ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 603 วิ่งห้าสิบก้าวหัวเราะเยาะวิ่งร้อยก้าว
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 603 วิ่งห้าสิบก้าวหัวเราะเยาะวิ่งร้อยก้าว
บทที่ 603 วิ่งห้าสิบก้าวหัวเราะเยาะวิ่งร้อยก้าว
“ข้าจะเรียบเรียงให้เจ้าฟังใหม่อีกรอบ” เมื่อเห็นสีหน้ามึนงงของหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนจึงอดไม่ได้ที่จะผ่อนเสียงให้อ่อนโยนลง “เรื่องมันเป็นอย่างนี้… หลังจากเหมาเด๋อซิงหนีออกมาจากชนเผ่าเร่ร่อนในตอนนั้น น้องสาวทั้งสองคนของเขาก็ถูกจับตัวไป เพื่อแลกกับชีวิตของซินเยว่อี พี่สาวอย่างซินเยว่ชิงจึงยอมสละชีพแทน ต่อมาซินเยว่อีได้แต่งงานกับเพื่อนของเหมาเด๋อซิงในชนเผ่า คนผู้นั้นคอยปกป้องสองพี่น้องมาตลอด และนางก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายนามว่าชางว่าง”
“ต่อมา เพื่อนของเหมาเด๋อซิงเสียชีวิตลง พวกผู้ชายในชนเผ่าเร่ร่อนคิดจะครอบครองซินเยว่อี ชางว่างผู้เป็นบุตรชายจึงพลั้งมือฆ่าคนตาย ด้วยเหตุนี้เหมาเด๋อซิงจึงเคยลอบกลับไปที่นั่นครั้งหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่ชางว่างก็ยังไม่รอดชีวิต ส่วนซินเยว่อีก็พำนักอยู่ที่เหลียวปี้เลี่ยตงตั้งแต่นั้น โดยไม่กลับไปที่ชนเผ่าเร่ร่อนอีก”
“ทว่าทางชนเผ่าเร่ร่อนไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์ใด จึงได้ส่งชางว่างตัวปลอมมาอยู่ข้างกายซินเยว่อี ซึ่งนางก็ยอมรับเขาเป็นบุตรชายปลอม ๆ ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ที่เหลียวปี้เลี่ยตงเรื่อยมา จนกระทั่งดินแดนนั้นถูกแคว้นตงฮั่นผนวกรวม และพวกชนเผ่าเร่ร่อนเริ่มกลับมาแผ่อิทธิพลอีกครั้ง ซินเยว่อีเกิดความหวาดกลัวจึงคิดจะหนีออกไปจากที่นั่น” เมิ่งฉีฮ่วนหยุดพูดเพียงเท่านี้ก่อนจะเอ่ยถาม “ฮูหยิน พบจุดน่าสงสัยหรือไม่?”
หลี่เยว่หานไม่ได้พยักหน้าหรือส่ายหน้า แต่นางขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างละเอียดก่อนจะตอบว่า “หากเป็นอย่างที่ท่านว่า หลินเฟิงก็คือชางว่างตัวปลอม หรือก็คือลูกชายกำมะลอของซินเยว่อี ถ้าเช่นนั้นจุดประสงค์ที่ซินเยว่อียอมอยู่ที่เหลียวปี้เลี่ยตงมานานหลายปี ย่อมมีเงื่อนงำให้น่าคิดยิ่งนัก”
“ฮูหยินของข้าช่างเฉลียวฉลาดนัก” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มออกมา “ความจริงแล้วฐานะของซินเยว่อีในตอนนั้นไม่ได้ถูกปิดบังมิดชิดเท่าไรนัก แต่ในเมื่อเหมาเด๋อซิงไม่อยู่ที่ชนเผ่าแล้ว และซินเยว่ชิงก็ตายไปแล้ว ซินเยว่อีจึงกลายเป็นหมากเพียงตัวเดียวที่ใช้ควบคุมเหมาเด๋อซิงได้”
“อย่างไรเสียเหมาเด๋อซิงก็มีฐานะเป็นถึงองค์ชายของชนเผ่าเร่ร่อน ในเผ่านั้นย่อมยังมีผู้จงรักภักดีต่อเขาอยู่บ้าง การเก็บซินเยว่อีไว้จึงไม่เพียงแต่เป็นการรั้งตัวเหมาเด๋อซิง แต่ยังเป็นการควบคุมกลุ่มคนที่เคยติดตามเขาในอดีตด้วย”
“น่าเสียดายที่ซินเยว่อีเป็นเพียงสตรีธรรมดา นางต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การจับตาดูมานานจนเกินจะทนไหว นางจึงเริ่มเคียดแค้นเหมาเด๋อซิง และยอมทำตามคำสั่งของชนเผ่าเร่ร่อน โดยการเลี้ยงดูนักรบเดนตายคนหนึ่งไว้ในฐานะบุตรชาย หากเหมาเด๋อซิงส่งจดหมายมาเมื่อใด นางก็จะส่งข่าวเหล่านั้นให้ทางชนเผ่าทันที”
“หลังจากใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายมานานหลายปี จนกระทั่งเหลียวปี้เลี่ยตงถูกตงฮั่นยึดครองในชั่วข้ามคืน ซินเยว่อีก็เกิดแรงผลักดันที่จะเอาชีวิตรอดอย่างแรงกล้า นางคิดจะพาลูกชายลงใต้หนีไปเสีย แต่เด็กที่นางเลี้ยงดูมากับมือไม่เพียงแต่ปฏิเสธ ทว่ายังนำความลับนี้ไปแจ้งแก่ชนเผ่าเร่ร่อน หากตอนที่คนของเราไปถึงอำเภอฮัวซีช้ากว่านี้เพียงก้าวเดียว ซินเยว่อีคงต้องตายด้วยน้ำมือของลูกชายที่นางชุบเลี้ยงมาเองกับมือแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ลูบปลายนิ้วเล็ก ๆ ของลูกสาวไปมาโดยไม่รู้ตัวพลางเอ่ยว่า “สรุปคือ ที่ซินเยว่อีไม่กลับชนเผ่าแต่เลือกอยู่ที่เหลียวปี้เลี่ยตง แท้จริงแล้วคือแผนการของชนเผ่าเร่ร่อนที่ใช้ทำลายโอกาสไม่ให้เหมาเด๋อซิงกลับไปได้… เรื่องมันง่าย ๆ แค่นี้เองหรือ?”
“ดูเหมือนง่าย แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้น” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวต่อ “ตอนที่เหมาเด๋อซิงหนีออกมา เขาถูกคนวางยาทำร้ายจนสูญเสียความสามารถในการสืบทอดทายาท แต่หลังจากเขาแต่งงานที่อำเภอฮัวซี ภรรยากลับให้กำเนิดเหมาต้า ข่าวนี้ถือเป็นระเบิดลูกใหญ่สำหรับชนเผ่าเร่ร่อน เพราะพวกเขาไม่รู้ว่านั่นไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของเขา หากหลายปีมานี้ซินเยว่อีไม่คอยส่งจดหมายเกลี้ยกล่อมไม่ให้เขากลับไปล่ะก็ บางทีเหมาเด๋อซิงอาจจะกลับไปทวงอำนาจที่ชนเผ่าเร่ร่อนนานแล้ว”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง” หลี่เยว่หานพยักหน้าเข้าใจกึ่งหนึ่ง เรื่องราวในอดีตเหล่านี้ช่างพัวพันยุ่งเหยิง แต่นางก็พอจะมองภาพรวมออกแล้ว น่าเสียดายที่ลูกชายซึ่งซินเยว่อีอยากจะปกป้องจนตัวตาย กลับมีใจภักดีต่อชนเผ่าเร่ร่อนเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีเยื่อใยให้แก่มารดาบุญธรรมผู้นี้เลย
ชางว่างตัวปลอมก็คือหลินเฟิง เขาเป็นนักรบเดนตายของชนเผ่าเร่ร่อน การที่เขาปรากฏตัวที่เมืองหลวงในครั้งนี้ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน!
“ส่วนชางว่างตัวปลอมหรือหลินเฟิงคนนั้น หลังจากซินเยว่อีถูกคนของเราพาตัวไป เขาก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวต่อ “เมื่อดูจากตอนนี้ เขาคงจะออกจากเหลียวปี้เลี่ยตงไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว”
“พวกเขามาที่เมืองหลวงเพื่อจุดประสงค์ใดกัน?” หลี่เยว่หานถามขึ้นตามสัญชาตญาณ
“ตอนนี้ยังไม่แน่ชัด” เมิ่งฉีฮ่วนตอบ “สถานการณ์ชายแดนยังไม่คงที่ ข่าวสารหลายอย่างจึงล่าช้า ข้าเองก็ยากจะได้รับข่าวกรองที่รวดเร็วที่สุดในตอนนี้”
“ช่างวุ่นวายนัก…” หลี่เยว่หานถอนหายใจพลางโอบกอดเมิ่งอิงหนิงในอ้อมอกให้แน่นขึ้น
เดิมทีเมิ่งอิงหนิงจวนจะเคลิ้มหลับอยู่แล้ว แต่พอถูกมารดากอดแน่นเข้า นางก็คล้ายจะรู้สึกตัวขึ้นมา จึงยกมือขึ้นโอบรอบลำคอของหลี่เยว่หานแล้วส่งเสียงเจื้อยแจ้วว่า “ท่านแม่… ไม่กลัว ๆ นะ!”
หลี่เยว่หานถึงกับชะงักไป
เมิ่งฉีฮ่วนเองก็นิ่งอึ้ง
เมิ่งสืออี้ตาโตเท่าไข่ห่าน
“น้องสาวพูดได้แล้ว!!!” เมิ่งสืออี้เป็นคนแรกที่ได้สติ เขาร้องตะโกนออกมาเสียงดังราวกับจุดประทัด
เมิ่งฉีฮ่วนที่ถูกลูกชายตะโกนใส่ข้างหูถึงกับทำหน้าบอกไม่ถูก เขาเอานิ้วแคะหูพลางมองเจ้าลูกชายอย่างระอาใจ
ส่วนหลี่เยว่หานนั้นดีใจจนเนื้อเต้น นางกอดเมิ่งอิงหนิงไว้แน่น ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อ “อานิ่ง อานิ่ง… เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”
“ท่านแม่… ท่านแม่… ไม่กลัว ๆ…” ถึงแม้การออกเสียงจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่คำทั้งห้าคำนั้นกลับสื่อสารออกมาได้อย่างแจ่มแจ้ง
หลี่เยว่หานซบหน้าลงกับลูกน้อยด้วยความปลาบปลื้ม น้ำตาแห่งความยินดีไหลออกมาไม่ขาดสาย
ทางด้านเมิ่งฉีฮ่วนรีบอุ้มเมิ่งสืออี้ไปวางไว้บนเก้าอี้ให้เขานั่งเฉย ๆ ส่วนตัวเองก็รีบมาทรุดตัวลงตรงหน้าเมิ่งอิงหนิงพลางเอ่ยเสียงนุ่ม “อานิ่ง อานิ่ง ข้าคือท่านพ่อนะ เรียกท่านพ่อเร็ว… ท่านพ่อ…”
“ไม่…” เมิ่งอิงหนิงเมินหน้าหนีอย่างดื้อรั้น
เมิ่งฉีฮ่วนยังไม่ยอมแพ้ “แม่นางน้อย เรียกสักคำเถอะนะ เรียกท่านพ่อสักคำ!”
“ไม่!” คราวนี้นางปฏิเสธด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดปนความไร้เดียงสา
หลี่เยว่หานเริ่มตั้งสติได้จากความดีใจ นางจึงอุ้มลูกสาวไว้แล้วช่วยปฏิเสธคุณพ่อผู้เห่อลูกที่กำลังทำหน้าตั้งตารอ “ลูกสาวไม่รักท่าน ท่านก็ควรจะพิจารณาตัวเองดูบ้างนะ!”
“ข้าหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนชี้ตัวเองด้วยความงุดงง
“ใช่! ความรักจากพ่อและแม่นั้นขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ ท่านอย่าไปดูเจ้าเด็กอาอี้ที่เรียกท่านพ่ออย่างออดอ้อนนั่นเลย เจ้าเด็กนั่นน่ะเป็นพวกนกสองหัว ใครหลอกล่อเข้าหน่อยก็คล้อยตามแล้ว แต่ลูกสาวอานิ่งของเราไม่เหมือนกัน ในใจของนาง ท่านยังทำหน้าที่พ่อได้ไม่ดีพอ นางถึงไม่ยอมเรียกท่านอย่างไรเล่า!” หลี่เยว่หานเอ่ยอย่างมีหลักการและเหตุผล
เมิ่งสืออี้ที่จู่ ๆ ก็โดนเอ่ยพาดพิงถึงเพิ่งจะปีนลงจากเก้าอี้มาหยุดอยู่ข้าง ๆ เมิ่งฉีฮ่วน เมื่อได้ยินคำพูดของมารดาก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมาทันที…
เมิ่งฉีฮ่วนได้แต่ทำหน้ามึนงงกึ่งสับสน
“อย่ามองข้าเช่นนั้น ท่านลองตรองดูให้ดีเถิดว่า ระหว่างข้ากับท่าน ใครมีเวลาอยู่ดูแลฟูมฟักพวกเขาสองพี่น้องมากกว่ากัน!” หลี่เยว่หานสำทับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเปี่ยมด้วยความชอบธรรม
ในตอนนั้นเอง เมิ่งอิงหนิงก็ตบหลังมือหลี่เยว่หานเบา ๆ ก่อนจะตะเกียกตะกายลงจากอ้อมกอดของมารดา นางเดินเตาะแตะไปหาเมิ่งสืออี้แล้วเอ่ยสั้น ๆ ว่า “น้อย!”
หลี่เยว่หานชะงัก “อะไรน้อย?”
เมิ่งสืออี้กุมมือน้อย ๆ ของน้องสาวไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะเฉลยว่า “น้องสาวบอกว่า ทั้งท่านพ่อและท่านแม่ ต่างก็มีเวลาให้พวกเรา… น้อยนิดเหลือเกินขอรับ!”
หลี่เยว่หาน “…”
เมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะร่าออกมาทันที “เห็นไหมเล่า พวกเราน่ะมันประเภทวิ่งห้าสิบก้าวหัวเราะเยาะวิ่งร้อยก้าว * [1] แท้ ๆ!”
[1] วิ่งห้าสิบก้าวหัวเราะเยาะวิ่งร้อยก้าว (五十步笑百步) หมายถึงการที่คนที่มีความผิด/ข้อบกพร่องเหมือนกัน แต่กลับไปหัวเราะเยาะหรือตำหนิผู้อื่น ทั้งที่ความผิดของตนเองก็ไม่ได้น้อยไปกว่ากัน ซึ่งตรงกับสำนวนไทยว่า “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง”