ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 599 ฝันร้ายหรือเปล่า?
บทที่ 599 ฝันร้ายหรือเปล่า?
“ถอยไปไกล ๆ เลย!” สวีซิ่งอี้เดินเข้าไปหาชายคนนั้นแล้วทำหน้าถมึงทึงขับไล่ไสส่งทันที
“ท่านพี่ทำอะไรของท่านน่ะ!” สวีอวิ้นเอ๋อร์เป็นคนแรกที่แสดงความไม่พอใจ “คุณชายหลินเพิ่งจะช่วยข้าไว้ ท่านทำกิริยาเช่นนี้กับเขาได้อย่างไร!”
ในขณะที่พูดอยู่นั้น คุณชายหลินก็ได้ลุกขึ้นยืน พร้อมกับประสานมือคารวะสวีซิ่งอี้อย่างสุภาพนบนอบ “ผู้น้อยมีนามว่าหลินเฟิง ยินดีที่ได้พบและขออภัยที่เสียมารยาทด้วย”
“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะมีมารยาทหรือไม่!” สวีซิ่งอี้กล่าวพลางออกแรงดันตัวสวีอวิ้นเอ๋อร์ให้ไปนั่งอีกฝั่งของหลี่เยว่หาน ส่วนตนเองก็นั่งลงข้าง ๆ หลินเฟิงแทน
เดิมทีสวีอวิ้นเอ๋อร์นั่งอยู่ทางด้านซ้ายของหลี่เยว่หาน โดยมีหลินเฟิงนั่งอยู่ห่างออกไปเพียงครึ่งช่วงแขน ส่วนเวินเทียนเหล่ยนั่งอยู่ทางขวามือของนาง ทว่าการกระทำของสวีซิ่งอี้ที่เบียดแทรกสวีอวิ้นเอ๋อร์ไปไว้ตรงกลางระหว่างหลี่เยว่หานกับเวินเทียนเหล่ย ทำให้บรรยากาศในตอนนั้นดูอึดอัดขึ้นมาทันที
“ดูเหมือนคุณชายท่านนี้จะมีอคติกับผู้น้อยเสียแล้ว” หลินเฟิงไม่ได้โกรธเคือง เขายังคงรักษาท่าทีภูมิฐานก่อนจะลุกขึ้นยืนและกล่าวกับทั้งสามคนที่เหลือเว้นเพียงสวีซิ่งอี้ “ผู้น้อยได้เหมาห้องระดับสวรรค์และระดับหยกไว้แล้ว หากทุกท่านรู้สึกว่าชั้นล่างวุ่นวายเกินไป สามารถขึ้นไปหาผู้น้อยที่ด้านบนได้เสมอ ตอนนี้ขอลาก่อน”
พูดจบ หลินเฟิงก็ค้อมศีรษะให้เล็กน้อยอย่างมีมารยาทก่อนจะเดินจากไป
สวีอวิ้นเอ๋อร์มองตามหลังเขาไป มือเล็ก ๆ กุมอยู่ที่หน้าอก ดวงตาจับจ้องจนแทบไม่กะพริบ
สวีซิ่งอี้เห็นดังนั้นก็ยิ่งเดือดดาล เขาโน้มตัวลงไปเอาหน้าจ่อตรงหน้าสวีอวิ้นเอ๋อร์ทันที “มองอะไรนักหนา! เป็นหญิงสาวแท้ ๆ กลับจ้องผู้ชายตาเขม็งเช่นนี้ ไม่รู้จักอายบ้างหรืออย่างไร!”
สวีอวิ้นเอ๋อร์ถลึงตาใส่ ก่อนจะใช้มือผลักหน้าสวีซิ่งอี้อย่างเต็มแรงและกดเขากลับลงไปนั่งบนเก้าอี้ จากนั้นก็นั่งหันหลังให้ไม่ยอมพูดจาด้วยอีก
หลี่เยว่หานเห็นการหยอกล้อของสองพี่น้องอย่างชัดเจน นางอดไม่ได้ที่จะสบตากับเวินเทียนเหล่ยแล้วยิ้มออกมา ทั้งสองเริ่มชวนสวีอวิ้นเอ๋อร์คุยโน่นคุยนี่พร้อมกัน ปล่อยให้สวีซิ่งอี้นั่งหน้าบึ้งถูกเมินอยู่คนเดียว
สวีซิ่งอี้เฝ้ารอให้สหายทั้งสองมาปลอบใจ แต่กลับกลายเป็นว่าทั้งสองกลับทำให้เขาโมโหรุนแรงยิ่งกว่าน้องสาวเสียอีก เพราะพวกเขาเมินเขาไปเลยเสียดื้อ ๆ!
“นี่ พวกเจ้าสั่งอาหารกันหรือยัง!” สวีซิ่งอี้จำต้องหาเรื่องคุย
“ยังหรอก เดี๋ยวเถ้าแก่เนี้ยคงจัดการเอง” หลี่เยว่หานตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง นางมัวแต่สาละวนอยู่กับการอวดถุงมืออุ่นที่ลวดลายงดงามกับสวีอวิ้นเอ๋อร์
“แล้วเหล้าล่ะ!” สวีซิ่งอี้เริ่มเพิ่มเสียงดังขึ้น ด้วยหวังว่าพวกเขาจะสังเกตเห็นว่าเขากำลังไม่พอใจ
“เมื่อครู่ที่โรงเตี๊ยมปาเซียนยังดื่มน้ำไม่พออีกหรือ ถึงยังอยากจะดื่มเหล้าอีก?” เวินเทียนเหล่ยเหล่มองเขาก่อนจะพูดต่อ “เดี๋ยวพนักงานเดินโต๊ะมา เจ้าก็ให้เขานำทางเจ้าไปเสียหน่อยนะ”
สวีซิ่งอี้ทำหน้างง “ทำไมต้องนำทาง?”
“จะได้ไม่ต้องรีบร้อนหาห้องสุขาไม่เจออย่างไรเล่า!” พอเวินเทียนเหล่ยพูดจบก็หัวเราะร่าออกมา
หลี่เยว่หานและสวีอวิ้นเอ๋อร์เองก็กลั้นขำไม่อยู่พากันหัวเราะเสียงดัง สวีซิ่งอี้ถึงได้รู้ตัวว่าทั้งสามคนร่วมมือกันแกล้งเขา! เขาจึงกอดอกพิงพนักเก้าอี้นุ่มแล้วทำท่าทางแง่งอน
“นี่ โกรธจริงจังไปได้” เวินเทียนเหล่ยลุกขึ้นมานั่งข้าง ๆ สวีซิ่งอี้ “พวกเราแค่ล้อเล่นกันเท่านั้น หากเจ้าไม่ขำพวกเราก็ต้องขออภัย อย่าโกรธไปเลย ไม่อย่างนั้นเนื้อในพุงเจ้าจะอึดอัดเอาได้นะ!” พูดจบ เวินเทียนเหล่ยก็เอามือตบเบา ๆ ที่พุงป่อง ๆ ของสวีซิ่งอี้
“เจ้าเลิกพูดไปเลย” สวีซิ่งอี้ทำหน้าเศร้าทันที “ข้าจะอิ่มจนตายอยู่แล้ว เมื่อครู่ยังต้องหิ้วไอ้ลิงเหี่ยวซุนเผิงออกไปทิ้งอีก หากข้าไม่มีใจที่เด็ดเดี่ยวปานนี้ ข้าคงอ้วกใส่หน้ามันไปแล้ว!”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานจึงกวักมือเรียกพนักงานเดินโต๊ะมาคนหนึ่ง “ช่วยหาซานจาให้ข้าสักสิบผล แกะเมล็ดออกแล้วตำให้ละเอียดคั้นเป็นน้ำผสมใส่กามาให้ข้าทีนะ” พูดเสร็จนางก็ส่งเศษเงินเล็ก ๆ เป็นรางวัลให้
พนักงานเดินโต๊ะคุ้นหน้าหลี่เยว่หานเป็นอย่างดี รู้ดีว่าพระชายาผู้นี้มือหนักให้รางวัลเก่ง จึงรีบรับคำด้วยความยินดีแล้วถอยออกไป
“เอาน้ำซานจามาผสมน้ำเนี่ยนะ รสชาติมันจะพอกินได้หรือ?” สวีซิ่งอี้บ่นพลางรู้สึกพะอืดพะอมที่คอ
“ซานจาช่วยย่อยอาหาร เมื่อครู่เรากินหม้อไฟกันไปไม่น้อย” หลี่เยว่หานวางถุงมืออุ่นของตนและสวีอวิ้นเอ๋อร์ลงก่อนจะกล่าวต่อ “อากาศหนาวเช่นนี้ ซานจาคงเย็นจัด หากนำมาคั้นแล้วชงด้วยน้ำร้อนจะช่วยทั้งย่อยอาหารและทำให้อบอุ่นร่างกายด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้น สวีซิ่งอี้ที่เพิ่งโวยวายว่าอิ่มจนแทบกินอะไรไม่ลงอีกแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลาย
เขาเริ่มรู้สึกว่าตนเองเสียหน้าที่ดูเหมือนคนเห็นแก่กิน จึงหันไปถามเวินเทียนเหล่ย “พี่เยว่หานเก่งเรื่องงานครัวแบบนี้มาตลอดเลยหรือ?”
“ข้าบอกแล้วไง ว่าฝีมือพ่อครัวหอฝานเทียนพัฒนาขึ้นมาได้ก็เพราะเยว่หานนี่แหละ” ในขณะที่กำลังสนทนากัน พนักงานเดินโต๊ะก็นำอาหารมาเสิร์ฟพอดี
แม่เถ้าแก่เนี้ยเป็นคนช่างสังเกต ตั้งแต่หลี่เยว่หานก้าวเข้ามา นางก็ได้กลิ่นหม้อไฟติดตัวมาด้วย จึงเดาได้ว่าคงทานอาหารค่ำกันมาแล้ว ประกอบกับเห็นสวีอวิ้นเอ๋อร์เอามือกุมพุงอยู่บ่อยครั้ง ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของนาง
ดังนั้น อาหารที่นางจัดมาให้จึงล้วนเป็นจานผักและเครื่องเคียงที่รสชาติเบาบางและสดชื่น ทั้งยังแถมสุรากุ้ยฮวามาให้อีกกาหนึ่ง ซึ่งเป็นการจัดการที่ถูกใจทุกคนยิ่งนัก
แม้แต่สวีซิ่งอี้ที่บ่นว่าอิ่มจนถึงคอหอย ก็ยังอดใจไม่ไหวหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเครื่องเคียงเข้าปากไปหลายคำ
ห้องโถงกลางของหอฝานเทียนเดิมทีเต็มไปด้วยนักดื่ม แต่หลังจากหลี่เยว่หานเข้ามาดูแล นางได้สั่งให้สร้างเวทีขึ้นที่ใจกลางโถง และที่นี่ก็มีหญิงนางโลมที่เป็นนักสังคีต คอยขับขานบทเพลงเพียงอย่างเดียว
น่าเสียดายที่แต่ก่อนเหล่านักสังคีตจะได้รับโอกาสอวดฝีมือก็ต่อเมื่อมีแขกเรียกใช้เท่านั้น และบ่อยครั้งที่ต้องเผชิญกับแขกที่ไร้มารยาทลวนลาม จนเกิดเรื่องวุ่นวายอยู่บ่อยไป
แต่เมื่อหลี่เยว่หานสร้างเวทีขึ้นมา ทุกคืนเหล่านักสังคีตจะผลัดกันขึ้นเวที ใครร้องดีก็ได้รางวัลจากแขก ใครร้องไม่ดีก็กลับไปฝึกฝนใหม่ แม้จะไม่เข้มงวดเท่าโรงละคร แต่ก็นับว่าความปลอดภัยของพวกนางมีมากขึ้น
และหากนักสังคีตคนไหนร้องได้ดี เมื่อลงจากเวทีก็อาจถูกเชิญไปยังห้องรับรองเพื่อขับขานให้แขกฟังเป็นการส่วนตัว แขกที่รู้มารยาทก็จะปฏิบัติตามกฎ ส่วนใครที่ไม่รักษากฎ พนักงานของที่นี่ก็ไม่ใช่คนที่จะรังแกได้ง่าย ๆ
โดยรวมแล้ว วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับเหล่านักสังคีต แต่ยังสร้างรายได้เสริมให้กับหอฝานเทียนอย่างเป็นกอบเป็นกำ
คืนนี้หลี่เยว่หานมาที่นี่เพราะอยากจะฟังเสียงร้องที่อ่อนละมุนของเหล่าแม่นางทั้งหลาย ช่วงที่ผ่านมานางเหนื่อยเกินไปและแบกรับภาระหนักจนตึงเครียด วันนี้พอจะมีเวลาว่างบ้าง จึงอยากจะหาความสำราญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ตัวเอง เพราะเมื่อกลับถึงจวนนางก็ต้องไปดูแลอาอี้และอานิ่ง สองเจ้าตัวน้อยนั่นต่อ
ตอนนี้อาอี้เริ่มพูดเป็นคำง่าย ๆ ได้แล้ว ส่วนอานิ่งเองก็เริ่มเตาะแตะไปได้สองสามก้าว แม้อานิ่งจะตัวเล็กและดูซูบผอมมาตลอด แต่ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดของหลี่เยว่หานและการบำรุงของหมอกู่ ร่างกายของอานิ่งจึงดูแข็งแรงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก
ด้วยเหตุนี้ หลี่เยว่หานที่เดิมทีเฝ้าตรวจบัญชีอยู่แต่ในจวน จึงสามารถเบาใจและออกมาตรวจตราที่ร้านค้าต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง
บนเวที แม่นางคนหนึ่งกำลังขับร้องบทเพลงที่พรรณนาถึงความรักมั่นคงของหนุ่มสาว หลี่เยว่หานฟังไปพลางหลับตาลงอย่างสบายอารมณ์
เมื่อพนักงานเดินโต๊ะยกน้ำซานจามาเสิร์ฟ เวินเทียนเหล่ยและสวีซิ่งอี้ต่างส่งสัญญาณให้พนักงานเดินโต๊ะเบามือที่สุด สวีซิ่งอี้บรรจงรินน้ำซานจาลงในถ้วยของตนเองอย่างแผ่วเบา เมื่อลองชิมดูแล้วเขาก็รีบเติมลงในถ้วยของหลี่เยว่หานเป็นคนแรก ก่อนจะวางกาน้ำลง
สวีอวิ้นเอ๋อร์เบิกตากว้างมองพี่ชายด้วยความขุ่นเคือง
‘แล้วของข้าล่ะ! ทำไมข้าถึงไม่มี!’
สวีซิ่งอี้ทำเสียงขึ้นจมูกเป็นเชิงบอกว่า ‘อยากได้ก็ทำเองสิ!’
เวินเทียนเหล่ยเห็นเช่นนั้นจึงหลุบตาลงเล็กน้อย และอาสาเติมน้ำซานจาให้สวีอวิ้นเอ๋อร์ ก่อนจะรินให้ตนเอง
ประจวบเหมาะกับที่เพลงบนเวทีจบลง เสียงโห่ร้องชื่นชมและเสียงนกหวีดดังระงมไปทั่ว ทำให้หลี่เยว่หานสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ
“เป็นอะไรไปเจ้าคะ ฝันร้ายหรือเปล่า?” สวีอวิ้นเอ๋อร์ไม่มัวแต่ต่อล้อต่อเถียงกับพี่ชาย รีบหันมาปลอบโยนหลี่เยว่หานทันที
“เปล่า… ไม่มีอะไร…” หลี่เยว่หานโบกมือปฏิเสธ นางหยิบถ้วยน้ำตรงหน้าขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด จากนั้นก็ลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม
“ข้าขอตัวกลับก่อนนะ”
พูดจบ โดยไม่รอให้ทั้งสามคนทันได้โต้ตอบ หลี่เยว่หานก็รีบเดินจ้ำอ้าวตรงไปที่หน้าประตูทันที