ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 579 หนีพ้นสำเร็จ
บทที่ 579 หนีพ้นสำเร็จ
“เร็วเข้า!” เมิ่งฉีฮ่วนกุมมือหลี่เยว่หานแล้วออกวิ่งลงจากเขาอย่างสุดกำลัง
เฮ่อเจิ้งเทียนรีบเป่านกหวีดส่งสัญญาณถอนตัวทันที ขบวนคนทั้งหมดต่างวิ่งเตลิดลงจากเขาอย่างไม่คิดชีวิต
เมื่อพวกเขาวิ่งออกมาได้ไกลพอสมควรแล้วจึงหันกลับไปมอง ก็เห็นฝุ่นควันมหาศาลพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ขุนเขาที่เคยสูงตระหง่านบัดนี้ยอดเขาเตี้ยลงไปถนัดตาเพราะการพังทลาย
แรงสั่นสะเทือนสงบลงแล้ว นอกจากฝุ่นควันที่คละคลุ้งไปทั่วชั้นบรรยากาศ ก็มิได้มีสิ่งใดผิดปกติเกิดขึ้นอีก
ยามนี้เอง หลี่เยว่หานจึงได้ถือโอกาสแนะนำถังเป่ยฝานให้เมิ่งฉีฮ่วนรู้จักคร่าว ๆ
ส่วนเด็กน้อยที่หลี่เยว่หานลักพาตัวออกมานั้นตกใจจนสลบเหมือดไปเสียแล้ว ตลอดทางจึงเป็นถังเป่ยฝานที่หนีบตัวเด็กคนนี้วิ่งตามมา
หลังจากได้รับฟังเรื่องราวจากหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนก็สั่งให้เฮ่อเจิ้งเทียนจัดเตรียมรถม้าในทันที เพื่อส่งตัวถังเป่ยฝานไปยังเมืองเทียนซิงอู่เหอ ให้เขาได้พบหน้ากับพี่น้องตระกูลถังเสียที
ในยามนี้ถังเป่ยฝานดูมีสง่าราศีและดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างแล้ว มิเหมือนตอนที่หลี่เยว่หานแรกพบ ซึ่งตอนนั้นเขารูปกายซูบซีดไร้ซึ่งจิตวิญญาณดุจซากศพเดินได้
“มิคาดคิดเลยว่า เพียงแค่มาหาพื้นที่ทำนาเกลือ กลับต้องมาพบเจอเรื่องราวมากมายเพียงนี้ ทั้งยังได้พบคนตระกูลถังโดยบังเอิญอีก” หลังจากขุนเขาถล่มผ่านไปได้หนึ่งวันเต็ม เมิ่งฉีฮ่วนที่ได้พักผ่อนมาตลอดทั้งคืนเอ่ยรำพึงขึ้นในยามเช้าขณะโอบกอดหลี่เยว่หานไว้ในอ้อมแขน
“นั่นสิเจ้าคะ” หลี่เยว่หานเอ่ย “คราแรกข้านึกว่าพวกเราตกลงไปในสุสานโบราณเสียอีก ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นพระราชวังใต้ดินของสำนักจางอัน แต่พวกเขาก็เก่งกาจนักที่ขุดพระราชวังไว้ใต้ดินแล้วอยู่รอดมาได้หลายร้อยปีโดยมิเกิดเรื่อง”
“หากพวกเรามิได้ทำลายค่ายกลในห้องศิษย์ส่วนล่างสุด พระราชวังใต้ดินแห่งนี้ก็คงจะคงอยู่ต่อไปได้อีกหลายร้อยปี” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางจุมพิตที่หน้าผากของหลี่เยว่หานเบา ๆ ทั้งนี้ถังเป่ยฝานได้เดินทางออกจากอำเภอฮัวซีไปตั้งแต่วันวานพร้อมกับศิษย์สำนักจางอันเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ ส่วนเรื่องที่เรียกว่าห้องศิษย์นั้น พวกเขาก็ได้รับรู้มาจาก ‘อาโน่’ ศิษย์ตัวน้อยคนนั้นนั่นเอง
เดิมทีสำนักจางอันเพียงต้องการรักษาพละกำลังของสำนักเอาไว้ เพื่อรอวันที่จะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในอนาคต
โลงศิลาเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นก่อนที่พลังปราณวิญญาณจะเหือดแห้ง ศิษย์ที่เก่งกาจที่สุดของสำนักล้วนถูกบรรจุไว้ข้างในนั้น ยามนั้นเจ้าสำนักผู้มีผมขาวได้คำนวณไว้ว่าอีกห้าร้อยปีข้างหน้าจะเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ จึงวางใจให้ศิษย์เหล่านั้นนอนหลับใหลลงไป โดยเหลือเพียงศิษย์สายนอกที่ฝีมือธรรมดาคอยเฝ้าดูแลพระราชวังใต้ดิน
ทว่าวันหนึ่ง เจ้าสำนักผมขาวพลันตื่นขึ้นและพบว่าพลังปราณวิญญาณมิเพียงพอจะคงมนตราผนึกโลงศิลาไว้ได้อีกต่อไป จึงเรียกทุกคนมาช่วยกันหาทางออก
และในช่วงเวลานั้นเอง มีศิษย์สายนอกผู้หนึ่งถูก ‘อสูรกายเขาโค’ ที่เลี้ยงไว้ด้านบนทำร้ายจนบาดเจ็บ เมื่อเขากระเสือกกระสนกลับมาถึงห้องศิษย์ก็สิ้นใจตายไปก่อนที่เจ้าสำนักผมขาวจะทันได้รักษา
แต่เหตุการณ์ในครานั้นเองที่ทำให้พวกเขาล่วงรู้ความลับว่า สามารถใช้ชีวิตมนุษย์มาเป็นเครื่องสังเวยเพื่อต่ออายุการทำงานของค่ายกลได้
นับแต่นั้นมา ทุกช่วงระยะเวลาหนึ่งจะมีผู้คนพลัดหลงเข้ามาในพระราชวังใต้ดิน เจ้าสำนักผมขาวจึงลงมือดัดแปลงสัตว์ประหลาดด้านบนด้วยตนเอง เขาเลี้ยงค้างคาวสุสานเพื่อใช้พลังของพวกมันเลี้ยงอสูรกายเงา และให้อสูรกายเงาเลี้ยงดูอสูรกายเขาโคอีกทอดหนึ่ง
หากมีผู้ใดพลัดหลงเข้าไปในพระราชวังใต้ดินชั้นบน อสูรกายเงาจะมีหน้าที่หลอกล่อให้คนผู้นั้นหนีเข้าไปในห้องสุสานที่อสูรกายเขาโคเฝ้าอยู่ จากนั้นอสูรกายเขาโคจะทำร้ายคนผู้นั้นจนบาดเจ็บสาหัสก่อนจะโยนลงไปยังห้องศิษย์ หลายปีที่ผ่านมาค่ายกลในห้องศิษย์จึงดำรงอยู่ได้ด้วยวิธีนี้
จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าสำนักผมขาวเกิดนึกสนุกเปิดโลงศิลาออกดู จึงได้พบว่าศิษย์ที่หลับใหลอยู่ข้างในได้กลายเป็นอสูรกายครึ่งคนครึ่งผีไปเสียแล้ว ยามนั้นเขาจึงตระหนักได้ว่าทุกอย่างเริ่มเกินกว่าจะควบคุมได้
ทว่าเขามิอาจหยุดมือได้ เพราะเขายังคงเฝ้ารอจุดเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นในอีกห้าร้อยปีข้างหน้า
เขาจึงนำศพของผู้ที่พลัดหลงเข้ามามาทำเป็น ‘เทียนไขศพ’ และรวบรวมแก้วแหวนเงินทองมากมายมาวางไว้ในห้องสุสานหลัก เพื่อดัดแปลงพระราชวังใต้ดินชั้นบนให้ดูเหมือนสุสานโบราณยิ่งขึ้น
เทียนไขศพแต่ละเล่มล้วนมีมนตรากำกับจากเจ้าสำนักผมขาว หากจุดขึ้นเมื่อใดก็จะสามารถปลุกอสูรกายศิษย์ที่ถูกผนึกไว้ในโลงศิลาให้ตื่นขึ้น หากอสูรกายศิษย์สังหารผู้ที่ถือเทียนไขศพได้สำเร็จ พวกเขาก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิม
แต่ก็มิรู้ว่าเพราะเหตุใด อสูรกายศิษย์เหล่านั้นกลับเพียงแค่ทำให้คนถือเทียนสลบไป แล้วจับโยนเข้าไปในโลงศิลา จากนั้นพวกเขาก็จะยืนนิ่งอยู่หน้าโลงราวกับหลับใหล เพียงหนึ่งวันให้หลังรูปกายก็จะสลายกลายเป็นผุยผงกองอยู่กับพื้น
เจ้าสำนักผมขาวเคยคิดจะช่วยศิษย์สังหารคน ทว่าแรงขัดขืนของอสูรกายศิษย์นั้นน่ากลัวยิ่งนัก ต่อมาเขาพบว่าผู้ที่ถูกอสูรกายศิษย์จับใส่โลงศิลาจะค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ศิษย์คนเดิมเพื่อหลับใหลต่อไป
เพื่อรักษาความยิ่งใหญ่ของสำนักจางอันเอาไว้ เจ้าสำนักผมขาวจึงเร่งผลิตเทียนไขศพมากขึ้น เพื่อให้ศิษย์ในโลงเหล่านั้นคงอยู่สืบไป
“ท่านพี่คิดว่า เหตุใดเจ้าสำนักผมขาวถึงยอมให้ศิษย์ของตนกลายเป็นสัตว์ประหลาด เพียงเพื่อให้พวกเขาได้นอนในโลงศิลาต่อล่ะเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามพลางซบศีรษะลงบนแผงอกของเมิ่งฉีฮ่วน
“มิใช่ทุกคนหรอกที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ของตนเองได้ บางทีเจ้าสำนักผมขาวอาจจะเป็นเพราะเหตุนี้จึงได้ดึงดันทำต่อไป” เมิ่งฉีฮ่วนลูบศีรษะของนางเบา ๆ “เมื่อวานเฮ่อเจิ้งเทียนไปสืบข่าวมา เห็นว่าภูเขาลูกนั้นเมื่อหลายสิบปีก่อนมักเกิดเรื่องประหลาดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ช่วงหลายปีหลังมานี้กลับสงบเงียบจนชาวบ้านคิดว่าเป็นเพียงข่าวลือ ผู้ช่วยนายอำเภอโจวจึงมิได้เอะใจ”
“ข้าก็มิได้คิดจะโทษเขาหรอกเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานเอ่ย ก่อนจะนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้ “แล้วท่านพี่อธิบายเรื่องแดนราชันไร้เทียมทานให้ท่านแม่ทัพสวีกับคุณชายสวีฟังอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
“มิติต่างภพ” เมิ่งฉีฮ่วนตอบสั้น ๆ “ข้าบอกพวกเขาว่าเจ้าได้รับการคุ้มครองจากเทพเซียน สามารถเปิดประตูเชื่อมมิตินำไปสู่โลกอื่นได้ พวกเขาก็เชื่อตามนั้น เพียงแต่ตอนที่ข้าอยู่กับสวีซิ่งอี้ในแดนราชันไร้เทียมทานคราแรก ฉากที่เจ้าเรียกน้ำพุวิญญาณออกมาเป็นสายน้ำเชื่อมต่อฟ้าดิน ทำเอาสวีซิ่งอี้ตกใจแทบสิ้นสติทีเดียว”
เมื่อได้ฟัง หลี่เยว่หานก็หัวเราะร่า “มิใช่มีข่าวลือว่าสวีซิ่งอี้ผู้นี้สู้ฟ้าไม่กลัวดินหรอกหรือเจ้าคะ”
“ก็ใช่น่ะสิ ตอนนั้นเขาตกใจจนก้นจ้ำเบ้ากับพื้น หลังจากนั้นยังกำชับข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าห้ามไปบอกใครเชียวนะ”
สองสามีภรรยาหยอกล้อกันหัวเราะร่วน จนกระทั่งเฮ่อเจิ้งเทียนมาเคาะประตูบอกว่าเตรียมอาหารเช้าเสร็จแล้ว ทั้งคู่จึงพากันลุกจากเตียง
หลังจากช่วยกันสวมอาภรณ์และล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย เมิ่งฉีฮ่วนก็กุมมือหลี่เยว่หานเตรียมจะเดินออกจากห้อง แต่ถูกนางรั้งไว้เสียก่อน
“มีอะไรหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนถามด้วยความสงสัย
“ยามนี้ข้าอยู่ในคราบคุณชายรูปงามผู้หนึ่ง ท่านที่เป็นชายชาตรีอกสามศอกหากมาเดินกุมมือกับคุณชายเช่นนี้ หากเรื่องลือไปถึงเมืองหลวง คนอื่นคงได้พากันเวทนาฉีหวังเฟยที่แต่งกับท่านอ๋องผู้มีรสนิยมตัดชายเสื้อเป็นแน่เจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางชูมือที่กุมกันอยู่ขึ้นมา
เมิ่งฉีฮ่วนฟังจบก็หัวเราะแล้วบีบจมูกนางด้วยความเอ็นดู เขายอมปล่อยมือตามที่นางต้องการ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินตามกันออกจากห้องไป
พ่อลูกตระกูลสวีรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นทั้งสองเดินมาก็ลุกขึ้นประสานมือพร้อมกัน “คารวะคุณชายทั้งสอง”
“นั่งลงเถิด” เมิ่งฉีฮ่วนนั่งลงเป็นคนแรก โดยมีหลี่เยว่หานนั่งลงข้าง ๆ
ยามนี้ผู้ช่วยนายอำเภอโจวก็รีบปรี่เข้ามา พร้อมกับยื่นม้วนพิมพ์เขียวฉบับหนึ่งให้เมิ่งฉีฮ่วน พลางเอ่ยอย่างนอบน้อม “นี่คือข้อมูลที่ท่านอ๋อ… ที่คุณชายได้บันทึกไว้ก่อนหน้านี้ ข้าน้อยได้จัดการเรียบเรียงไว้ให้เรียบร้อยแล้วขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็รีบรับมาคลี่ดูอย่างละเอียด ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ขอบใจผู้ช่วยนายอำเภอโจวมาก เมื่อครู่ข้ายังกังวลอยู่เลยว่าหากข้อมูลพวกนี้หายไปคงต้องเสียเวลาไปรังวัดและวาดใหม่ ยามนี้ประหยัดแรงไปได้มากทีเดียว!”
“น่ายินดียิ่งนัก น่ายินดียิ่งนัก!” ผู้ช่วยนายอำเภอโจวลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่ท่านผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ยังมิทันได้บันดาลโทสะ…
เมื่อคิดได้ดังนั้น ผู้ช่วยนายอำเภอโจวก็เตรียมตัวจะถอยฉากออกไป
“ผู้ช่วยนายอำเภอโจว” เมิ่งฉีฮ่วนพลันเอ่ยขึ้น “สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันในครานี้ ท่านมีอะไรจะชี้แจงหรือไม่?”
สิ้นเสียงนั้น ผู้ช่วยนายอำเภอโจวก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบจนตัวแข็งทื่อ นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่จนพูดไม่ออก…