ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 610 ทั้งตกใจทั้งดีใจ
วันต่อมา ณ หน้าจวนอ๋องฉี
รถม้าคันงามที่ตกแต่งอย่างหรูหราจนดูสะดุดตาจอดลง เหยียนจื่อเซียงในชุดนักรบหญิงสวมหน้ากากก้าวลงจากรถม้า ก่อนจะหันไปยื่นมือส่งให้คนข้างหลัง
ข้อมือขาวผ่องราวกับหิมะยื่นออกมาวางบนฝ่ามือของเหยียนจื่อเซียง จากนั้นหลานซั่วที่ดูมีสีหน้าลังเลใจไม่น้อยก็ก้าวลงตามมา ประจวบเหมาะกับที่พี่น้องตระกูลสวีเดินทางมาถึงพอดี เมื่อสวีอวิ้นเอ๋อร์เห็นเหยียนจื่อเซียง นางก็รีบเข้าไปทักทายด้วยความดีใจ ครั้นพอเห็นหลานซั่ว นางก็รู้สึกขัดเขินอยู่บ้างเล็กน้อย
“แม่นางหลานซั่วช่างผิวขาวงดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ!” สวีอวิ้นเอ๋อร์ทักทายเสร็จก็เตรียมจะเดินเข้าจวนไปพร้อมกับพี่ชาย
หลี่เยว่หานได้รับจดหมายแจ้งข่าวล่วงหน้าแล้ว นางจึงพาลูก ๆ มารอรับทุกคนอยู่ที่ห้องอุ่น
“เจ้าเองก็ขาวเหมือนกัน” สวีซิ่งอี้ไม่ยอมให้สตรีจากย่านเริงรมย์มาแย่งความโดดเด่นไปจากน้องสาวของตน “ขาวกว่านางเสียอีก!” เขาพูดพลางบุ้ยปากไปทางเหยียนจื่อเซียง
โดยไม่คาดคิด เหยียนจื่อเซียงหันมาเห็นเข้าพอดี สายตาของทั้งคู่ประสานกัน นางจึงแค่นเสียงฮึในลำคอแล้วสะบัดหน้าหนีอย่างไม่แยแส
เห็นดังนั้นสวีอวิ้นเอ๋อร์จึงหลุดขำ “พี่ชาย พวกเราสตรีจะมาชุมนุมกัน ท่านจะตามมาทำไมกันเจ้าคะ?”
“ข้าก็แค่มาเป็นเพื่อนเจ้าอย่างไรเล่า” สวีซิ่งอี้ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้ามาเพื่อปกป้องเจ้านะ!”
สวีอวิ้นเอ๋อร์ส่ายหน้ายิ้ม ๆ แต่ก็ไม่ได้เปิดโปงท่าทีเก้อเขินของพี่ชาย
…..
ณ ห้องอุ่นในเขตจวนชั้นใน
อวี้จวงเคาะประตูแล้วนำทางทั้งสี่คนเข้าไปข้างใน
ขณะนั้น เมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิงกำลังนั่งเรียงแถวบนเก้าอี้ตัวเล็ก รอให้ท่านแม่ป้อนผลไม้บด
เมื่อเห็นคนเดินเข้ามา อาอี้ก็ตาเป็นประกาย เขารีบกระโดดลงจากเก้าอี้แล้วพุ่งเข้าไปกอดสวีอวิ้นเอ๋อร์ “พี่สาวอวิ้นเอ๋อร์ อาอี้คิดถึงท่านเหลือเกิน!”
สวีอวิ้นเอ๋อร์ดีใจมาก นางบีบจมูกเล็ก ๆ ของอาอี้อย่างเอ็นดู “ต้องเรียกท่านอาหญิงสิ เรียกพี่สาวไม่ได้นะเจ้าคะ!”
“ไม่เอา ข้าจะเรียกพี่สาว” อาอี้เถียงทันควัน “ถ้าเรียกอาหญิง ท่านก็จะเป็นผู้ใหญ่สิ อาอี้โตขึ้นจะแต่งงานกับท่านนะ!”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนพากันหัวเราะร่า
อาอี้เป็นเด็กนิสัยร่าเริงและซุกซนเป็นที่สุด เมื่อก่อนตอนที่สวีอวิ้นเอ๋อร์มาหาหลี่เยว่หานบ่อยๆ เขาก็มักจะร้องป่าวประกาศว่าจะแต่งงานกับนาง ทั้งยังเคยมอบของหมั้นหมายเป็น “กลองป๋องแป๋ง” ที่เขาชอบที่สุดตอนเด็กๆ ให้อีกด้วย
สวีอวิ้นเอ๋อร์เองก็เอ็นดูความเฉลียวฉลาดของเด็กน้อย นอกจากจะคอยปรามเรื่องลำดับญาติแล้ว นางก็ถือว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงเรื่องไร้เดียงสาของเด็กเท่านั้น
อาอี้กวาดสายตามองผู้มาเยือนทุกคน เมื่อเห็นสวีซิ่งอี้เขาก็ขมวดคิ้วสงสัย “ท่านอาหญิง… เอ้ย ท่านพี่สาวทั้งหลายมาหาท่านแม่ของข้า แล้วท่านอาเสี่ยวอี้ตามมาทำไมกัน? ท่านไม่ใช่ผู้หญิงเสียหน่อย!”
สวีซิ่งอี้ได้ยินก็กลอกตาใส่เจ้าเด็กตัวแสบทันที “เจ้าเองก็เป็นเด็กผู้ชาย แล้วเจ้ามานั่งทำอะไรที่นี่ล่ะ!”
“ข้าเป็นเด็กนี่นา! ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้วยังจะมาเทียบกับเด็กอีก ไม่ละอายใจบ้างหรือ!” อาอี้โต้กลับอย่างมีเหตุผล
‘เอาเถอะ ๆ เจ้าชนะ ข้าไปก็ได้!’
สวีซิ่งอี้กล่าวทักทายหลี่เยว่หานและฝากฝังให้ช่วยดูแลน้องสาว โดยบอกว่าเย็น ๆ จะมารับ จากนั้นเขาก็ไม่ได้รั้งอยู่ต่อ แต่หมุนตัวเดินออกไปจริง ๆ
“ท่านแม่ ๆ มีพี่สาวคนสวยอยู่นั่นด้วย! ข้าแต่งงานกับนางได้ไหม!” อาอี้ตื่นเต้นขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นใบหน้าอันงดงามของหลานซั่ว
หลี่เยว่หานทั้งขำทั้งส่ายหน้า ‘เด็กแค่นี้ฉายแววเจ้าชู้เสียแล้ว จะปล่อยไว้ไม่ได้จริง ๆ!’
“เมื่อครู่เจ้าเพิ่งจะบอกว่าจะแต่งกับพี่สาวอวิ้นเอ๋อร์ไม่ใช่หรือ? ไฉนเพียงพริบตาเดียวก็เปลี่ยนใจจะไปแต่งกับพี่สาวคนสวยคนอื่นเสียแล้ว” หลี่เยว่หานดึงตัวลูกชายมาใกล้ ๆ แล้วใช้นิ้วเคาะหน้าผากไปหนึ่งที
อาอี้กุมศีรษะทำหน้าละห้อย แล้วเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตามเดิม
หลี่เยว่หานจึงได้มีโอกาสต้อนรับหญิงสาวทั้งสามอย่างจริงจัง
“เหตุใดแม่นางหลานซั่วถึงนึกอยากมาเยี่ยมเยียนที่จวนในวันนี้ล่ะจ๊ะ?” หลี่เยว่หานไม่ได้เจอเหยียนจื่อเซียงมาปีกว่าแล้ว อีกทั้งเหยียนจื่อเซียงยังสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเกือบมิด แถมยังซูบผอมลงกว่าแต่ก่อนมาก นางจึงรู้สึกเพียงว่าคนผู้นี้ดูคุ้นตา แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร จึงเข้าใจไปว่าเป็นผู้ติดตามหรือองครักษ์ของหลานซั่ว
เพราะหลานซั่วเป็นดาวเด่นแห่งหอฝานเทียน การจะมีผู้ติดตามฝีมือดีสักคนย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก
เมื่อได้ยินคำถาม หลานซั่วก็เหลือบมองเหยียนจื่อเซียงและสวีอวิ้นเอ๋อร์ด้วยความลำบากใจ สวีอวิ้นเอ๋อร์รู้ดีว่าเหยียนจื่อเซียงตั้งใจจะทำเซอร์ไพรส์ให้หลี่เยว่หาน จึงแสร้งทำเป็นจิบชาเงียบ ๆ ไม่ยอมพูดจา
“ต้องขออภัยที่มารบกวนเจ้าค่ะ ข้าได้ยินมาว่าคุณชายน้อยและคุณหนูน้อยของจวนนี้ช่างน่ารักน่าเอ็นดู จึงอยากมาเห็นกับตาเสียหน่อย” เหยียนจื่อเซียงยังคงปิดปากเงียบและยืนตัวตรงอยู่ข้างหลังหลานซั่ว กดดันให้หลานซั่วต้องเป็นฝ่ายอธิบายเอง
หลี่เยว่หานมองไปที่ลูก ๆ แล้วยิ้มตอบ “น่ารักที่ไหนกันจ๊ะ เวลาซนขึ้นมาล่ะก็น่าปวดหัวจะตาย”
สิ้นคำพูดนั้น เหยียนจื่อเซียงก็ทนเก็บอาการไม่ไหวอีกต่อไป นางพุ่งตัวเข้าไปนั่งยอง ๆ ต่อหน้าหลี่เยว่หาน แล้วเบิกตากว้างจ้องมองพลางกะพริบตาปริบ ๆ
หลี่เยว่หานตกใจจนเกือบจะซัดจิตสัมผัสวิญญาณออกไป แต่ยังดีที่ยับยั้งชั่งใจไว้ได้ทัน
นางมอง “จอมยุทธ์หญิงหน้ากาก” ที่นั่งยอง ๆ อยู่ตรงหน้าด้วยความฉงน ก่อนจะหันไปมองหลานซั่วและสวีอวิ้นเอ๋อร์เพื่อขอคำตอบ
หลานซั่วส่ายหน้าอย่างอ่อนใจจนต้องเบือนหน้าหนี ส่วนสวีอวิ้นเอ๋อร์ก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากลอบขำเบา ๆ
ความคิดมากมายผุดขึ้นในหัวของหลี่เยว่หาน… ‘คนที่นางรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างมาก รู้จักทั้งหลานซั่วและสวีอวิ้นเอ๋อร์เช่นนั้นหรือ?’
‘หรือจะเป็นคนรู้จักจริง ๆ?’
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เยว่หานจึงยื่นมือไปหมายจะถอดหน้ากากนั้นออก
เหยียนจื่อเซียงรีบกดหน้ากากไว้แน่น โดยไม่ยอมให้ถอดออกง่าย ๆ ทว่าเมื่อหลี่เยว่หานเห็นมือของนางก็นึกออกทันที นางอุทานออกมาด้วยความดีใจ “จื่อเซียง?”
“ว้า! อึดอัดจะแย่อยู่แล้ว ในที่สุดเจ้าก็ทายถูกเสียที!” เหยียนจื่อเซียงถอดหน้ากากโยนลงพื้นอย่างไม่แยแส แล้วก็นั่งแหมะลงบนพื้นห้องอย่างเสียกิริยา นางเหยียดขายาวออกไปและใช้มือค้ำยันข้างหลัง ท่าทางดูองอาจและรักอิสระตามนิสัยเดิมไม่มีผิดเพี้ยน
“เจ้ามาได้อย่างไรกัน!” หลี่เยว่หานรีบนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าเพื่อนรักด้วยความตกใจปนดีใจ “แถมยังผอมลงตั้งเยอะ! หากไม่ใช่เพราะเห็นรอยด้านที่มือเจ้า ข้าคงไม่กล้าทายว่าเป็นเจ้าแน่ ๆ!”
เหยียนจื่อเซียงเบ้ปากพลางมองรอยด้านที่มือแล้วถอนหายใจ “ก็วิธีลดน้ำหนักที่เจ้าเคยสอนข้ามันได้ผลดีเกินไปน่ะสิ ข้าเลยฝึกฝนมาตลอด ปีที่แล้วข้ามีธุระต้องจากอำเภอฮัวซีไป พอกลับมาได้ยินว่าเจ้าไปอยู่ที่นั่นตั้งสองเดือน ข้าล่ะโมโหจริง… พอสะสางงานเสร็จ ข้าก็รีบบึ่งมาเมืองหลวงทันที!”
“เจ้า…” หลี่เยว่หานกำลังจะถามว่าครั้งนี้จะอยู่นานแค่ไหน
เหยียนจื่อเซียงรีบยกมือห้าม “อย่าเพิ่งถาม อย่างไรเสียข้าก็ต้องอยู่จนผ่านพ้นปีใหม่ไปก่อนถึงจะกลับ!”
หลี่เยว่หานได้ยินเช่นนั้นก็มีความสุขล้นปรี่ นางหันไปหาอีกสองสาว “พวกเจ้าช่างขยันหาเรื่องมาทำให้ข้าตกใจจริง ๆ!”
ตอนที่อยู่คนเดียวที่อำเภอฮัวซี นางเคยส่งคนออกตามหาเหยียนจื่อเซียง แต่ตอนนั้นตระกูลเหยียนย้ายบ้านไปหมดแล้ว ร้านผ้าสกุลเหยียนก็ซบเซาลงไปมาก ถามใครก็ไม่มีใครรู้ว่าคนสกุลเหยียนไปที่ใด แม้แต่เวินเทียนเหล่ยก็ยังตอบไม่ได้
มาวันนี้เมื่อสหายเก่าได้พบกัน ความสุขที่ท่วมท้นในใจของหลี่เยว่หานจึงยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด
“เป็นความบังเอิญเจ้าค่ะ เมื่อวานข้ากับพี่ชายไปกินมื้อค่ำที่หอฝานเทียนพอดี จึงได้รู้จักกับแม่นางเหยียน” สวีอวิ้นเอ๋อร์พูดด้วยรอยยิ้ม “นางยังเตรียมของขวัญมาให้เป่าเป้อาอี้กับอานิ่งด้วยนะเจ้าคะ!”
“จริงด้วย!” เหยียนจื่อเซียงเด้งตัวขึ้นจากพื้นทันที นางหยิบกุญแจอายุยืนทองคำแท้อันประณีตสองชิ้นออกมาจากอกเสื้อ แล้วรีบเดินตรงไปหาเด็กน้อยทั้งสองที่นั่งเรียงกันอยู่ นางยื่นของให้ด้วยรอยยิ้ม “เด็กดี ดูซิ… นี่ใช่กุญแจทองของพวกเจ้าหรือเปล่านะ?”
อาอี้และอานิ่งที่กำลังอ้าปากกินผลไม้บดที่แม่นมป้อนอยู่ ถึงกับชะงักไปเพราะตั้งตัวไม่ทันกับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเหยียนจื่อเซียง