ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 605 เมิ่งจอมจิกกัด
“ดูท่าท่านอ๋องจะทรงใส่ใจพระชายามากทีเดียว” หลินเฟิงยังคงเอ่ยด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“ดูท่าคุณชายหลินจะยังมิได้ตบแต่งภรรยา” เมิ่งฉีฮ่วนสวนกลับด้วยการเยาะเย้ยคนโสดอย่างไม่ปรานี
หลินเฟิง “…”
เมิ่งฉีฮ่วนวางจอกชาลงพลางยิ้มกริ่ม สายตาที่มองหลินเฟิงนั้นราบเรียบยิ่งนัก
หลินเฟิงพยายามระงับอารมณ์ก่อนจะเอ่ยว่า “แต่ข้านัดพบพระชายา การที่ท่านอ๋องเสด็จมาเช่นนี้ มิกลัวพระชายาจะทรงกริ้วหรือ?”
“มีอันใดต้องกริ้วเล่า หากมีคุณหนูบ้านใดนัดพบเปิ่นหวาง พระชายาก็คงมิต้องรอให้เปิ่นหวางเอ่ยปาก แต่นางจะเป็นผู้ไปพบตามนัดแทนเปิ่นหวางเองทันที” เมิ่งฉีฮ่วนยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
หลินเฟิง “…”
“แต่คนที่ข้าอยากพบคือพระชายา หาใช่ท่านอ๋องไม่!” น้ำเสียงของหลินเฟิงเริ่มมีความสั่นไหวด้วยความหงุดหงิด
“เปิ่นหวางรู้” เมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะ “ดังนั้นเมื่อครู่เปิ่นหวางจึงบอกเจ้าไปแล้วอย่างไรเล่าว่าเจ้าคือบุรุษภายนอก คำว่าบุรุษภายนอกหมายความว่าอย่างไร ต้องให้เปิ่นหวางอธิบายให้คุณชายหลินฟังอีกรอบหรือไม่?”
หลินเฟิง “…”
“แต่เรื่องที่ข้าต้องการจะพูด ข้าอยากหารือกับพระชายาเพียงผู้เดียว” สีหน้าของหลินเฟิงเริ่มมืดมนลง “อีกอย่าง วันที่ข้าพบพระชายานั้น ข้างกายนางก็มีบุรุษอีกสองท่าน หรือว่าพวกเขาเหล่านั้นมิใช่บุรุษภายนอก?”
“วันที่คุณชายหลินพบพระชายา ผู้ที่อยู่กับนางมีทั้งหมดสามคน” เมิ่งฉีฮ่วนชูนิ้วขึ้นสามนิ้วอย่างจริงจัง “หนึ่งคือคุณหนูตระกูลสวีจากจวนแม่ทัพ สองคือคุณชายสวีบุตรชายของท่านแม่ทัพ และสามคือคุณชายใหญ่เวิน พ่อค้าหลวงขั้นหนึ่ง”
“ในบรรดาสามคนนี้ คุณชายใหญ่เวินคือสหายสนิทของเปิ่นหวางและพระชายา คุณชายสวีก็เคยร่วมเป็นร่วมตายกับพวกเราสามีภรรยามาแล้ว ส่วนคุณหนูสวีก็เป็นสหายสนิทในห้องหับของพระชายา อีกทั้งวันนั้นพวกเขาก็มิได้นัดพบกันเป็นการส่วนตัว ดังนั้นจึงมิมีสิ่งใดมิเหมาะสม”
เมื่อได้ฟังคำ “ให้ความรู้” ของเมิ่งฉีฮ่วน ในที่สุดหลินเฟิงก็ตบะแตก สีหน้าทะมึนทึมลงทันที “เช่นนั้นวันนี้ท่านอ๋องก็น่าจะพาพระชายามาด้วยกันเสียเลย จะได้มิถือว่าเป็นการพบปะกันเป็นการส่วนตัว!”
“เปิ่นหวางบอกแล้วว่าเจ้าคือบุรุษภายนอก ทั้งยังมิเคยมีความสัมพันธ์ฉันสหายกับพวกเรา อีกทั้งเจ้ายังเป็นท่านอ๋องน้อยแห่งเผ่าเร่ร่อน” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มบาง ๆ “เปิ่นหวางย่อมมิมีวันยอมให้เจ้ามีโอกาสเข้าใกล้พระชายาเด็ดขาด”
“ท่านรู้ฐานะของข้า?” หลินเฟิงหรี่ตาลง
“ขนาดพระชายาของเปิ่นหวางยังรู้ แล้วเจ้าคิดว่าเปิ่นหวางจะไม่รู้หรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนแบมือออก ท่าทางกวนประสาทเป็นอย่างยิ่ง
หลินเฟิงแค่นเสียงเย็นพลางหมุนจอกชาในมือเล่น “ดูท่าคนจงหยวนอย่างพวกท่านก็มิได้โง่เง่านัก!”
“อืม ก็นับว่าพอมองออกว่าสมองของพวกเผ่าเร่ร่อนตามไม่ค่อยทันเท่าไร” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยด้วยสีหน้าซื่อตรง “การที่เจ้าอยากมาร่วมงานประชุมขุนนางครั้งใหญ่ และอยากมาก่อเรื่องในงานนั้น จริง ๆ แล้วก็มิใช่เรื่องใหญ่อันใด เพราะทุกปีในงานประชุมขุนนางก็มีพวกอนารยชนและแคว้นบริวารมากมายที่จ้องจะเล่นตุกติกอย่างลับๆ ปีนี้เพิ่มเผ่าเร่ร่อนของพวกเจ้าเข้ามาอีกกลุ่ม ก็มิได้นับว่าเป็นปัญหาใหญ่โตนัก”
“เพียงแต่พวกเจ้ามิใช่ทั้งชนเผ่าอนารยชนที่สวามิภักดิ์ และมิใช่แคว้นบริวาร การจะมาร่วมงานประชุมขุนนางย่อมดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มพลางเอ่ยต่อ “ว่าอย่างไรท่านอ๋องน้อย ครั้งนี้เจ้าเป็นตัวแทนของเผ่าเร่ร่อนมาสวามิภักดิ์ต่อแคว้นตงฮั่นของเปิ่นหวางอย่างนั้นหรือ?”
“ปัง!” ในที่สุดหลินเฟิงก็ตบะแตก เขาตบโต๊ะอย่างแรงจนเสียงดังสนั่น
ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่และพละกำลังเหนือมนุษย์ การตบเพียงครั้งเดียวทำให้โต๊ะไม้ตัวนั้นแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ทันที
เมื่อฝุ่นควันจางลง หลินเฟิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
ในพริบตาที่โต๊ะพังทลาย เมิ่งฉีฮ่วนได้คว้ากาน้ำชาและจอกชาของตนเอาไว้ได้ทัน ท่าทางของเขายังคงดูผ่อนคลายขณะรินชาให้ตนเองอย่างใจเย็น ก่อนจะจิบทีหนึ่งแล้วถอนหายใจ “ท่านอ๋องน้อย ไยโทสะถึงได้รุนแรงนัก โต๊ะตัวนี้ทำจากไม้พะยูงจีนชั้นดีเชียวหนา ราคาไม่ถูกเลย เผ่าเร่ร่อนของพวกเจ้าเดิมทีก็มิได้มั่งคั่งอยู่แล้ว มิเป็นการซ้ำเติมให้ลำบากกว่าเดิมหรือ?”
ได้ยินคำพูดนี้ หลินเฟิงถึงกับโกรธจนหน้ามืดเกือบจะสิ้นสติไป…
“อีกอย่าง ชาดี ๆ เช่นนี้ กาหนึ่งก็ราคาแพงมิใช่น้อย มีโทสะอันใดก็จงนั่งลงแล้วค่อย ๆ พูดจา” ช่วงเวลาที่ผ่านมาในอำเภอฮัวซี เมิ่งฉีฮ่วนต้องพบปะเจรจากับผู้คนหลากหลายรูปแบบทุกวัน
แม้ฐานะท่านอ๋องของเขาจะกดหัวผู้อื่นได้ แต่พวกตระกูลใหญ่เหล่านั้นย่อมมิได้ยอมสยบให้จากใจจริง เมิ่งฉีฮ่วนก็มิอาจจับพวกเขามาแขวนคอโบยตีได้ทุกคน จึงทำได้เพียงใช้เกียรติแห่งอ๋องคอยข่มขู่และเจรจาต่อรองวนเวียนอยู่ท่ามกลางกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ
ผ่านการเคี่ยวกรำมารอบหนึ่งฝีปากของเขาจึงกล้าแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เขารู้ดีว่าควรจะพูดยั่วโมสะคนอย่างไร และควรจะพูดให้คนสงบลงได้อย่างรวดเร็วเพียงใด
หากใช้คำพูดของหลี่เยว่หานมาบรรยาย เขาก็กลายเป็นพวกที่ชอบดูเรื่องสนุกไม่กลัวเรื่องใหญ่ แถมยังต้องเข้าไปสุมไฟเพิ่มอีกสักกอง
แม้หลินเฟิงจะเติบโตมาข้างกายซินเยว่อีโดยปกปิดชื่อแซ่ และมีฐานะภายนอกเป็นเพียงนักรบเดนตายของเผ่าเร่ร่อน แต่ช่วงที่ผ่านมาเมิ่งฉีฮ่วนมิได้ปล่อยผ่าน เขาได้ทำการสืบประวัติของหลินเฟิงมาไม่น้อย
หลินเฟิงผ่านการฝึกเป็นนักรบเดนตายมาจริง แต่เขากลับเป็นบุตรชายที่เกิดจากความเจ้าชู้ของท่านอ๋องใหญ่แห่งเผ่าเร่ร่อน
พระชายาเอกของเผ่ามักจะสั่งประหารหญิงสาวที่ตั้งครรภ์กับท่านอ๋องใหญ่ไปมากมาย และเป็นเรื่องโชคร้ายที่มารดาของหลินเฟิงก็ถูกประหารเช่นกัน ตัวเขาเองก็ถูกพระชายาเอกโยนเข้าไปในค่ายนักรบเดนตาย หากมิใช่เพราะภายหลังคนในเผ่ามีความเห็นขัดแย้งกันเรื่องซินเยว่อี และประจวบเหมาะกับที่เขาหน้าตาคล้ายกับซินชางว่างอยู่บ้าง เขาคงต้องจบชีวิตอยู่ในค่ายนักรบเดนตายไปตลอดกาลแล้ว
แต่เขาก็รอดชีวิตมาได้ และได้อยู่ดีกินดีภายใต้การคุ้มครองของซินเยว่อีมาโดยตลอด
ทว่าลึก ๆ แล้วเขามิอาจลืมเลือนความแค้นเรื่องมารดาผู้ให้กำเนิดได้ ดังนั้นเมื่อเผ่าเร่ร่อนเรียกตัวเขากลับไป เขาจึงตัดสินใจกลับไปโดยไม่ลังเล เขาต้องการเป็นราชาของเผ่าเร่ร่อน เป็นราชาที่แท้จริง เพื่อที่จะได้สังหารพระชายาเอกคนนั้นและแก้แค้นให้มารดา!
“จริงด้วย พลังอำนาจในเผ่าเร่ร่อนของพวกเจ้าแบ่งขั้วกันอย่างไรหรือ?” เมื่อดื่มชาเสร็จ เห็นหลินเฟิงเงียบไป เมิ่งฉีฮ่วนจึงเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นมาเอง “เดิมทีพวกเจ้าควรจะเป็นหนึ่งเดียวกัน จงรักภักดีต่อราชาเพียงผู้เดียว แต่ไยถึงมีผู้คนมากมายไปเข้าพวกกับกัวอี้เล่า?”
“กัวอี้?” หลินเฟิงทวนชื่อนี้ด้วยสายตาดูแคลน “เขาเป็นเพียงพวกหนูที่ขลาดเขลา มิคู่ควรจะนับเป็นคนของเผ่าเร่ร่อนด้วยซ้ำ! หากมิใช่เพราะเขาใช้วิธีสกปรกเผยแพร่ความคิดที่น่าขยะแขยงไปทั่วกลุ่มชนเผ่า ก็คงมิมีผู้คนติดตามเขามากมายเพียงนั้น!”
“อย่างนั้นหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนดื่มชาจอกสุดท้ายในกาสนิทแล้ว จึงค่อยหันมาสบตากับหลินเฟิงตรงๆ “เช่นนั้นเจ้าเองก็ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงมานานพอสมควรแล้ว ลองบอกดูซิว่าเจ้ามีความเห็นอย่างไรต่อแคว้นตงฮั่น?”
“ความเห็น?” หลินเฟิงแค่นยิ้ม “แคว้นตงฮั่นของพวกท่านดูภายนอกช่างเข้มแข็งนัก แต่กลุ่มขุนนางตระกูลใหญ่กลับมีอำนาจล้นพ้น ทั้งยังยกย่องการแบ่งชนชั้น ปัญญาชน ชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้า ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับราษฎร แต่ในความเป็นจริงขุนนางต่างหากคือผู้ถืออำนาจสูงสุด รองลงมาคือพ่อค้า คนรวยสามารถใช้เงินซื้อเอกสิทธิ์ได้ แต่ชาวนาที่ทำงานหนักจริง ๆ กลับต้องถูกขุนนางกดขี่ข่มเหง หรือซ้ำร้ายยังถูกขูดรีดสองต่อทั้งจากขุนนางและพ่อค้า นี่หรือคือสิ่งที่กัวอี้เคยโฆษณาเอาไว้ว่า แคว้นตงฮั่นนั้นมั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์?”
ได้ยินเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนมิเพียงไม่โกรธเคือง กลับพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง “ถ้าอย่างนั้นเจ้าลองบอกสิว่า ไยเผ่าเร่ร่อนของพวกเจ้าถึงได้ยากจนนัก?”
เมื่อจู่ ๆ ได้ยินคำว่ายากจน หลินเฟิงเกือบจะโมโหขึ้นมาอีกรอบ
โชคดีที่ครั้งนี้เขาอดทนไว้ได้ เพราะสิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนพูดมานั้นมิผิดเลย เผ่าเร่ร่อนของพวกเขายากจนมากจริงๆ…
“พวกเราฝากชีวิตไว้กับฟ้าดิน ย่อมมิอาจสะสมความมั่งคั่งได้!” หลินเฟิงกล่าวอย่างมีเหตุผล “เหมือนกับแคว้นตงฮั่นของพวกท่านที่มีปีทุพภิกขภัย ในยามนั้นราษฎรของพวกท่านก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้มิดีเช่นกัน!”
“ไม่เหมือนกัน” เมิ่งฉีฮ่วนส่ายหน้า “พวกเจ้ายากจน เพราะยากจนกันหมดทุกคนตั้งแต่หัวแถวถึงหางแถว แต่พวกเรามิใช่ อย่างน้อยเราก็มีโอกาสให้คนที่มั่งคั่งกว่าช่วยชักนำผู้ที่ยังขัดสนให้มั่งมีตามขึ้นมา นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดพวกเจ้าจึงยากจน แต่พวกเราถึงแข็งแกร่ง” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางยกมุมปากยิ้มอย่างเย้ยหยัน