ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 609 เจ้าเป็นน้องสาวของเยว่หานหรือ?
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 609 เจ้าเป็นน้องสาวของเยว่หานหรือ?
สำหรับสวีซิ่งอี้แล้ว แม่นางเหยียนจื่อเซียงผู้นี้ช่างเป็นสตรีที่เข้าใจยากและโผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเสียจริง!
ทว่าเมื่อเขาเห็นเหยียนจื่อเซียงนั่งดื่มสุราพูดคุยหัวเราะร่ากับสวีอวิ้นเอ๋อร์อย่างถูกคอ ความรู้สึกขอบคุณก็ผุดขึ้นมาในใจอย่างประหลาด นับตั้งแต่ตระกูลกำหนดเรื่องการหมั้นหมายของสวีอวิ้นเอ๋อร์ แม้ภายนอกนางจะไม่ได้แสดงอาการขัดขืน แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความอมทุกข์ สวีซิ่งอี้ผู้เป็นพี่ชายเห็นแล้วก็ได้แต่ร้อนใจ
แม้เขาจะพยายามพาน้องสาวออกมาเปิดหูเปิดตาเพื่อคลายความเศร้า แต่ที่บ้านกลับเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เขาจึงต้องใช้วิธีแอบวางแผนให้นางลักลอบหนีออกมาเที่ยวเอง แล้วตนจึงค่อยตามมาสมทบเพื่อพานางกลับในภายหลัง วิธีนี้จะช่วยให้คนในตระกูลไม่ตำหนิสวีอวิ้นเอ๋อร์รุนแรงนัก เพราะความผิดทั้งหมดจะตกมาอยู่ที่เขาในฐานะพี่ชายที่ดูแลน้องไม่ดี
เขารู้ดีว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาสวีอวิ้นเอ๋อร์ไม่เคยมีความสุขเลย เมื่อเห็นนางสามารถรินสุราพูดคุยกับเพื่อนใหม่ได้อย่างร่าเริงเช่นนี้ สวีซิ่งอี้จึงลอบถอนหายใจและบอกกับตัวเองว่าช่างมันเถิด… ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความสุขของน้องสาวอีกแล้ว
ขณะนั้นเอง เสี่ยวอี้ที่ไปนำสุรามาเพิ่มก็เดินกลับเข้ามา โดยมีร่างสูงใหญ่ของหลินเฟิงเดินตามหลังมาด้วย
ทันทีที่เห็นหลินเฟิง เหยียนจื่อเซียงก็อุทานออกมาอย่างไม่เกรงใจ “ว้าว! คนผู้นี้เป็นใครกัน เหตุใดจึงสูงใหญ่เพียงนี้ ตั้งแต่เกิดมาเขาเป็นคนที่สองเลยนะที่ข้าเห็นว่าตัวสูงขนาดนี้!”
“แล้วคนที่สูงที่สุดคือใครหรือ?” สวีอวิ้นเอ๋อร์รีบถามขึ้นตามสัญชาตญาณ ขณะที่สวีซิ่งอี้ก้าวออกไปขวางหลินเฟิงไว้ ทำให้นางไม่สะดวกที่จะเดินเข้าไปหาเขา
“ก็ท่านอ๋องฉีอย่างไรเล่า!” เหยียนจื่อเซียงตอบอย่างสบายอารมณ์ “เขาเป็นสามีของสหายรักข้า และเป็นบุรุษที่กำยำสูงใหญ่ที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา คุณชายท่านนี้แม้จะสูงโปร่ง แต่หากวัดด้วยสายตาอันเที่ยงตรงของข้าแล้ว เขายังเตี้ยกว่าท่านอ๋องฉีอยู่เล็กน้อย”
เมื่อได้ยินชื่อที่คุ้นเคย สวีอวิ้นเอ๋อร์ก็แสดงสีหน้าตกใจจนลืมเรื่องหลินเฟิงไปชั่วขณะ นางรีบคว้ามือเหยียนจื่อเซียงมาจับไว้ “เจ้า… เจ้ารู้จักพี่เยว่หานด้วยหรือ?”
“เอ๋?” เหยียนจื่อเซียงชะงักไป “เจ้าเป็นน้องสาวของเยว่หานหรือ? ไม่น่าใช่นะ เยว่หานไม่มีน้องสาวที่ยังไม่ออกเรือนนิ”
“ข้าเพียงแต่เรียกนางว่าพี่สาว ที่จริงเราไม่ได้เป็นพี่น้องกันตามสายเลือด แต่เราเป็นสหายสนิทกัน!” สวีอวิ้นเอ๋อร์นึกไม่ถึงว่าเหยียนจื่อเซียงจะเป็นสหายกับหลี่เยว่หานด้วย เมื่อพบว่ามีคนรู้จักร่วมกัน ทั้งสองที่เดิมทีก็ถูกชะตากันอยู่แล้วจึงยิ่งสนิทสนมกันรวดเร็วขึ้นไปอีก
บริเวณฉากกั้นหน้าประตู สวีซิ่งอี้ขยับกายบังทัศนวิสัยของหลินเฟิงที่กำลังจ้องมองสวีอวิ้นเอ๋อร์
“เจ้าก็เห็นแล้ว น้องสาวข้าไม่มีเวลาว่างมาร่วมดื่มสุรากับเจ้าหรอกคุณชายหลิน ข้าขอบคุณที่เจ้าเคยช่วยเหลือในครั้งก่อน แต่หลังจากนี้โปรดอย่าได้เข้าใกล้น้องสาวของข้าอีก”
หลินเฟิงคาดไม่ถึงว่าจะต้องมาเผชิญหน้ากับสวีซิ่งอี้ที่นี่ และยิ่งนึกไม่ถึงว่าสวีอวิ้นเอ๋อร์จะมีท่าทีเพิกเฉยต่อเขาเช่นนี้ ความรู้สึกพ่ายแพ้ถาโถมเข้ามาในใจจนเขาเผลอก้มหน้าพึมพำออกมาอย่างเลื่อนลอย “หรือว่า… ข้าต้องเป็นอ๋องให้ได้ก่อน ถึงจะมีสิทธิ์?”
“อะไรนะ?” สวีซิ่งอี้ถามเพราะได้ยินไม่ชัด
“ไม่มีอะไร” หลินเฟิงตอบสั้นๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
เมื่อแผ่นหลังของหลินเฟิงลับตาไป สวีซิ่งอี้จึงส่งสัญญาณให้เสี่ยวอี้ปิดประตูห้อง แล้วกลับมานั่งที่โต๊ะ เพียงครู่เดียวสตรีทั้งสองก็แลกเปลี่ยนชื่อแซ่และฐานะกันเรียบร้อย ทั้งยังนัดแนะกันว่าพรุ่งนี้จะไปเยี่ยมหลี่เยว่หานที่จวนอ๋องฉีด้วยกัน
“ข้ารู้เพียงว่าเยว่หานคลอดลูกแฝดมังกรหงส์ แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้เด็กน้อยทั้งสองโตเพียงใดแล้ว” เหยียนจื่อเซียงพูดพลางหยิบกุญแจอายุยืนทองคำแท้สองชิ้นออกมาจากอกเสื้อ “ข้าจึงสั่งทำจี้ที่หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบมาสองชิ้น!”
กุญแจอายุยืนนั้นประณีตงดงามยิ่งนัก ลวดลายบนจี้ทั้งสองมีความแตกต่างกันเล็กน้อย สื่อถึงความตั้งใจจริงของผู้ให้ สวีอวิ้นเอ๋อร์รับมาถือดูแล้วก็หลุดยิ้มออกมา “ข้าเคยเห็นกุญแจอายุยืนมามาก แต่ไม่เคยเห็นที่ทำจากทองคำแท้ตันๆ แบบนี้มาก่อน มันหนักขนาดนี้ อาอี้กับอานิ่งคงคล้องคอไม่ไหวแน่ ประจวบเหมาะกับที่สองวันก่อนข้าเพิ่งเย็บถุงหอมให้พวกเขาพอดี เช่นนั้นข้าจะเอาไปใส่ในถุงหอมให้พวกเขาพกติดตัวแทนแล้วกัน!”
สวีอวิ้นเอ๋อร์พินิจดูลวดลายบนจี้ในมือด้วยความประหลาดใจ “ลวดลายนี้แปลกตาและงดงามยิ่งนัก จื่อเซียง เจ้าเป็นคนออกแบบเองหรือ?”
“ใช่แล้ว!” เหยียนจื่อเซียงตอบด้วยความภูมิใจ “จะว่าไปก็น่าละอายนัก ปีที่แล้วตอนเยว่หานคลอด ข้ามีเหตุจำเป็นหลายอย่างทำให้มาเยี่ยมนางที่เมืองหลวงไม่ได้ ต่อมาที่บ้านเกิดการเปลี่ยนแปลง ข้าจึงต้องจากอำเภอฮัวซีไปชั่วคราว เพิ่งกลับมาได้ไม่นานถึงรู้ว่านางต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมใหญ่หลวง ดีที่นางปลอดภัย และที่น่าแค้นที่สุดคือตอนนางอยู่ที่อำเภอฮัวซีตั้งสองเดือน ข้ากลับไม่อยู่ที่นั่นเสียได้! นึกแล้วก็โมโหตัวเองจริงๆ!”
สวีอวิ้นเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ “เจ้าก็คิดเสียว่าเป็นบททดสอบของสหายรักที่ต้องพลัดพรากกันสิ”
“คำพูดนี้ข้าชอบนัก!” เหยียนจื่อเซียงพูดพลางตบบ่าสวีอวิ้นเอ๋อร์ “เยว่หานกว่าจะได้ครองคู่กับท่านอ๋องฉีก็ต้องผ่านอะไรมามากมาย หากเจ้าไม่อยากแต่งงานกับองค์รัชทายาทนั่น เจ้าก็ควรลองขัดขืนดูบ้าง!”
สวีซิ่งอี้ที่นั่งเงียบๆ และเดิมทีไม่ค่อยชอบหน้าเหยียนจื่อเซียงนัก เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในใจเขากลับเกิดความคาดหวังบางอย่างขึ้นมาอย่างประหลาด ส่วนสวีอวิ้นเอ๋อร์เมื่อได้ยินคำแนะนำนั้นก็นิ่งไป นางเงยหน้ามองเหยียนจื่อเซียงสลับกับพี่ชาย ก่อนจะก้มหน้าตอบด้วยเสียงแผ่วเบา “สตรีในตระกูลสูงศักดิ์ แม้จะดูสูงส่งเพียงใด แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้จริงๆ”
พูดจบ นางก็ห่อจี้ทองคำทั้งสองกลับคืนให้อย่างประณีตแล้ววางบนมือเหยียนจื่อเซียง “ขอบใจเจ้ามากนะจื่อเซียง”
“ขอบใจข้าเรื่องอะไร ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย” เหยียนจื่อเซียงเก็บของเข้าอกเสื้อแล้วชวนสวีอวิ้นเอ๋อร์ดื่มต่อทันที
ค่ำคืนล่วงเลยไปจนดึกดื่น ในที่สุดสวีอวิ้นเอ๋อร์ก็เมามายจนไม่ได้สติ สวีซิ่งอี้จึงแบกน้องสาวขึ้นหลังไปที่รถม้า เขาหันกลับมามองเหยียนจื่อเซียงที่เดินมาส่งพร้อมประสานมือขอบคุณ “วันนี้ขอบใจแม่นางมาก”
“ขอบคุณแค่ปากเปล่ารึ?” เหยียนจื่อเซียงเลิกคิ้วถามอย่างยโส “คนตระกูลสวีทำเรื่องให้มันจบๆ ไปแบบนี้หรือ?”
สวีซิ่งอี้ถามกลับ “แล้วเจ้าต้องการสิ่งใดอีก!”
“ไม่ต้องการสิ่งใดหรอก แค่เจ้ากลับไปแล้วอย่าลืมให้คนรับใช้ต้มน้ำแกงสร่างเมาให้นางดื่มด้วยล่ะ และที่สำคัญ… อย่าให้นางต้องโดนด่า!” พูดจบ เหยียนจื่อเซียงก็ไพล่หลังเดินอาดๆ กลับเข้าหอฝานเทียนไป โดยไม่สนใจสายตาประหลาดใจของผู้คนที่มองมาแม้แต่น้อย
สวีซิ่งอี้มองตามแผ่นหลังของสตรีในชุดแดงจนลับสายตา เขาเผลอยกยิ้มที่มุมปากอย่างไม่รู้ตัวก่อนจะขึ้นรถม้าพาน้องสาวกลับบ้าน
ทางด้านแม่เฒ่าเนี้ย เมื่อเห็นเหยียนจื่อเซียงเดินเข้าเดินออกหอฝานเทียนอย่างตามใจชอบก็ปวดขมับจนแทบระเบิด แต่ติดที่แม่นางหลานซั่วกับเหยียนจื่อเซียงนั้นเป็นสหายรักกัน ทันทีที่ฝ่ายหลังกลับมา หลานซั่วก็หอบกาสุราเข้าไปมุดอยู่ในห้องส่วนตัวของนางทันที หากมิใช่เพราะหอฝานเทียนแห่งนี้ถูกหลี่เยว่หานเข้ามาจัดการจนกลายเป็นกึ่งเหลาอาหารไปแล้ว แม่เฒ่าเนี้ยคงจะคว้าไม้กวาดมาไล่เหยียนจื่อเซียงออกไปตั้งนานแล้ว!
“สรุปคือพรุ่งนี้เจ้าจะไปพบพระชายาอ๋องฉีหรือ?” ภายในห้องส่วนตัว หลานซั่วนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงข้ามเหยียนจื่อเซียง
“ใช่แล้ว เจ้าจะไปด้วยกันไหมล่ะ?” เหยียนจื่อเซียงถามด้วยแววตาตื่นเต้น
หลานซั่วที่กำลังแทะเมล็ดแตงโมหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโบกมือปฏิเสธพัลวัน “ไม่เอาด้วยหรอก ข้าเป็นเพียงสตรีในย่านเริงรมย์ จะไปเหยียบที่อย่างจวนอ๋องได้อย่างไร!”
“เช่นนั้นข้าก็ยิ่งต้องพาเจ้าไปให้ได้!” เหยียนจื่อเซียงจ้องมองหลานซั่วด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์และมั่นใจ