ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 604 เซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่
บทที่ 604 เซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่
หลี่เยว่หานมีเวลาอยู่กับลูกน้อยมากจริง ๆ
หลังจากที่เมิ่งฉีฮ่วนพาคนอย่างหลี่เจี้ยนโบไปยังอำเภอฮัวซี นางก็ต้องวุ่นอยู่กับการตรวจบัญชีและตรวจสอบตัวเลขตลอดทั้งวัน หากไม่มีอะไรทำก็ต้องไปตระเวนดูร้านรวงต่าง ๆ บางครั้งแม้แต่เวลากินข้าวก็ทำได้เพียงกินประทังหิวไปคำสองคำเท่านั้น
ถึงแม้ภายใต้อาณัติจะมีผู้ดูแลร้านอวี้ ผู้ดูแลร้านเยว่ และยังมีตระกูลหลิ่วคอยช่วยจัดการ แต่เรื่องที่ต้องส่งต่อมาถึงมือหลี่เยว่หานก็ไม่ได้น้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว
อีกทั้งหลี่เยว่หานยังคิดเสมอว่านางไม่ได้มีหัวการค้าเท่าไรนัก เพราะสิ่งที่นางถนัดหาใช่การทำธุรกิจไม่
แต่หลี่เจี้ยนโบนั้นต่างออกไป ในฐานะศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยและเจ้าของสำนักงานกฎหมาย เขามีความอ่อนไหวต่อตัวเลขและพันธสัญญาต่าง ๆ สูงมาก ประสิทธิภาพการทำงานจึงเป็นสิ่งที่หลี่เยว่หานมิอาจเทียบเคียงได้
ดังนั้นเมื่อเมิ่งฉีฮ่วนพาหลี่เจี้ยนโบจากไป หลี่เยว่หานจึงยุ่งจนบางครั้งในหนึ่งวันแทบไม่มีเวลาไปหาลูกเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เมิ่งอิงหนิงพูดถูก แม้หลี่เยว่หานจะมีเวลาอยู่กับพวกเขาสองพี่น้องมากกว่าเมิ่งฉีฮ่วน แต่ก็ไม่ได้มากกว่ากันสักเท่าไรนัก…
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หลี่เยว่หานรู้สึกขอบตาเริ่มร้อนผ่าว “นับจากนี้ไป แม่จะไม่ยอมพลาดทุกวันสำคัญในชีวิตของพวกเจ้าสองพี่น้องอีกแล้ว!”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงสั่นเครือของหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนก็ลืมลูกชายลูกสาวไปเสียสนิท เขารีบลุกขึ้นประคองใบหน้าของหลี่เยว่หานไว้ในอุ้งมือ “พูดอยู่ดี ๆ ไยถึงจะร้องไห้เล่า อานิ่งพูดได้แล้วถือเป็นเรื่องดีนะ”
หากเขาไม่พูดก็ยังพอทน แต่พอเขาเอ่ยขึ้นมา น้ำตาของหลี่เยว่หานก็ร่วงเผาะลงมาทันที
เมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิงจูงมือกันเดินมาข้างกายมารดา อานิ่งดึงชายเสื้อของหลี่เยว่หานเบา ๆ แล้วเอ่ยเสียงค่อย “ท่านแม่… ดี”
“แล้วท่านพ่อไม่ดีหรือ!” เมิ่งฉีฮ่วนแย้งขึ้นตามสัญชาตญาณ
“อื้อ!” เมิ่งอิงหนิงพยักหน้าอย่างจริงจัง
หลี่เยว่หานหลุดหัวเราะออกมาทันที “เขามักจะบอกกันว่าลูกสาวคือเสื้อนวมตัวน้อยของบิดา อานิ่งเสื้อนวมตัวนี้ ท่านก็ต้องใส่ให้ดี ๆ นะ!”
ได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ถอนหายใจ “ต่อไปพ่อจะอยู่กับพวกเจ้าสองพี่น้องให้มากขึ้น ห้ามบอกว่าพ่อไม่ดีอีกนะ!”
ในที่สุดเมิ่งสืออี้ก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ “ท่านพ่อ อานิ่งบอกว่าท่านไม่ดี เพราะท่านไม่ค่อยอยู่บ้านเป็นเพื่อนท่านแม่ต่างหากเล่า”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร” เมิ่งฉีฮ่วนถาม
“ข้าเป็นพี่ชายของอานิ่ง ข้าย่อมรู้ดี! และพวกเราต่างก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน!” พูดจบเขาก็ยืดอกน้อย ๆ อย่างภาคภูมิใจ
บิดามารดาของพวกเขาล้วนเป็นคนฉลาดเฉลียว เมื่อได้ยินเมิ่งสืออี้พูดเช่นนั้น ดวงตาสองคู่ก็จับจ้องไปที่ลูกชายทันที “พวกเจ้าคิดเหมือนกันอย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นแสดงว่าอานิ่งพูดได้ตั้งนานแล้วใช่ไหม?” หลี่เยว่หานถาม
เมิ่งสืออี้เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองหลุดปากจนเกินเลยไป จึงรีบหดคอลงแล้วตอบเสียงเบา “ก็อานิ่งไม่ให้บอกนี่นา…”
“ทำไมล่ะ?” เมิ่งฉีฮ่วนถามต่อ
“ก็เพราะท่านพ่อท่านแม่มักจะไม่อยู่บ้าน น้องสาวเลยตั้งใจจะให้เป็นเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่แก่พวกท่านอย่างไรเล่า!” เมิ่งสืออี้ฉีกยิ้มกว้างอย่างน่าตี
เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานสบตากัน ในแววตาของทั้งคู่ต่างมีความรู้สึกผิดปรากฏอยู่
พวกเขามีเวลาให้พี่น้องคู่นี้น้อยเกินไปจริง ๆ
ตอนที่เด็กทั้งสองเกิดได้ไม่นาน พวกเขาก็ต้องจากเมืองหลวงไป โชคดีที่ตอนนั้นมีอวี๋เจ๋อฟางและภรรยาคอยดูแลอย่างถ้วนถี่ มิเช่นนั้นก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะฝากลูกทั้งสองไว้กับใคร
และเมื่ออุตส่าห์กลับจากเมืองเทียนซิงอู่เหอมายังเมืองหลวงได้ไม่ทันไร ทั้งคู่ก็ยังต้องไปเยือนอำเภอฮัวซีและอยู่ที่นั่นอีกหลายเดือน
หลังจากที่นาเกลือตัวอย่างในอำเภอฮัวซีเริ่มใช้งานได้ พวกเขาถึงได้กลับมา
ทว่าหลี่เยว่หานก็ยังวุ่นวายอยู่กับธุรกิจ ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนก็ยุ่งอยู่กับการผลักดันระเบียบแบบแผนใหม่ ทั้งคู่ต่างหาเวลาว่างมาอยู่กับลูกได้น้อยเหลือเกิน
มิน่าเล่า เด็ก ๆ ถึงได้มีความอัดอั้นตันใจเช่นนี้
เมื่อคิดได้ดังนั้น ขอบตาของหลี่เยว่หานก็เริ่มแดงอีกครั้ง
“ข้า…”
ขณะที่หลี่เยว่หานกำลังจะพูด เมิ่งอิงหนิงก็ยื่นมือออกมาส่งสัญญาณให้มารดาหยุดฟังก่อน แล้วจึงหันไปมองเมิ่งสืออี้
เมิ่งสืออี้เข้าใจสัญญาณนั้นทันที “ข้ากับน้องสาวมีความคิดเหมือนกัน ท่านพ่อท่านแม่มีธุระสำคัญต้องทำ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องฝืนเจียดเวลามาเพื่อพวกเราโดยเฉพาะ ขอเพียงในใจของท่านมีข้าและน้องสาว และในทุกช่วงเวลาหนึ่ง ให้หาเวลาอยู่กับพวกเราทั้งวันก็เพียงพอแล้ว!”
หลี่เยว่หานซึ้งใจในความรู้ความเข้าใจของลูก ๆ จนน้ำตาไหลพราก นางซบหน้าลงกับฝ่ามือของเมิ่งฉีฮ่วนสะอึกสะอื้นออกมา
เมิ่งฉีฮ่วนเองก็รู้สึกสะท้อนใจ แต่เขาก็มองหน้าเด็ก ๆ อย่างจริงจัง “พ่อกับแม่สัญญา ตราบใดที่เราอยู่ในเมืองหลวง เราจะกินข้าวกับพวกเจ้าทุกวัน และจะอยู่เล่นด้วยก่อนนอน เราจะไม่รอให้ผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งหรอก เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน ตราบใดที่ยังอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน เราจะอยู่ด้วยกันทุกวัน”
เมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิงพยักหน้าพร้อมกัน เด็กทั้งสองยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
หลี่เยว่หานเริ่มสงบสติอารมณ์ได้ นางดึงเจ้าตัวน้อยทั้งสองเข้ามาสวมกอด ทั้งยิ้มและถอนใจด้วยความตื้นตัน
…..
หลังจากได้รับข่าวสารจากเมิ่งฉีฮ่วนและกินมื้อเที่ยงด้วยกันแล้ว หลี่เยว่หานก็ให้หงซิ่วไปแจ้งแก่จีหยาง ให้จับตาดูหลินเฟิงและพรรคพวกอย่างลับ ๆ หากมีความเคลื่อนไหวใดผิดปกติ ให้รีบส่งคนมาแจ้งที่จวนอ๋องทันที
หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนอยู่เป็นเพื่อนแม่ลูกทั้งสามจนพวกเขางีบหลับไปแล้ว เขาก็ลุกขึ้นเข้าวังเพื่อไปรายงานตัว คราวนี้เขาและจิ้นกั๋วกงหลี่เจี้ยนโบเดินทางไปอำเภอฮัวซีเพื่อเริ่มใช้ระเบียบใหม่ เพื่อไม่ให้เหล่าขุนนางตระกูลใหญ่มีโอกาสแอบขัดขวาง เมิ่งฉีฮ่วนจึงต้องเฝ้าดูอย่างเข้มงวด
โชคดีที่มีเมิ่งฉีฮ่วนคอยคุมสถานการณ์ การผลักดันระเบียบใหม่จึงคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านในช่วงแรกแทบไม่เชื่อว่าจะมีเรื่องดีเช่นนี้เกิดขึ้นจริง แต่เมื่อพวกเขาได้รับที่ดินทำกิน และได้รับเมล็ดพันธุ์ฟรีสำหรับเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ทุกคนต่างก็ดีใจราวกับได้ฉลองเทศกาลปีใหม่
เหล่าทหารในกองทัพประจำการละแวกนั้นต่างได้รับจดหมายจากทางบ้าน พวกเขาจึงพากันไปขอลากับผู้บังคับบัญชาล่วงหน้า โดยหวังว่าเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิจะสามารถกลับไปช่วยที่บ้านทำนาได้สักระยะ
เมื่อมีตัวอย่างจากอำเภอฮัวซีนำร่องไปก่อน ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ทรงลดความกังวลในเรื่องระเบียบใหม่ลง ในการประชุมขุนนางช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แม้เสียงคัดค้านจะยังคงหนาหู แต่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นกลับทรงให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทำให้บรรดาขุนนางตระกูลใหญ่เริ่มรู้สึกถึงวิกฤตที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ทางด้านหลี่เยว่หาน นางให้จีหยางคอยจับตาดูหลินเฟิงอยู่ตลอด จนกระทั่งถึงวันที่ยี่สิบของเดือนสิบสอง หลินเฟิงกลับเป็นฝ่ายเข้ามาหาจีหยางเอง
“พระชายาให้คนของท่านคอยตามข้าอยู่ตลอด ตอนนี้การประชุมขุนนางครั้งใหญ่กำลังจะมาถึงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องคอยระแวดระวังกันอีก รบกวนท่านช่วยไปเรียนพระชายาด้วยว่า ข้าพร้อมรอพบการมาเยือนของนางทุกเมื่อ” เมื่อหลินเฟิงเจอจีหยาง เขาก็พูดจาตรงไปตรงมาไม่มีอ้อมค้อม แล้วหันหลังเดินจากไปทันที
หลี่เยว่หานได้ฟังคำบอกเล่าจากจีหยางก็ถึงกับมึนงง “หลายวันมานี้เจ้าถูกเขาจับได้หรือ?”
“ไม่น่าจะใช่นะขอรับ” จีหยางครุ่นคิดอย่างละเอียดก่อนจะปฏิเสธ “แม้ท่านหญิงจะบอกให้ข้าจับตาดูอย่างใกล้ชิด แต่ข้าก็ระมัดระวังมาก ไม่ได้จ้องมองเขาตลอดเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง เพียงแต่คอยสังเกตการณ์เป็นพิเศษเท่านั้น”
“หลินเฟิงถูกฝึกมาเยี่ยงนักรบเดนตายตั้งแต่เด็ก ต่อให้เจ้าไม่ได้ตั้งใจจ้องมอง เขาก็สัมผัสได้” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยขึ้นมา ซึ่งตอนที่จีหยางมาหานั้น หลี่เยว่หานก็ไม่ได้ให้เขาหลบเลี่ยงเมิ่งฉีฮ่วนแต่อย่างใด
เมื่อได้ยินคำของสามี หลี่เยว่หานก็พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะถามว่า “เช่นนั้นเราจะไปพบหลินเฟิงดีหรือไม่?”
“พบ” เมิ่งฉีฮ่วนตอบ “แต่ไม่ใช่เจ้าที่ไปพบ เป็นข้าเอง”
“ทำไมล่ะ?” หลี่เยว่หานเลิกคิ้วถาม
“เพราะเขาเป็นผู้ชาย!” เมิ่งฉีฮ่วนตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“…”
…..
ที่หอฝานเทียน ห้องเทียนจื้ออีห้าว หลินเฟิงและเมิ่งฉีฮ่วนนั่งประจันหน้ากัน ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
เนิ่นนานผ่านไป หลินเฟิงถอนหายใจและเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน “ท่านอ๋องมาด้วยตัวเองเช่นนี้ ข้าประหลาดใจนัก”
“ไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ เจ้าเป็นบุรุษภายนอก เปิ่นหวางย่อมไม่อาจยอมให้พระชายามาพบเจ้าตามลำพังได้” เมิ่งฉีฮ่วนจิบชาอย่างสบายอารมณ์
หลินเฟิงผู้ที่ปกติจะมีสีหน้าเรียบเฉยอยู่เสมอ เมื่อได้ยินประโยคนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะต้องเม้มริมฝีปากแน่น
ฉีหวังผู้นี้… ช่างยั่วโทสะเก่งเสียจริง?