล่าศิษย์สายในหนึ่งร้อยคนเข้ามาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ เหล่าผู้อาวุโสต่างพลีชีพในสนามรบ ตั้งแต่นั้นมาสำนักจางอันก็เลือนหายไปจากโลกภายนอก”
“ทว่าข้ามิคาดคิดเลยว่า หลายร้อยปีผ่านไป เหล่าศิษย์กลับมิอาจมีชีวิตรอด พวกเขาค่อย ๆ สิ้นใจและเข้าไปนอนอยู่ในโลงศพทีละคน…”
“ตลอดหลายร้อยปีมานี้ มีคนนอกที่หลงเข้ามาโดยมิได้ตั้งใจมากมายเช่นพวกเจ้า” ชายผมขาวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ “ผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักเสนอให้ใช้วิชาลับผนึกพวกเด็ก ๆ ไว้ในโลงศพ โลงศพที่พวกเจ้าเห็นนั้น แท้จริงแล้วก็คือเครื่องมือที่ใช้ในการผนึกนั่นเอง”
“แต่การคงอยู่ของค่ายกลและผนึกต้องใช้พลังวิญญาณ เดิมทีที่นี่พลังปราณสมบูรณ์พร้อม ทว่าหลังจากมหันตภัยครั้งใหญ่ พลังปราณทั่วโลกเหือดแห้ง พลังในที่แห่งนี้จึงเสื่อมสลายลง เด็ก ๆ ที่ถูกผนึกอยู่ข้างในเมื่อไร้พลังปราณหนุนนำ พวกเขาก็ยากที่จะฟื้นตื่นขึ้นมาได้อีก”
ถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็เอ่ยขัดขึ้นมาทันควัน “ดังนั้น คนธรรมดาที่หลงเข้ามาในสุสานแห่งนี้ จึงถูกพวกท่านนำตัวไปฆ่าทิ้งบนแท่นบูชา เพื่อใช้พลังชีวิตจากหยดเลือดคนมาค้ำจุนค่ายกลนี้ใช่หรือไม่?”
ชายผมขาวมิคาดคิดว่าหลี่เยว่หานจะฉลาดเป็นกรดถึงเพียงนี้ เขาเงียบไปอึดใจใหญ่ก่อนจะพยักหน้าอย่างจนใจ “ข้าเองก็ไร้หนทาง ข้าทำใจปล่อยให้เด็ก ๆ ตายไปต่อหน้าต่อตามิได้!”
“ทว่าคนเหล่านั้นที่หลงเข้ามาต่างก็ไร้ความผิด ท่านมิเคยคำนึงถึงเรื่องนี้เลยรึ?” เมิ่งฉีฮ่วนถาม
“ข้าเลี้ยงอสูรกายเงาและอสูรกายเขาโคไว้ในพระราชวังใต้ดิน ก็เพื่อขับไล่ผู้ที่หลงเข้ามาให้หนีไป ทว่าใครจะรู้ว่ายังมีคนตกลงมาที่นี่โดยตรงอีกมากมาย เพื่อศิษย์ของข้า ข้าจึงจำเป็นต้องทำ!” ชายผมขาวเอ่ยพลางไอออกมาหลายครั้ง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มที่ดูเวทนา “ทว่าข้ากลับคิดมิถึงว่า หลังจากใช้เลือดมนุษย์หล่อเลี้ยงเครื่องผนึกแล้ว เด็ก ๆ ที่นอนอยู่ข้างในกลับกลายเป็นอสูรกายไปเสียหมด!”
“เช่นนั้นเหตุใดท่านถึงยังมิหยุดมือ?” เมิ่งฉีฮ่วนเลิกคิ้วถาม
“หากหยุด ข้าเองก็ต้องตายเช่นกัน” ชายผมขาวโอนเอนพิงเสาหินพลางพยุงกายลุกขึ้น “คนที่เจ้าตามหา… คนที่ข้าปลอมตัวเป็นเขาน่ะ เนื่องจากเขามีจิตสังหารรุนแรงเกินไปจนมิอาจใส่ลงในเครื่องผนึกได้ ข้าจึงวางเขาไว้ที่นั่น” เขาชี้ไปที่แท่นบูชาด้านหลัง “ปกติหากเจอคนที่ใส่ลงในเครื่องผนึกมิได้ ข้ามักจะวางทิ้งไว้บนแท่นบูชาแห่งนั้น”
สิ้นคำ ทั้งสามคนก็ทะยานร่างราวกับสายลม พุ่งผ่านชายผมขาวขึ้นไปบนแท่นบูชาเพื่อค้นหาทันที
สวีซิ่งอี้ลงมืออย่างมุทะลุ เขาคว้าจอบน้อยออกมาสับขุดไปทั่วแท่นบูชา
และแล้วพวกเขาก็ได้พบกับสวีติ้งหลานที่นอนสลบไสลมิได้สติอยู่จริง ๆ
“แค่ก แค่ก แค่ก…” ชายผมขาวเห็นพวกเขาพบคนแล้วจึงเบนสายตามาที่หลี่เยว่หาน “เจ้า… ป้อนหว่านอู้เซิงให้เขาเสียหน่อยสิ เขาเพียงสลบไป มิได้รับบาดเจ็บอันใด”
ถึงชายผมขาวมิบอก หลี่เยว่หานก็เตรียมจะป้อนน้ำพุวิญญาณให้สวีติ้งหลานอยู่แล้ว ทว่าพอเขาพูดเช่นนี้ นางกลับชะงักมือแล้วถลึงตาใส่เขาอย่างดุดัน “หว่านอู้เซิงมีอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ท่านเป็นคนดื่มมันไปจนหมดแล้วมิใช่รึ!”
“เป็นไปมิได้ หากมิมีหว่านอู้เซิง พ่อหนุ่มสองคนที่อยู่ข้างเจ้ามิมีทางฟื้นตื่นขึ้นมาได้แน่” ชายผมขาวหรี่ตามองพลางยิ้มอย่างมิเชื่อถือคำพูดของนาง
“ของมีเพียงแค่นั้น ยามนี้หมดไปแล้ว!” หลี่เยว่หานเอ่ยตัดบทพลางส่งสัญญาณให้เมิ่งฉีฮ่วนแบกสวีติ้งหลานขึ้นหลัง
สวีซิ่งอี้แม้จะไม่รู้ว่าหว่านอู้เซิงคืออะไร แต่เมื่อเห็นท่าทีของหลี่เยว่หาน เขาก็รู้ความหมายดีว่ามิควรซักไซ้ในเรื่องที่มิควรเอ่ยถาม
ในขณะที่ทั้งสามกำลังจะก้าวลงจากแท่นบูชา ชายผมขาวกลับคลี่ยิ้มออกมาบาง ๆ
ทันใดนั้น เสียงพึมพำก็ดังสะท้อนไปทั่ว ม่านแสงจาง ๆ พลันปรากฏขึ้นรอบแท่นบูชา ขังพวกเขาทั้งสี่ไว้ข้างในทันที!
“แม่นางน้อย ตั้งแต่เจ้าก้าวเข้ามาในที่แห่งนี้ ข้าก็พบว่าเจ้าช่างต่างจากผู้อื่นนัก” ชายผมขาวเอ่ยพลางวางมือลงบนบาดแผลที่อก ฝ่ามือของเขาทอแสงอ่อนโยน “เจ้ามีน้ำพุหว่านอู้เซิงครอบครอง ทั้งยังมีพลังแห่งจิตสัมผัสวิญญาณ ทว่ากลับมิใช่ผู้ฝึกตนบำเพ็ญเพียร เรื่องนี้ช่างทำให้ข้าประหลาดใจยิ่งนัก”
“หากข้าเดามิผิด… เจ้าคือผู้ครอบครองแดนราชันไร้เทียมทานสินะ” ชายผมขาวเอ่ยพลางจ้องเขม็งไปที่หลี่เยว่หานด้วยแววตาเป็นประกายวาววับ
หลี่เยว่หานมิได้เอ่ยคำใด แต่นางกำหมัดแน่นพลางจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างระแวดระวัง
“เจ้ามิต้องโกรธไป ข้ามิได้มีเจตนาร้าย ข้าเพียงต้องการน้ำพุหว่านอู้เซิงเท่านั้น” ชายผมขาวเอ่ย “ขอเพียงเจ้าเติมน้ำพุหว่านอู้เซิงให้เต็มสระ ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป และจะส่งพวกเจ้าออกไปจากที่นี่ด้วย ดีหรือไม่?”
“ท่านจะเอาน้ำพุหว่านอู้เซิงไปทำอะไร!” หลี่เยว่หานถามเสียงเข้ม
“ย่อมต้องเอามาปลุกเหล่าศิษย์ของข้าให้ฟื้นตื่นน่ะสิ!” ชายผมขาวหัวเราะ “มิเช่นนั้น ข้าจะเอามันไปทำสิ่งใดได้อีกล่ะ?”
เมิ่งฉีฮ่วนที่เงียบมานานพลันเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบถึงขีดสุด “ศิษย์ของท่านกลายเป็นอสูรกายไปหมดแล้ว หากข้าเดามิผิด… ที่ท่านมีชีวิตรอดมาได้จนถึงป่านนี้ เป็นเพราะท่านใช้วิชาช่วงชิงอายุขัยจากศิษย์เหล่านั้นมาเติมเต็มตนเองใช่หรือไม่? ยามนี้ท่านต้องการน้ำพุหว่านอู้เซิง ก็เพราะอายุขัยของท่านใกล้จะสิ้นสุดลง จึงหวังจะใช้มันเพื่อความเป็นอมตะสินะ!”
สิ้นประโยค ใบหน้าของชายผมขาวก็แปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวและมืดมนลงในทันที!