ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 590เจ้าเลี้ยงหมูหรือเลี้ยงภรรยากันแน่!
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 590เจ้าเลี้ยงหมูหรือเลี้ยงภรรยากันแน่!
บทที่ 590เจ้าเลี้ยงหมูหรือเลี้ยงภรรยากันแน่!
“ท่านพ่อ! ท่านลุง! ท่านป้า!” ทันทีที่ลงจากรถม้าและเห็นร่างของทั้งสามคน หลี่เยว่หานก็ทิ้งเมิ่งฉีฮ่วนไว้เบื้องหลังแล้ววิ่งถลาเข้าไปซบในอ้อมกอดของฟางจื่อหลานทันที
ฟางจื่อหลานกอดหลี่เยว่หานไว้เต็มอ้อมแขน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มพลางโอบกอดหลานสาวอย่างรักใคร่ “เด็กคนนี้ ไปข้างนอกมาครู่เดียว เหตุใดถึงได้ผอมลงไปมากถึงเพียงนี้!” พูดพลางนางก็หันไปสบตากับอวี๋เจ๋อฟาง ทั้งคู่ยิ้มให้กันโดยไม่ได้ปรายตามองหลี่เจี้ยนโบแม้แต่น้อย
เมิ่งฉีฮ่วนเดินตามมาทางด้านหลัง เขาประสานมือคารวะหลี่เจี้ยนโบก่อน จากนั้นจึงหันไปเอ่ยกับสามีภรรยาตระกูลอวี๋ว่า “ยามเยว่หานเริ่มยุ่งขึ้นมา แม้แต่ข้าก็ยังถูกทิ้งไว้ข้าง ๆ อาหารที่เตรียมไว้ให้เธอก็มักจะต้องอุ่นแล้วอุ่นอีก มื้อเช้าที่จวนปลัดอำเภอน่ะยอมกินอยู่หรอก แต่มื้อเที่ยงกลับไม่ยอมแตะต้องเสียอย่างนั้น พอข้าเรียกให้เธอกินข้าว เธอก็มักจะบอกว่า ‘รอประเดี๋ยวก่อน’ อยู่ร่ำไป รอไปรอมาจนฟ้ามืดค่ำ ช่างไม่เชื่อฟังเอาเสียเลย”
“เยว่หานของพวกเราน่ะ เป็นเพราะนางห่วงใยราษฎรอย่างไรเล่า!” ฟางจื่อหลานบีบแก้มหลี่เยว่หานด้วยความเอ็นดู “แต่ต่อให้มีเรื่องใหญ่เพียงใดก็ต้องกินข้าวปลาให้ตรงเวลา วันนี้ป้าเตรียมอาหารเลิศรสไว้เต็มโต๊ะเพื่อรอขุนเจ้าให้อ้วนขึ้นเชียวนะ!”
พูดจบ ฟางจื่อหลานก็จูงมือหลี่เยว่หานเข้าประตูจวนไปโดยไม่สนใจหลี่เจี้ยนโบแม้แต่นิดเดียว
แม้หลี่เจี้ยนโบจะยังคงยิ้มแย้มอยู่ภายนอก แต่ในใจนั้นกลับรู้สึกขมขื่น ทว่าเขาก็เข้าใจดีถึงความโกรธแค้นที่จวนซิงกั๋วกงมีต่อเขา แม้เรื่องราวในอดีตจะเป็นฝีมือของหลี่ต้าเฉิงคนเดิม แต่ในเมื่อเขามาอาศัยร่างนี้อยู่ต่อ ผลแห่งกรรมเหล่านั้นเขาย่อมต้องใช้เวลาในการค่อย ๆ คลี่คลายมันไป
หลี่เยว่หานเองก็เข้าใจเหตุผลนี้ดี นางจึงไม่ได้หยุดเดินดึงดันให้เสียเรื่อง แต่ก่อนจะก้าวเข้าประตูไป นางได้หันกลับมาทำหน้าทะเล้นใส่เขา
เมื่อเห็นท่าทางซุกซนที่คุ้นตาของบุตรสาว ใจของหลี่เจี้ยนโบก็สงบลง
หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ขอเพียงมีหลี่เยว่หานอยู่ และเขาตั้งใจรักถนอมบุตรสาวคนนี้ให้ดีที่สุด ความบาดหมางกับตระกูลอวี๋ย่อมมีวันคลี่คลายลงได้
บนโต๊ะอาหาร สามีภรรยาตระกูลอวี๋ตั้งใจฟังหลี่เยว่หานเล่าเรื่องราวเล็กใหญในอำเภอฮัวซี แน่นอนว่านางไม่ได้เล่าเรื่องที่ตนเองตกอยู่ในอันตราย มิเช่นนั้นทั้งคู่คงต้องกังวลกันอีกยกใหญ่
หลี่เจี้ยนโบนั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลาโดยไม่แทรกจังหวะ เพียงแค่นั่งฟังเงียบ ๆ เท่านั้น
จนกระทั่งฟางจื่อหลานรู้สึกว่าอาจจะเย็นชาเกินไปหน่อย จึงกุมมือหลี่เยว่หานแล้วเอ่ยว่า “เยว่หาน หลายวันมานี้พ่อของเจ้าก็เป็นห่วงเจ้ามากเช่นกัน ถึงเขาจะไม่ได้พูดออกมา แต่สายใยพ่อลูกนั้นตัดกันไม่ขาด พวกเราดูออก”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานจึงยิ้มตาหยีพลางเอ่ย “ข้าทราบดีว่าท่านพ่อเป็นห่วง และทราบว่าทุกคนต่างก็คิดถึงข้า ข้าถึงได้เร่งจัดการธุระให้เสร็จไว ๆ เพื่อรีบกลับมาอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
พูดพลางนางก็ชูจอกเหล้าขึ้นให้หลี่เจี้ยนโบแล้วเย้าว่า “ท่านพ่อ ไม่ได้ดื่มเหล้ากับท่านนานแล้ว ไม่ทราบว่าคอแข็งขึ้นบ้างหรือไม่เจ้าคะ?”
หลี่เจี้ยนโบยกจอกขึ้นหัวเราะลั่น “ต่อให้คออ่อนเพียงใด ก็ยังดีกว่าเด็กน้อยอย่างเจ้าก็แล้วกัน!”
“ถ้าเช่นนั้นคืนนี้หากไม่เมาไม่เลิกรา!”
“นั่นไม่ได้เด็ดขาด เจ้ายังต้องไปหาหลานชายหลานสาวทั้งสองของข้าอีก จอกนี้จอกเดียว ดื่มเสร็จแล้วห้ามดื่มต่อ” หลี่เจี้ยนโบยิ้มพลางเงยหน้าดื่มรวดเดียวจนหมดจอก เมื่อเห็นว่าอวี๋เจ๋อฟางและฟางจื่อหลานเริ่มมีรอยยิ้มบ้างแล้ว เขาจึงถือโอกาสชูจอกเหล้าให้สามีภรรยาทั้งสอง
“ข้าทราบดีว่าพี่ชายและพี่สะใภ้ยังไม่ให้อภัยข้า เรื่องในอดีตเป็นข้าที่ทำผิดไป วันนี้อาศัยโอกาสที่จัดเลี้ยงต้อนรับเยว่หานและท่านอ๋อง ข้าขอขอขมาต่อตระกูลอวี๋อย่างเป็นทางการ ไม่หวังให้ยกโทษ เพียงหวังให้ท่านทั้งสองสบายใจขึ้นบ้างก็พอ”
พูดจบ หลี่เจี้ยนโบก็ดื่มหมดจอกอีกครั้ง
อวี๋เจ๋อฟางและฟางจื่อหลานสบตากัน แม้สีหน้าจะยังดูขัดเขินอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นแก่หน้าของหลี่เยว่หาน ทั้งคู่จึงยอมยกจอกขึ้นดื่ม
“พวกเราอย่ามัวแต่ดื่มเหล้าเลย รีบกินอาหารถิด!” เมิ่งฉีฮ่วนเห็นบรรยากาศเริ่มจะเงียบเหงาลง จึงรีบลุกขึ้นคีบเนื้อขาหมูชิ้นโตวางลงในชามของหลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานยิ้มพลางตีมือเขา “ท่านทำอะไรน่ะเจ้าคะ เลี้ยงหมูหรืออย่างไร คีบชิ้นใหญ่เพียงนี้!”
“เลี้ยงภรรยาต่างหากเล่า!” เมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะ
งานเลี้ยงต้อนรับสิ้นสุดลงท่ามกลางบรรยากาศที่กลมเกลียวในที่สุด
เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานส่งสามีภรรยาตระกูลอวี๋กลับ และรั้งให้หลี่เจี้ยนโบพักค้างที่จวนอ๋องหนึ่งคืน จากนั้นทั้งสามคนจึงมุ่งหน้าไปยังเรือนหลัง
อาจเป็นเพราะรู้ว่าท่านพ่อท่านแม่กลับมาแล้ว เสี่ยวอี้และเสี่ยวอวี้ ในยามนี้จึงยังไม่ยอมหลับยอมนอน เสี่ยวอวี้เริ่มลุกขึ้นนั่งได้แล้ว ส่วนเสี่ยวอี้นั้นยิ่งเก่งกาจถึงขั้นเดินโซเซได้ไม่กี่ก้าวแล้ว
เมื่อเห็นท่านพ่อท่านแม่ออกมา เสี่ยวอี้ก็เตาะแตะพุ่งเข้ามาสวมกอดขาของหลี่เยว่หานแน่น พลางแหงนหน้าพ่นน้ำลายปุด ๆ และส่งเสียงอ้อแอ้อ้อนวอนอย่างน่าเอ็นดู
หลี่เยว่หานโน้มกายลงอุ้มลูกขึ้นมา พลางยิ้มยั่วเมิ่งฉีฮ่วน “ดูสิ ลูกรักข้าเพียงใด!”
“ลูกสาวก็รักข้าเหมือนกัน!” เมิ่งฉีฮ่วนไม่ยอมแพ้ อุ้มเสี่ยวอวี้ที่กำลังคลานไปมาบนเตียงเล็กขึ้นมาตอบโต้
ทว่าทันทีที่เขาอุ้มเสี่ยวอวี้ขึ้นมา เด็กน้อยกลับยื่นสองมือไปทางหลี่เยว่หาน ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความร้อนใจ ส่งเสียงอ้อนวอนอยากให้หลี่เยว่หานอุ้มเช่นกัน
หลี่เยว่หานหัวเราะลั่น นางสละมือข้างหนึ่งไปรับลูกสาวมาจากอ้อมอกของเมิ่งฉีฮ่วน แล้วเลิกคิ้วมองเขา “น่าสงสารคนบางคนนะเจ้าคะที่ลูกชายลูกสาวไม่รักเอาเสียเลย~”
เมิ่งฉีฮ่วนทำหน้าจนใจ เพราะกลัวหลี่เยว่หานจะเหนื่อยเกินไปจึงพยายามจะรับเสี่ยวอี้คืนมา แต่เจ้าหนูคนนี้กลับกอดคอหลี่เยว่หานแน่นไม่ยอมปล่อย เมิ่งฉีฮ่วนจึงทำได้เพียงอุ้มเสี่ยวอวี้ไว้แทน
แต่ใครจะคาดคิดว่าเสี่ยวอวี้เพิ่งจะอยู่ในอ้อมกอดของเมิ่งฉีฮ่วนได้เพียงครู่เดียว ก็ปัสสาวะรดแขนเขาจนเปียกโชก
แม่นมรีบสั่งให้คนไปตักน้ำอุ่นมา แล้วรับเสี่ยวอวี้จากมือเมิ่งฉีฮ่วนไปวางบนเตียงเล็กเพื่อเปลี่ยนผ้าอ้อมอย่างคล่องแคล่ว
“หลบไปก่อนเจ้าค่ะ ชายหญิงมีระยะห่าง!” หลี่เยว่หานเห็นเมิ่งฉีฮ่วนทำท่าจะเข้าไปช่วยเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกสาว จึงรีบดึงเขาไว้ข้าง ๆ
“เสี่ยวอวี้ยังไม่ครบขวบด้วยซ้ำ ข้าเป็นพ่อแท้ ๆ ของนางนะ จะมาบอกว่าชายหญิงมีระยะห่างยามเปลี่ยนผ้าอ้อมได้อย่างไร!” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางจะถลาเข้าไปอีก
ประจวบเหมาะกับที่เสี่ยวอี้โถมตัวเข้าหาอ้อมกอดของเมิ่งฉีฮ่วนพอดี
เมิ่งฉีฮ่วนรับลูกชายไว้เต็มอ้อมแขน แต่กลับรีบส่งลูกคืนให้หลี่เยว่หานอย่างรวดเร็ว “เจ้าหนูเหม็นนี่มีอะไรน่ากอดกัน ไปหาแม่ของเจ้าเถอะ!”
หลี่เยว่หานหัวเราะจนตัวงออยู่ข้าง ๆ และไม่ยอมรับเสี่ยวอี้จากมือเขา
เสี่ยวอี้ถูกท่านพ่อแกล้งทำหน้าตารังเกียจพลางหิ้วปีกยกค้างไว้กลางอากาศ ส่วนท่านแม่ก็หัวเราะร่าอยู่ข้าง ๆ จนตัวสั่น เจ้าตัวน้อยจึงเบะปากแล้วแผดเสียงร้องไห้ออกมาดังสนั่นลั่นฟ้าดิน
คราวนี้เมิ่งฉีฮ่วนถึงกับตกใจลาน เพราะคิดว่าตนเองทำลูกกลัว จึงรีบดึงลูกชายมากอดแนบอกพลางปลอบประโลมลูบหลังอยู่พักใหญ่ กว่าเสี่ยวอี้จะหยุดร้องและทำหน้าตาละห้อยมองหลี่เยว่หานทีสลับกับมองเมิ่งฉีฮ่วนที
ในขณะที่เมิ่งฉีฮ่วนกำลังคาดหวังเต็มที่ว่าลูกชายจะยอมติดเขาเสียที เสี่ยวอี้กลับเบือนหน้าหนีแล้วยื่นสองมือไปหาหลี่เยว่หานอีกครั้ง
เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกราวกับลมหายใจติดขัดอยู่ที่ลำคอ เขาจำยอมส่งลูกคืนให้หลี่เยว่หานพลางทอดถอนใจ “จิตใจมนุษย์หนอ ช่างยากแท้หยั่งถึงเสียจริง!”
“อะไรคือยากแท้หยั่งถึงกันเจ้าคะ” หลี่เยว่หานไม่ได้รับลูกไปในทันที แต่นางลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเขาแล้วเอ่ย “เด็กเล็กน่ะมีความรู้สึกไวที่สุด เมื่อครู่ท่านว่าเขาเป็นเจ้าหนูเหม็น เขาย่อมฟังออก!”
ถูกหลี่เยว่หานทักเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็เริ่มรู้สึกเสียหน้า เขาจึงแก้เก้อด้วยการถอด ‘ปมสันติ’ ที่หลี่เยว่หานเคยถักให้ด้วยมือตนเองออกมาจากเอว แล้วเอามาหลอกล่อเจ้าตัวน้อย “ลูกชาย สิ่งนี้ท่านแม่ของเจ้ามอบให้พ่อนะ ถ้าเจ้าอยากได้ก็จูบพ่อสักที มิเช่นนั้นพ่อจะยกให้น้องสาวแล้วนะ!”
สิ้นคำพูดของเขา เสี่ยวอี้ก็โถมเข้ากอดหน้าเมิ่งฉีฮ่วนแล้ว ‘จุ๊บ’ เสียงดังสนั่นหนึ่งที และในจังหวะที่เมิ่งฉีฮ่วนกำลังอึ้งไปนั้น เจ้าหนูผู้นี้ก็ฉวยปมสันติไปจากมือของท่านพ่ออย่างว่องไว แล้วหันกลับมายื่นมือขอให้หลี่เยว่หานอุ้มต่อทันที