ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 589 หวนคืนสู่เมืองหลวง
บทที่ 589 หวนคืนสู่เมืองหลวง
เมื่อไม่นานมานี้ กวนชิ่งอวิ๋นได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากหลี่เจี้ยนโบ ในจดหมายนั้นถามเขาว่าเต็มใจจะเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อเป็นลูกศิษย์ของตนหรือไม่
โดยสัญชาตญาณแล้วกวนชิ่งอวิ๋นย่อมปรารถนาจะไป ทว่าหอจิ่วอวี๋เป็นทรัพย์สินตกทอดจากบรรพบุรุษ เขาจึงไม่อาจตัดใจละทิ้งไปได้โดยง่าย แต่พอนึกขึ้นได้ว่าหากไปที่นั่นจะได้อยู่ใกล้ชิดกับหลี่เยว่หานมากขึ้น อย่างน้อยหากเกิดเหตุการณ์เช่นเมื่อวาน เขาก็ยังสามารถปรากฏตัวเพื่อช่วยเหลือนางได้ กวนชิ่งอวิ๋นก็ไม่อาจตัดใจปฏิเสธหลี่เจี้ยนโบได้ลง
หลายวันมานี้ กวนชิ่งอวิ๋นนอกจากจะก้มหน้าก้มตาทำงานแล้ว เขามักจะแอบมองหลี่เยว่หานอย่างเงียบเชียบโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น เขามองสตรีผู้แข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยความมั่นใจที่เป็นดั่งยอดดวงใจในความฝันของเขาผู้นี้เสมอมา
นับตั้งแต่ล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของหลี่เยว่หาน กวนชิ่งอวิ๋นก็ไม่เคยคิดอาจเอื้อมในตัวนางอีกเลย ทว่าหัวใจมนุษย์ก็มักเป็นเช่นนี้ เมื่อเคยพบพานสตรีที่งดงามและสว่างไสวดั่งแสงจันทร์กระจ่างฟ้าแล้ว ก็ยากนักที่จะหันไปมองเม็ดข้าวธรรมดาที่ติดอยู่บนแขนเสื้อได้อีก กวนชิ่งอวิ๋นในตอนนี้อายุก็ไม่น้อยแล้ว คนรุ่นราวคราวเดียวกับเขาต่างก็แต่งงานมีครอบครัว มีบุตรธิดาวิ่งเล่นกันเต็มบ้าน แต่เขากลับยังครองตัวเป็นโสดเรื่อยมา
ไม่ใช่ว่าไม่มีแม่สื่อมาทาบทามสู่ขอ แต่ก่อนที่จะพบกับหลี่เยว่หาน กวนชิ่งอวิ๋นทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการสืบทอดและแผ่ขยายกิจการของบรรพบุรุษ ทว่าหลังจากได้พบหลี่เยว่หาน เขากลับถูกดึงดูดด้วยนิสัยที่อ่อนโยนแต่เด็ดเดี่ยวของนางอย่างลึกซึ้ง ในยามที่เขาเตรียมตัวจะไปสู่ขอ กลับคาดไม่ถึงว่าฐานะของนางจะสูงศักดิ์ถึงเพียงนี้
กวนชิ่งอวิ๋นคิดว่าชาตินี้เขาคงไม่อาจรักใคร่ชอบพอสตรีอื่นได้อีก ต่อให้วันหน้าเขาต้องแต่งงานมีครอบครัว ก็คงไม่ใช่เพราะความรักเป็นแน่
ที่ผ่านมา กวนชิ่งอวิ๋นไม่รู้เลยว่าควรจะอยู่เคียงข้างหรือใช้ชีวิตอยู่ใกล้ ๆ หลี่เยว่หานในฐานะอะไร จดหมายของหลี่เจี้ยนโบจึงมอบฐานะที่เหมาะสมให้แก่เขาได้ทันเวลา ขอเพียงเป็นลูกศิษย์ของหลี่เจี้ยนโบ เขาก็จะสามารถไปที่เมืองหลวงเพื่อคอยเฝ้าดูและปกป้องนางอยู่ห่าง ๆ ได้
เดิมทีกวนชิ่งอวิ๋นรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งและแทบรอไม่ไหวที่จะแบ่งปันข่าวนี้กับหลี่เยว่หาน ทว่าเมื่อเห็นนางอยู่กับเมิ่งฉีฮ่วน เขาก็พลันตระหนักได้ว่า… ต่อให้เขาไปเมืองหลวงจนได้อยู่ใกล้ชิดนางมากขึ้นเพียงใด เขาก็ไม่มีวันเป็นอะไรสำหรับนางได้อยู่ดี
ยามหลี่เยว่หานพบเขา นางอาจจะยังเรียกเขาว่า ‘พี่กวน’ แต่ระหว่างเขากับนางไม่เคยมีความสัมพันธ์อื่นใดต่อกัน ทั้งในอดีตและในภายภาคหน้า
กวนชิ่งอวิ๋นเบือนหน้าหนีจากภาพความหวานชื่นของสามีภรรยาคู่นั้น แล้วกลับไปทำหน้าที่ของตนเงียบ ๆ อย่างไรเสียเมืองหลวงเขาก็ต้องไปให้ได้ เขารู้ว่าภัตตาคารแปดเซียนเป็นกิจการของหลี่เยว่หาน ดังนั้นเขาจึงตั้งใจจะไปเปิดหอจิ่วอวี๋ที่เมืองหลวงด้วย เช่นนี้แล้วนอกจากจะไม่เสียเรื่องการเป็นลูกศิษย์ของหลี่เจี้ยนโบ เขายังสามารถทำให้กิจการบรรพบุรุษรุ่งเรืองขึ้นได้อีกทาง
เมื่อมีเป้าหมายในใจ คนเราย่อมมีแรงผลักดันมหาศาล หลายวันต่อมากวนชิ่งอวิ๋นจึงทำงานอย่างคล่องแคล่วว่องไวเป็นพิเศษ
ในที่สุดเฮ่อเจิ้งเทียนก็พบตัวเหมาต้าในป่าละเมาะแถวนั้น ซึ่งก็เป็นจริงตามที่หลี่เยว่หานคาดไว้ เขาได้กลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนไปเสียแล้ว ส่วนเหมาเหลาเอ้อร์และภรรยาก็แอบซ่อนตัวอยู่ในตัวอำเภอฮัวซีเพื่อรอให้ฉีอ๋องและพระชายาเดินทางกลับไปก่อนจึงค่อยหาทางหลบหนี แต่เหมาเหลาเอ้อร์เป็นคนชอบดื่มเหล้า หลังจากอดกลั้นมาได้สองวันเขาก็ทนไม่ไหว แอบออกมาหาซื้อเหล้าในยามวิกาลจนถูกเฮ่อเจิ้งเทียนที่เดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี จึงรวบตัวสามีภรรยาคู่นั้นไว้ได้ทั้งหมด
บุตรของพวกเขาอายุยังไม่ครบสามขวบดี หลี่เยว่หานครุ่นคิดอยู่ทั้งคืน สุดท้ายจึงตัดสินใจว่าความผิดไม่ควรลามไปถึงเด็ก อย่างน้อยเด็กทั้งสองก็ไร้เดียงสา จึงให้ส่งตัวไปอยู่ในการดูแลของสถานเมตตาเด็ก ในอำเภอฮัวซี
เหมาเด๋อซิงกับน้องสาว เหมาต้ากับเหมาเหลาเอ้อร์ รวมถึงภรรยาของเหมาเหลาเอ้อร์ถูกประหารชีวิตและประจานศีรษะต่อหน้าสาธารณชนแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานจึงได้ฤกษ์เดินทางกลับสู่เมืองหลวง
“ตอนเราออกจากเมืองหลวง อากาศยังร้อนอบอ้าวอยู่เลย พอกลับไปครานี้ข้าคงต้องสวมเสื้อกันหนาวเสียแล้ว” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางซุกมือเข้าไปในอกเสื้อของเมิ่งฉีฮ่วนแล้วอิงแอบอยู่กับเขา
“ตั้งแต่เจ้าคลอดลูก เราก็ยังไม่เคยได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเลย” เมิ่งฉีฮ่วนโอบกอดนางพลางทอดถอนใจ “ข้าอยากพาเจ้ากลับไปที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นนัก อยู่ที่นั่นข้าจะออกล่าสัตว์หาเลี้ยงครอบครัว ส่วนเจ้าก็คอยดูแลลูก ๆ อยู่ที่บ้าน ชีวิตที่วุ่นวายแต่เรียบง่ายเช่นนั้นช่างเป็นสุขยิ่ง”
หลี่เยว่หานทอดถอนใจตาม “พริบตาเดียวผ่านไป ข้าไม่ได้พบมู่ชวนกับหลิงซีเกือบปีแล้ว ไม่รู้ว่าป่านนี้พี่น้องคู่นั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง”
“อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นบุตรธิดาคู่แรกของจงเจิ้งเสียน เขาต้องทะนุถนอมมากเป็นธรรมดา” เมิ่งฉีฮ่วนพอจะรู้ข่าวคราวอยู่บ้าง “ตอนนี้ทั้งคู่เข้าเรียนในสำนักศึกษาขององค์รัชทายาทแล้ว ก่อนข้าจะมาอำเภอฮัวซีได้พบมู่ชวนอยู่หนหนึ่ง เด็กคนนั้นเปลี่ยนไปมาก สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนคือเขายังคงรักและปกป้องน้องสาวเหมือนเดิม”
“ดีเหลือเกิน” หลี่เยว่หานขยับเปลี่ยนท่าทางจนแทบจะเอนกายกึ่งนอนอยู่ในอ้อมกอดของเมิ่งฉีฮ่วน “กลับไปข้าต้องสั่งสอนเสี่ยวอี้ให้ดี ให้เขารู้จักผ่อนปรนและปกป้องน้องสาวบ้าง” พูดจบ เสียงของนางก็ค่อย ๆ เบาลงจนเงียบหายไป
เมิ่งฉีฮ่วนมองนางที่จมดิ่งสู่ห้วงนิทราพลางระบายยิ้มอย่างอ่อนโยน หากจะถามว่าใครที่สามารถทำให้บุรุษเช่นเมิ่งฉีฮ่วนยอมศิโรราบให้ได้อย่างเต็มใจ ก็เห็นจะมีเพียงหลี่เยว่หานผู้นี้เท่านั้น
เมิ่งฉีฮ่วนรู้ตัวดีว่าในกระดูกของเขานั้นซ่อนความเย็นชาและเห็นแก่ตัวเอาไว้ ในตอนที่เขาล่วงรู้ชาติกำเนิดของตนแต่ยังยอมอยู่ข้างกายจงเจิ้งเสียนนั้น ความจริงแล้วเขาเพียงรอโอกาสที่จะสังหารจงเจิ้งเสียนทิ้งเสีย แต่การปรากฏตัวของกงหย่าทั่วทำให้เขาได้ตระหนักว่า โลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงความแค้นเท่านั้นที่ค้ำจุนให้คนเรามีชีวิตอยู่ได้ มิตรภาพระหว่างนางกับจงเจิ้งเสียนทำให้เมิ่งฉีฮ่วนเข้าใจเป็นครั้งแรกว่า ความผูกพันระหว่างมนุษย์นั้นงดงามเพียงใด
ภายหลังที่เขาเต็มใจพามู่ชวนกับหลิงซีหนีออกมาจากเมืองหลวง และพยายามหาทางหยัดยืนอยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย ก็ล้วนเป็นเพราะสิ่งที่กงหย่าทั่วเคยสอนให้เขาเห็นถึงความงดงามของชีวิต แม้ระหว่างนางกับเขาจะไม่มีความรักใคร่ฉันชู้สาว แต่นางก็เป็นคนแรกที่ทำให้เขารู้จักความหมายที่แท้จริงของความผูกพันและอารมณ์ความรู้สึก
จนกระทั่งเมิ่งฉีฮ่วนได้พบกับหลี่เยว่หาน… สตรีที่ในคราแรกดูดื้อรั้นเอาแต่ใจ แต่ภายหลังกลับเผยให้เห็นสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดเกินผู้ใด นางทั้งจิตใจดี หนักแน่น และมีไหวพริบ ไม่ใช่สตรีอ่อนแอไร้สมอง เมิ่งฉีฮ่วนรู้ตัวดีว่าชาตินี้เขาคงต้องยอมศิโรราบให้แก่สตรีผู้นี้เสียแล้ว แต่เขาก็หาได้เสียใจไม่ กลับเปี่ยมล้นไปด้วยความยินดีเสียด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าหลี่เยว่หานที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ ย่อมดึงดูดผู้คนให้เข้าหาโดยไม่รู้ตัว ทั้งเวินเทียนเหล่ยและสวีซิ่งอี้ ทว่าคนที่จะยืนเคียงข้างนางได้นั้น มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้สึกภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก
การเดินทางตลอดทั้งวันนั้นแสนเหนื่อยล้า อีกทั้งยังเป็นการเร่งม้าอย่างรวดเร็ว ตลอดเส้นทางพวกเขาจึงใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่บนรถม้า จนกระทั่งเดินทางมาถึงเมืองหลวง ท้องฟ้าก็มืดมิดสนิทเสียแล้ว
ฟางจื่อหลานรู้ล่วงหน้าว่าพวกเขาจะกลับมาถึงในวันนี้ จึงได้รีบมาที่จวนฉีอ๋องเพื่อเตรียมมื้อค่ำไว้ต้อนรับ และยังให้อวี๋เจ๋อฟางเข้าวังไปรับเด็กทั้งสองออกมาด้วย แม้จวนซิงกั๋วกงจะยังไม่ยอมรับในตัวหลี่เจี้ยนโบอย่างเต็มร้อย แต่ในบางครั้งเมื่อเห็นแก่หน้าของหลี่เยว่หาน อวี๋เจ๋อฟางและภรรยาก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่แย่นักต่อเขา
ท่ามกลางรัตติกาลที่สลัวราง ทั้งสามคนต่างเฝ้ารออยู่ที่หน้าประตูจวน จนกระทั่งรถม้าของจวนอ๋องปรากฏขึ้นในครรลองสายตา ฟางจื่อหลานก็ไม่อาจกลั้นความตื้นตันเอาไว้ได้ นางกุมมืออวี๋เจ๋อฟางพลางน้ำตาคลอเบ้าด้วยความดีใจ
หลี่เจี้ยนโบเองก็เช่นกัน หลายวันที่ผ่านมาเขาเป็นกังวลเรื่องหลี่เยว่หานมากเพียงใดมีแต่เขาที่รู้ ตอนนี้ดีเหลือเกิน… พวกเขาปลอดภัยกลับมาเสียที!