ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 598 พาน้องสาวมาเที่ยวหอคณิกา
บทที่ 598 พาน้องสาวมาเที่ยวหอคณิกา
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาห้องระดับหยกแล้วกัน” หลี่เยว่หานไม่ได้เรื่องมากนัก ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้มาทุกวัน แม้ว่าเบื้องหลังนางจะเป็นเจ้าของหอฝานเทียนแห่งนี้ แต่นางก็ไม่ปล่อยให้ห้องระดับสวรรค์ว่างทิ้งไว้เฉย ๆ เพื่อรอนางเพียงคนเดียว
“แต่ว่า… ห้องระดับหยกก็มีแขกแล้วเจ้าค่ะ…” แม่เฒ่าเนี้ยเป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน แต่เมื่อต้องมาเจอกับสถานการณ์ ‘เทพเซียนตีกัน คนธรรมดาซวย’ เช่นนี้ หากหลี่เยว่หานเป็นคนพูดง่ายก็คงไม่เท่าไหร่
ทว่าคนทั้งเมืองหลวงใครบ้างจะไม่รู้ว่าฮั่นหรงฟูเหริน หรือฉีหวังเฟยผู้นี้ไม่ใช่คนที่ใครจะมาล่วงเกินได้ง่าย ๆ นางเป็นเพียงสตรีแต่กลับคิดค้นวิชาถลุงเกลือจากนาเลน ทั้งยังสร้างโรงงานผลิตน้ำมันพืชขึ้นในเมืองหลวงอีกหลายแห่ง
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังมีร้านค้าในครอบครองกว่าห้าสิบแห่ง ซึ่งแต่ละแห่งล้วนกิจการรุ่งเรืองจนคนอิจฉาตาร้อน
นี่ไม่ใช่สิ่งที่สตรีธรรมดาจะทำได้ บรรดาคนที่เคยทำธุรกิจกับนางต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พระชายาผู้นี้เก่งกาจและน่าเกรงขามยิ่งนัก!
“วันนี้หอฝานเทียนกิจการดีปานนี้เชียว?” แม้แต่หลี่เยว่หานยังรู้สึกแปลกใจ
เพราะยอดใช้จ่ายขั้นต่ำของห้องระดับสวรรค์และห้องระดับหยกนั้นสูงถึงห้าร้อยตำลึง แม้แต่คุณชายเสเพลอย่างสวีซิ่งอี้ก็อาจจะไม่กล้าเหมาห้องไว้นาน ๆ
“ใช่เจ้าค่ะ หลายวันมานี้ห้องทั้งสองมีผู้สูงศักดิ์เหมาไว้ ได้ยินว่าเป็นคหบดีจากต่างถิ่น ทุ่มเงินให้หอฝานเทียนทีเดียวห้าพันตำลึง บอกว่าจะพักที่เมืองหลวงไปจนกว่าจะสิ้นฤดูหนาว ตอนนี้ก็พักมาได้หลายวันแล้วเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานไม่ได้แสดงอาการโกรธเคือง แม่เฒ่าเนี้ยก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก “พวกเรายังมีห้องรับรองอื่นอีก เดี๋ยวข้าจะพาพระชายาไปเองเจ้าค่ะ!”
“หืม?” หลี่เยว่หานขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “เมื่อกี้เจ้าบอกว่าเป็นคหบดีจากต่างถิ่นอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้าค่ะ” แม่เฒ่าเนี้ยพยักหน้า “ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ภัตตาคารแปดเซียนดี ๆ ก็ไม่ไปพัก หรือบรรดาห้องพักในเมืองก็มีตั้งเยอะแยะกลับไม่ไป แต่กลับพาคนมาปักหลักอยู่ที่หอฝานเทียนของพวกเรา แถมแต่ละวันยังใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมาก แต่ที่น่าแปลกคือพวกเขาไม่เรียกหญิงคณิกาเลยสักคน ดูท่าทางแล้ว… เหมือนจะไม่ใช่คนของแคว้นตงฮั่นเราด้วยเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานดูอารมณ์ดี และสวีอวิ้นเอ๋อร์ที่อยู่ข้าง ๆ ก็ไม่ได้ว่าอะไร แม่เฒ่าเนี้ยที่เริ่มผ่อนคลายจึงพรรณนาออกมาเสียยืดยาว
“เราไม่เอาห้องรับรองแล้วล่ะ จัดโต๊ะเล็ก ๆ ตรงระเบียงให้เราก็พอ เดี๋ยวคุณชายสวีกับคุณชายเวินก็คงตามมา เจ้าจำไว้ว่าถ้าพวกเขามาถึงก็ให้พามาที่โต๊ะได้เลย” พูดจบ หลี่เยว่หานก็ส่งตำลึงเงินก้อนเล็กให้แม่เฒ่าเนี้ย
คนทำอาชีพนี้มีใครบ้างไม่ตาโตเมื่อเห็นเงิน?
แม่เฒ่าเนี้ยรู้สึกตื้นตันที่หลี่เยว่หานดูจะพูดง่ายกว่าแต่ก่อน แถมยังได้รางวัลอีก จึงยิ้มแก้มปริรีบจัดแจงโต๊ะที่เห็นทิวทัศน์ดีที่สุดให้ ก่อนจะบิดเอวคอดกิ่วไปกำชับห้องครัวให้เตรียมอาหารเลิศรสด้วยตัวเอง
เมื่อแม่เฒ่าเนี้ยคล้อยหลังไป สวีอวิ้นเอ๋อร์ก็แอบดึงชายเสื้อหลี่เยว่หานแล้วถามเบา ๆ “พี่เยว่หาน ท่านคุ้นเคยกับที่นี่มากเลยหรือเจ้าคะ?”
“ข้ามักจะมาฝากท้องที่นี่บ่อย ๆ น่ะ” หลี่เยว่หานกุมมือสวีอวิ้นเอ๋อร์ไว้ “อาหารของหอฝานเทียนรสชาติถูกปากมากทีเดียว!”
“ข้าเห็นแม่เฒ่าเนี้ยคนนั้นดูจะเกรงใจท่านมากเลยนะเจ้าคะ?” สวีอวิ้นเอ๋อร์เพิ่งเคยมาสถานที่รื่นรมย์เช่นนี้เป็นครั้งแรก จึงอดไม่ได้ที่จะชะเง้อหน้ามองไปทั่วด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ยิ้มบาง ๆ “เถ้าแก่เนี้ยคนนี้เคยถูกข้าสั่งสอนมาก่อน พอเห็นข้าอีกก็เลยต้องเรียบร้อยเป็นธรรมดา”
“แล้วพวกเขาไม่รู้หรือเจ้าคะว่าท่านคือเจ้าของ?” สวีอวิ้นเอ๋อร์เพิ่งนึกขึ้นได้
“เจ้าคิดว่าข้าจะให้คนอื่นรู้หรือว่าข้าที่เป็นสตรีเป็นเจ้าของสถานบันเทิงเริงรมย์เช่นนี้?” หลี่เยว่หานมักจะแสดงความใจดีและอ่อนโยนเสมอเมื่ออยู่กับสวีอวิ้นเอ๋อร์
เมื่อเวินเทียนเหล่ยและสวีซิ่งอี้เดินเข้ามา ก็เห็นทั้งสองคนนั่งเคี้ยวเมล็ดแตงโมคุยกันอย่างสบายอารมณ์ ทำให้พวกเขาต้องรีบปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม
“เจ้าก้อนหิน เยว่หานเป็นแขกประจำของที่นี่งั้นรึ?” สวีซิ่งอี้กระซิบถามเวินเทียนเหล่ย
“ก่อนที่นางจะก้าวเข้ามาที่นี่ อาหารของหอฝานเทียนทั้งเรียบง่ายและจืดชืด” เวินเทียนเหล่ยกล่าว “พ่อครัวใหญ่ของหอฝานเทียนจะมีฝีมืออย่างทุกวันนี้ได้ ก็เพราะเยว่หานลงมาติชมรสชาติด้วยตัวเองทั้งนั้น”
สวีซิ่งอี้ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง
แม้เขาจะรู้ว่าหลี่เยว่หานชอบมาทานข้าวที่นี่ แต่ตั้งแต่รู้จักกันมา เขาก็เห็นนางยุ่งอยู่กับงานหลายอย่างจนแทบไม่มีเวลามาหอฝานเทียน เขาเคยคิดว่าเป็นแค่ข่าวลือเสียด้วยซ้ำ นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องจริง!
สุราของหอฝานเทียนนั้นเป็นเลิศ แต่อาหารกลับยอดเยี่ยมยิ่งกว่า! ตอนที่สวีซิ่งอี้กลับมาจากชนบทและมาที่นี่ครั้งแรก เขาไม่มีกะจิตกะใจจะดื่มเหล้ากับสาว ๆ เลยด้วยซ้ำ มัวแต่ตั้งหน้าตั้งตากินจนเดินพุงกางออกจากร้านเหมือนวันนี้ไม่มีผิด
แต่นี่เขาเพิ่งจะรู้หรือว่า อาหารที่เลิศรสปานนี้เป็นผลงานของหลี่เยว่หาน?
“ไปกันเถอะ อย่ามัวแต่ยืนบื้ออยู่เลย” เวินเทียนเหล่ยเห็นสวีซิ่งอี้อ้าปากค้างจนแทบจะถึงพื้นก็อดหัวเราะไม่ได้
นี่มันแค่เริ่มต้นเท่านั้น สิ่งที่น่าทึ่งในตัวผู้หญิงอย่างหลี่เยว่หานยังมีอีกตั้งมากมาย สวีซิ่งอี้นี่ช่างไม่เคยเห็นโลกกว้างเอาเสียเลย!
“ทางนี้ ๆ !” สวีอวิ้นเอ๋อร์ตาไว นางรีบยืนขึ้นและกวักมือเรียกพวกเขาทั้งสองคนทันที
“โอ้… แม่นางคนนี้หน้าตาแฉล้มแช่มช้อยยิ่งนัก เป็นคนใหม่สินะจ๊ะ~” จังหวะนั้นเอง มีขี้เมาคนหนึ่งเดินโงนเงนกอดแม่นางโลมผ่านมา เมื่อได้ยินเสียงของสวีอวิ้นเอ๋อร์ เขาก็หรี่ตาที่ปรือด้วยฤทธิ์สุราแล้วเดินตรงเข้ามาหา
แม่นางโลมคนนั้นพอเห็นหลี่เยว่หานนั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เข้าใจสถานการณ์ทันที นางรีบกรอกเหล้าเข้าปากขี้เมาคนนั้นแล้วออดอ้อน “นายท่าน มีน้องหญิงอยู่ทั้งคนแล้ว ทำไมยังต้องมองหาแม่นางคนอื่นอีกล่ะเจ้าคะ~” เสียงของนางทั้งหวานและออดอ้อนจนน่าหลงใหล
“ไปพ้น ๆ !” ขี้เมาคนนั้นถลึงตาใส่แม่นางโลม “ข้ามีเงิน วันนี้ข้าอยากได้สองคน!” พูดจบเขาก็ผลักแม่นางโลมที่บอบบางคนนั้นออกไป แล้วเอื้อมมือจะมาคว้าตัวสวีอวิ้นเอ๋อร์
สวีอวิ้นเอ๋อร์มัวแต่ทักทายพี่ชายและเวินเทียนเหล่ย ส่วนหลี่เยว่หานเองก็ไม่ได้สังเกตเห็นขี้เมาคนนี้ในตอนแรก
ในขณะที่มือของขี้เมาคนนั้นกำลังจะถึงแขนเล็ก ๆ ของสวีอวิ้นเอ๋อร์ ก็มีชายคนหนึ่งโผล่มาจากที่ใดไม่ทราบเข้าขวางไว้ มือของขี้เมาจึงคว้าหมับเข้าที่หน้าอกของชายคนนั้นแทน
ขี้เมาตาค้างไปครู่ใหญ่ พยายามนึกว่าสิ่งที่เขาคว้าได้คืออะไร
ตอนนี้สวีอวิ้นเอ๋อร์รู้สึกตัวแล้ว นางรีบมุดเข้าไปในอ้อมกอดของหลี่เยว่หานด้วยความหวาดกลัว สวีซิ่งอี้เองก็ลืมความรู้สึกอึดอัดที่พุงไปจนสิ้น เขาฉุดแขนเวินเทียนเหล่ยแล้วรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาทันที
“จะไสหัวไปดี ๆ ไหม?” ชายลึกลับถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“แกเป็นใคร!” ขี้เมาผลักชายคนนั้นออกไป แต่เขากลับไม่ขยับเลยสักนิด มีแต่ตัวเองที่เซแซด ๆ ถอยหลังไปหลายก้าวเกือบจะล้มพับ “บัดซบ! แกรู้ไหมว่าข้าเป็นใคร ข้าคือ…”
“ไอ้ซุนเผิง ไอ้ลูกเต่าเอ๊ย กล้าดีอย่างไรมาแตะต้องน้องสาวข้า!” สวีซิ่งอี้มาถึงพอดี เขากระโดดถีบเข้ากลางอกจนขี้เมาล้มคว่ำลงกับพื้น
ซุนเผิงตั้งท่าจะด่าสวน แต่พอเห็นว่าเป็นสวีซิ่งอี้ ต่อให้เมาแค่ไหนเขาก็ตัวสั่นด้วยความกลัว รีบหันไปตวาดแม่นางโลมที่เขาเพิ่งผลักไสไปเมื่อครู่ “นังบ้า! มัวทำอะไรอยู่ รีบมาพยุงข้าสิ!”
แต่แม่นางโลมคนนั้นกลับไม่สนใจ นางเบะปากใส่แล้วสะบัดก้นเดินหนีไปทันที
“…” ซุนเผิงเบิกตาค้าง ไม่อยากจะเชื่อว่าหญิงคณิกาจะกล้าเมินเขาขนาดนี้!
ทว่ายังไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อ สวีซิ่งอี้ก็หิ้วคอเสื้อเขาขึ้นจากพื้นแล้วก้าวอาด ๆ ออกไปทันที
พอถึงประตูหน้าหอฝานเทียน สวีซิ่งอี้ก็เหวี่ยงร่างของซุนเผิงที่ผอมกะหร่องและทรุดโทรมจากการเสพกาม ลงไปบนพื้นหิมะอย่างไม่ใยดี
แต่พอเดินกลับเข้ามา สวีซิ่งอี้ก็ถึงกับพูดไม่ออก!
ชายผู้นั้นที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ ทำไมถึงได้นั่งคุยกับสหายของเขาอย่างสนุกสนานหน้าตาเฉยเช่นนั้นเล่า!!!