ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 580 ทุกอย่างราบรื่น
บทที่ 580 ทุกอย่างราบรื่น
“ข้าน้อย… ข้าน้อยไม่ได้สืบสวนสภาพของภูเขาลูกนั้นให้ถี่ถ้วนก่อน เป็นความบกพร่องของข้าน้อยเอง ขอท่านอ๋องโปรดลงทัณฑ์ด้วย!” ผู้ช่วยนายอำเภอโจวกัดฟันแน่น เมื่อนึกถึงว่าในอนาคตอันใกล้กำลังจะมีนาเกลือเกิดขึ้นในอำเภอฮัวซี ซึ่งจะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนมากมายดีขึ้น เขาจึงตัดสินใจน้อมรับความผิดครั้งนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว
อันที่จริง เขาเคยได้ยินข่าวเรื่องคนหายสาบสูญแถวภูเขาลูกนั้นมาบ้าง ทว่าคดีล่าสุดที่เกิดขึ้นใกล้บริเวณนั้นก็ล่วงเลยมาเกือบสามสิบปีแล้ว เขาเพียงแค่เคยพลิกเจอในกองเอกสารเก่าที่กำลังจะถูกทำลาย จึงรับรู้ข้อมูลเพียงผิวเผินและมิได้ใส่ใจกับมันมากนัก
อีกทั้งภูมิประเทศชายฝั่งของอำเภอฮัวซีนั้นซับซ้อนและระเกะระกะยิ่ง การจะระบุตำแหน่งให้แม่นยำว่าเหตุเกิดที่จุดใดนั้นมิใช่เรื่องง่ายเลย
ประกอบกับในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมามิเคยเกิดเรื่องขึ้นอีก ทุกคนจึงทึกทักเอาเองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่พื้นที่นั้นจะปลอดภัยแล้ว
แต่หากเรื่องนี้ทำให้ฉีอ๋องและฉีหวังเฟยเปลี่ยนใจที่จะสร้างนาเกลือในอำเภอฮัวซีขึ้นมา นั่นคงจะเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงนัก!
เมื่อคิดได้ดังนั้น ผู้ช่วยนายอำเภอโจวจึงคุกเข่าลงกับพื้น ถอดหมวกขุนนางวางไว้ข้างกาย แล้วก้มหน้ายอมรับการตัดสินจากเมิ่งฉีฮ่วน
หลี่เยว่หานเห็นท่าทางเช่นนั้น จึงใช้เท้าสะกิดเมิ่งฉีฮ่วนเบา ๆ
เมิ่งฉีฮ่วนส่งเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างไม่เต็มใจนัก ก่อนจะเอ่ยว่า “เปิ่นหวังมิได้มีเจตนาจะตำหนิเจ้า เพียงแต่อยากถามเจ้าว่า เหตุใดทางการถึงมิเคยล่วงรู้เลยว่าภูเขาถูกขุดจนกลวงไปถึงเพียงนั้น… ลุกขึ้นพูดเถิด”
เมื่อได้ยินคำพูดของเมิ่งฉีฮ่วน ผู้ช่วยนายอำเภอโจวเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อหู นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่
“ท่านอ๋องสั่งให้เจ้าลุกขึ้นอย่างไรเล่า” หลี่เยว่หานเอ่ยเตือน
“ขอรับ… ขอรับ…” ผู้ช่วยนายอำเภอโจวรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น สวมหมวกขุนนางให้เข้าที่แล้วยืนสำรวมอยู่ด้านข้าง “ภูเขาลูกที่ถล่มนั้นถูกห้อมล้อมด้วยขุนเขาซับซ้อน ปกติจึงแทบจะไม่มีผู้ใดกรายเข้าไปถึง การถล่มในครานี้ลามไปถึงยอดเขาหลายลูกรอบ ๆ คาดว่าใต้ภูเขาเหล่านั้นคงถูกขุดจนกลวงไปหมดแล้ว เพียงแต่ข้าน้อยมิทราบจริง ๆ ว่าเป็นฝีมือผู้ใด ช่างน่าละอายนัก!”
เมื่อฟังจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็หันไปสบตากับหลี่เยว่หาน
ทว่าก่อนที่ทั้งสองจะได้เอ่ยสิ่งใด สวีติ้งหลานก็แทรกขึ้นว่า “เช่นนั้นก็หมายความว่า หลายปีมานี้ทางการแทบมิได้ล่วงรู้สภาพภูเขาในอำเภอฮัวซีเลยอย่างนั้นรึ?”
“เรียนท่านแม่ทัพ” เมื่อพูดถึงเรื่องงาน ผู้ช่วยนายอำเภอโจวราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน “จะว่ามิรู้เลยก็มิเชิง สภาพป่าเขาโดยรอบตัวเมืองฮัวซีนั้นมีเจ้าหน้าที่ออกสำรวจทุกปี เพียงแต่ภูมิประเทศริมทะเลนั้นสลับซับซ้อนนัก ปกติก็ไม่มีใครอยากไปที่นั่น อีกทั้งช่างวาดแผนที่ที่รับผิดชอบการบันทึกลักษณะภูมิประเทศและทิศทางแม่น้ำก็ขาดประสบการณ์ แม้พวกเราจะประกาศรับสมัครผู้ที่มีความสามารถด้านนี้มาโดยตลอด แต่กลับไม่มีใครมาสมัครเลย”
“ประกอบกับแถบนั้นไร้ผู้คนอาศัย ข้อมูลในส่วนนี้จึงขาดหายไป ข้อมูลเท่าที่มีอยู่ในมือตอนนี้ คือสิ่งที่ข้าน้อยนำกำลังคนออกไปสำรวจหลังจากได้รับข่าวจากเมืองหลวงว่าท่านอ๋องและพระชายาอาจจะมาสร้างนาเกลือในบริเวณนี้นี่แหละขอรับ”
หลี่เยว่หานฟังแล้วถึงกับชะงัก “เจ้ารู้จักโครงสร้างภูมิประเทศด้วยรึ?”
“พอรู้บ้างเล็กน้อยขอรับ ท่านพ่อของข้าน้อยเคยเป็นเจ้าหน้าที่สำรวจภูมิประเทศ ระหว่างการบันทึกสภาพป่าเขาเขาประสบเหตุภูเขาถล่มจนมิได้กลับมาอีกเลย” ผู้ช่วยนายอำเภอโจวตอบ
“ข้าเสียใจด้วย” หลี่เยว่หานกล่าวด้วยความรู้สึกผิด
“พระชายาโปรดอย่าได้ใส่ใจเลย ท่านพ่อจากไปหลายปีแล้ว ข้าน้อยถือว่ามิได้ทำให้เขาผิดหวัง แม้จะมิได้สร้างชื่อเสียงจากวิชาของเขาให้รุ่งโรจน์ แต่ก็มิได้ทอดทิ้งความตั้งใจของท่าน” ผู้ช่วยนายอำเภอโจวเอ่ยด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย
“ร่วมกินมื้อเช้าด้วยกันเถิด” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางสั่งให้เฮ่อเจิ้งเทียนเพิ่มเก้าอี้อีกตัว “พอกินเสร็จแล้ว พวกเราจะไปสำรวจพื้นที่ดินเลนริมทะเลเพื่อวาดแผนที่กันต่อ”
ผู้ช่วยนายอำเภอโจวอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบพยักหน้าซ้ำ ๆ “ขอบพระคุณพระชายา! ขอบพระคุณท่านอ๋อง! ขอบคุณท่านแม่ทัพ! ขอบคุณคุณชายน้อย!”
…..
ระหว่างที่นั่งรถม้าไปดินเลนชายฝั่ง เมิ่งฉีฮ่วนดูจะอารมณ์มิค่อยดีนัก
“ในเมื่อพวกเราต่างก็รู้ว่าพื้นที่แถวนั้นถูกขุดจนกลวงเป็นบริเวณกว้าง เหตุใดเจ้ายังต้องไปที่นั่นอีก เปลี่ยนที่อื่นมิได้รึ?” เมิ่งฉีฮ่วนกุมมือหลี่เยว่หานไว้แน่น ประสบการณ์ในพระราชวังใต้ดินนั้นประหลาดและน่าหวาดกลัวเกินไป แม้แต่คนอย่างเขาก็ยังอดหวาดระแวงมิได้ เขาห่วงว่าหลี่เยว่หานจะตกอยู่ในอันตรายอีก “ครานี้ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไร ข้าจะต้องตามเจ้าไปทุกที่”
“ได้เจ้าค่ะ ให้ท่านตามไป แต่ท่านห้ามป่วนงานข้าก็พอ” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางเอนศีรษะซบไหล่เมิ่งฉีฮ่วนเบา ๆ “ภูมิประเทศบริเวณนั้นมีความลาดชันที่เหมาะแก่การทำนาเกลือแบบตากแดดที่สุด เดิมทีที่ข้ายังไม่ตัดสินใจทันที เพราะข้าเห็นว่ามันชันเกินไปนิดภายหลังคงต้องใช้แรงงานคนมหาศาลเพื่อปรับถางพื้นที่ ขณะที่ข้ากำลังคำนวณงบประมาณอยู่นั่นแหละ ก็ดันตกลงไปในหลุมเสียก่อน”
เมิ่งฉีฮ่วนใช้คางดุนศีรษะนาง “แล้วเจ้ายังจะไปที่นั่นอีกรึ”
“ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้วนี่เจ้าคะ!” หลี่เยว่หานนั่งตัวตรงแล้วมองหน้าเมิ่งฉีฮ่วนอย่างจริงจัง “ภูเขาที่กลวงถล่มลงไปหมดแล้ว ความลาดชันย่อมต้องลดน้อยลง หากโชคดีข้าอาจแทบไม่ต้องใช้แรงงานคนในการปรับหน้าดินเป็นนาเกลือเลยด้วยซ้ำ แถมแถวนั้นยังมีน้ำจืดอีก ไม่มีที่ไหนจะเหมาะไปกว่าที่นั่นอีกแล้วเจ้าค่ะ!”
เห็นหลี่เยว่หานดูกระฉับกระเฉงและมีชีวิตชีวาเพียงนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็ทำใจหักห้ามไม่ลง ได้แต่คอยอยู่เคียงข้างนางให้ดีที่สุด
เมื่อถึงที่หมาย หลี่เยว่หานปีนขึ้นไปบนเนินเขาและเฝ้าสังเกตอยู่นาน นางร่างแบบและบันทึกผังพื้นที่อยู่เป็นระยะ โดยมีเมิ่งฉีฮ่วนเดินตามติดมิห่างกายแม้แต่ก้าวเดียว เขาเงียบขรึมมิพูดจาแต่ก็มิยอมให้คลาดสายตา
เวลาล่วงเลยไปสองวัน หลี่เยว่หานก็ได้นำแผนผังนาเกลือฉบับแรกออกมาหารือกับเมิ่งฉีฮ่วนและพ่อลูกตระกูลสวี จนสรุปเป็นแนวทางการปรับปรุงพื้นที่ขั้นพื้นฐานได้ ทางการอำเภอฮัวซีตอบรับอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านเองก็มีกระตือรือร้นสูงยิ่ง เพียงใช้เวลาสิบวันนาเกลือแปลงแรกก็ถูกบุกเบิกขึ้นมาจนสำเร็จ
ในช่วงสิบวันนั้น หลี่เยว่หานยังได้เชิญช่างฝีมือผู้ชำนาญการมาสร้างกังหันน้ำขนาดใหญ่ ตั้งแต่เริ่มวาดแบบจนประกอบเสร็จสิ้นก็ใช้เวลาเพียงสิบวันเช่นกัน
ในขณะเดียวกัน เมิ่งฉีฮ่วนและพ่อลูกตระกูลสวีก็มิได้ปล่อยตัวให้ว่างงาน
เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ภูเขาถล่มซ้ำรอย เมิ่งฉีฮ่วนจึงพาสวีติ้งหลานและบุตรชายออกสำรวจภูเขาโดยรอบด้วยตนเอง แต่เพราะเขายังมิไว้ใจเรื่องความปลอดภัยของหลี่เยว่หาน จึงสั่งให้เฮ่อเจิ้งเทียนคอยคุ้มกันนางไว้ ตลอดสิบวันนั้น ทั้งสามคนปีนป่ายไปตามขุนเขาในรัศมีสามสิบหลี่ ตรวจสอบอย่างละเอียดทุกลูกว่ายังมีปัญหาซุกซ่อนอยู่อีกหรือไม่
เมื่อนาเกลือแปลงแรกเปิดใช้งานสำเร็จ และเกลือละเอียดชุดแรกจากการตากแดดถูกส่งไปถึงมือฮ่องเต้หลิงอวิ๋น พระองค์ทรงเกษมสำราญจนแย้มพระสรวลมิหุบ ทรงประกาศสถาปนาจิ้นกั๋วกงขึ้นเป็น ‘อีเติ่งกง’ ในทันที พร้อมทั้งพระราชทานป้ายเกียรติยศแก่จิ้นกั๋วกงและหลิ่วซื่อ พระองค์ยังทรงจรดพู่กันมอบหมายให้จิ้นกั๋วกงเป็นผู้ดูแลหลักในกิจการเกลือสมุทร และอนุญาตเป็นพิเศษให้ตระกูลเวินและตระกูลหลิ่วร่วมมือกันทำการค้า โดยให้ยึดความเห็นของจิ้นกั๋วกงเป็นที่ตั้ง
แม้ความชอบทั้งหมดในครั้งนี้จะเป็นของเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หาน ทว่าทั้งคู่นั้นได้รับยศถาบรรดาศักดิ์จนมิรู้จะปูนบำเหน็จอย่างไรได้อีก ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นมิอยากให้ทั้งสองเสียกำลังใจ จึงเลือกที่จะมอบรางวัลและเกียรติยศให้แก่บิดาของหลี่เยว่หานแทน
แต่มิได้จบเพียงเท่านี้ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นยังออกราชโองการว่า เมื่อเมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิงถึงวัยต้องเล่าเรียน ให้ส่งตัวเข้าวังหลวงเพื่อไปศึกษาในสำนักศึกษาของมกุฎราชกุมาร พร้อมกันนั้นยังพระราชทานของล้ำค่ามากมายไปยังจวนฉีอ๋อง และสั่งกำชับให้หมอหลวงคอยดูแลฟื้นฟูร่างกายของเมิ่งอิงหนิงอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เมื่อข่าวนี้ส่งมาถึงอำเภอฮัวซี เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานจึงได้เบาใจลงเสียที
“ดูท่าฝ่าบาทจะทรงเชื่อแล้วว่าท่านพี่มิได้คิดจะแก่งแย่งอำนาจ” หลี่เยว่หานเอ่ยกลั้วหัวเราะ
“นั่นก็มิแน่ดอก วันใดที่เปิ่นหวังมั่งคั่งจนเหนือแผ่นดินขึ้นมา พระองค์ก็อาจจะกลับมาระแวงแคลงใจอีกก็ได้” เมิ่งฉีฮ่วนพูดจบ ทั้งสองก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
ในยามนั้นเอง เฮ่อเจิ้งเทียนขอเข้าพบ และยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้ถึงมือเมิ่งฉีฮ่วน
มันคือจดหมายจาก… เหลียวปี้เลี่ยตง