ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 615 กัดลิ้นฆ่าตัวตายไม่ได้ผลหรอก
แม้กริชแหลมคมจะจ่ออยู่ตรงหน้า ทว่าหลี่เยว่หานกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
“สิ่งที่ข้าไม่ยินยอมพร้อมใจทำ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมายังไม่เคยมีใครบังคับข้าได้สำเร็จ” หลี่เยว่หานเอ่ยจบก็ส่งยิ้มที่ดูประหลาดล้ำให้นางกำนัลผู้นั้น
นางกำนัลผู้นั้นพลันหน้าซีดเผือด กริชในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง ‘เคร้ง’ นางรีบกุมศีรษะแล้วลงไปนอนคู้ตัวอยู่บนพื้น เพียงชั่วพริบตาก็เจ็บปวดจนเหงื่อกาฬไหลโทรมกาย
“บอกข้ามา นายของเจ้าคือใคร?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามพลางแตะนิ้วชี้เรียวขาวลงบนขมับของนางเบา ๆ
ความเจ็บปวดทุเลาลงชั่วขณะ นางกำนัลหอบหายใจพลางถลึงตาใส่หลี่เยว่หาน “เจ้าวางยาข้า!”
“ข้าไม่เคยนึกพิสมัยวิธีการวางยาเช่นนั้นเลย” หลี่เยว่หานยิ้มละไม “บอกมา นายของเจ้าคือใคร”
“อย่าหวังว่าข้าจะปริปากบอกเจ้าแม้แต่คำเดียว!” นางกำนัลจ้องหน้าหลี่เยว่หานอย่างเด็ดเดี่ยว ทำท่าจะกัดลิ้นฆ่าตัวตาย
หลี่เยว่หานรีบบีบขากรรไกรของนางไว้ทันควัน “การกัดลิ้นน่ะมันไม่ตายจริงหรอกนะ ทั้งไม่ทำให้เสียความสามารถในการพูดด้วย มีแต่จะทำให้เจ็บปวดเจียนตายเท่านั้น เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าจะกัดลงไปจริง ๆ?”
นางกำนัลคิดไม่ถึงว่าหลี่เยว่หานจะกล่าวเช่นนี้ จึงชะงักไปครู่หนึ่ง
ในจังหวะนั้นเอง หลี่เยว่หานก็ถอนนิ้วชี้ออกจากขมับของนาง ทันทีที่เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น นางกำนัลผู้นั้นก็ถูกความปวดศีรษะที่โถมเข้าใส่จนสลบเหมือดไป
“ท่านแม่เจ้าคะ” เสียงใสซื่อไร้เดียงสาดังขึ้น หลี่เยว่หานหันไปมอง พบว่าเมิ่งอิงหนิงกำลังยืนดูอยู่ข้างกายอย่างเรียบร้อย เมื่อเห็นมารดาหันมา อานิ่งก็ชี้ไปที่นางกำนัลที่สลบไปแล้วกล่าวว่า “ท่านแม่ ให้ข้าลองดูหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
หลี่เยว่หานฟังแล้วก็ได้แต่ทำหน้าฉงนใจ
เมิ่งอิงหนิงเริ่มถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างไม่รีบร้อน เผยให้เห็นปานแดงรูปขนนกที่ข้อมือซ้าย จากนั้นก็จ้องมองหลี่เยว่หานด้วยสายตาแน่วแน่ “ให้ข้าลองดูนะเจ้าคะ”
หลี่เยว่หานขมวดคิ้วมุ่น รีบดึงแขนเสื้อของบุตรสาวลงทันที ก่อนจะอุ้มนางขึ้นมาส่งให้อวี้จวงกอดไว้ “อานิ่งเป็นเด็กดีนะเจ้าคะ ไว้กลับไปค่อย… ค่อยเล่นกัน!”
แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งที่เมิ่งอิงหนิงอยากลองคืออะไร แต่หลี่เยว่หานรู้ดีว่าในวังหลวงแห่งนี้มีหูตามากมาย แม้รอบตัวจะดูเหมือนไม่มีคน ทว่าความจริงย่อมมีคนลอบสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกล
โชคดีที่เมื่อครู่พวกนางยืนล้อมเมิ่งอิงหนิงเอาไว้ และเด็กคนนี้ปกติจะพูดจาเสียงเบาละมุนละไม หากไม่เข้ามาใกล้จริง ๆ ย่อมไม่มีทางได้ยินแน่นอน
ทว่านางกำนัลผู้นี้จะจัดการอย่างไรดี…
หลี่เยว่หานหรี่ตาลง นางอุ้มเมิ่งสืออี้มาจากมือแม่นม แล้วสั่งให้แม่นมไปตามองครักษ์ที่ใกล้ที่สุดมาจัดการ จากนั้นจึงพาทุกคนเดินมุ่งหน้าไปยังอุทยานหลวงตามเส้นทางในความทรงจำ
แน่นอนว่าก่อนไป หลี่เยว่หานได้ใช้พลังจิตสัมผัสวิญญาณโจมตีสมองของนางกำนัลผู้นั้นอย่างรุนแรง เพื่อให้แน่ใจว่านางจะจำสิ่งที่เมิ่งอิงหนิงพูดเมื่อครู่ไม่ได้
สวนสุนัขล่าเนื้อแห่งนี้ตั้งอยู่ตรงมุมอับของวังหลวง ตอนที่หลี่เยว่หานอาศัยอยู่ในวังก็เคยมาเยือนเพียงครั้งสองครั้ง แต่เพราะตอนนั้นกำลังตั้งครรภ์จึงไม่ได้อยู่นานนัก
พวกนางใช้เวลาเดินเกือบครึ่งชั่วยาม จนในที่สุดก็พบกับสีเยว่ นางกำนัลของฮองเฮาที่กำลังเดินกระวนกระวายใจอยู่
“อาหญิงสีเยว่” หลี่เยว่หานเข้าไปทักทาย
สีเยว่ที่กำลังร้อนใจ เมื่อหันมาเห็นหลี่เยว่หานก็น้ำตาคลอเบ้าทันที “บ่าวคำนับพระชายาฉีอ๋องเพคะ ฮองเฮาและมู่หวังเฟยทรงรอท่านอยู่นานแล้ว รีบตามบ่าวมาเถิดเพคะ!”
หลี่เยว่หานพยักหน้ารับคำ
ภายใต้การนำทางของสีเยว่ ในที่สุดหลี่เยว่หานก็มาถึงอุทยานหลวง
เพื่อไม่ให้ชุดของหลี่เยว่หานยับ เมิ่งสืออี้จึงขอลงมาเดินเอง เขาจูงมือมารดาเดินก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างามดูภูมิฐานไม่น้อย
ฮองเฮาและมู่หวังเฟยกำลังสนทนาอยู่กับเหล่าฮูหยินชั้นสูงและคนสนิทของเชื้อพระวงศ์จากแว่นแคว้นต่าง ๆ ครั้นหันมาเห็นหลี่เยว่หานพาลูกชายลูกสาวมาถึง ทั้งสองพระองค์ก็รีบผละจากกลุ่มสตรีที่พูดคุยกันไม่หยุดเหล่านั้น แล้วเสด็จตรงมาหาหลี่เยว่หานทันที
“ตายจริง ไม่ได้เจอนายน้อยของเราเสียนาน สูงขึ้นเพียงนี้เชียวหรือ!” หลังจากทักทายกับหลี่เยว่หานแล้ว สายตาของทั้งสองก็จับจ้องไปที่เมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิง “แล้วก็นี่คุณหนูใหญ่ของเรา ดูดวงตากลมโตนั่นสิ โตไปต้องเป็นโฉมงามแน่นอน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น บรรดาฮูหยินและสตรีสูงศักดิ์ที่รุมล้อมเข้ามาต่างก็พากันเอ่ยชมเชยด้วยถ้อยคำไพเราะราวกับไม่ต้องเสียเงินซื้อ
เมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิงไม่เคยจัดงานฉลองครบขวบปี นี่จึงเป็นครั้งแรกในความทรงจำที่ต้องรับมือกับผู้ใหญ่มากมายเพียงนี้ เมิ่งอิงหนิงมักจะวางหน้าเรียบเฉยต่อหน้าคนไม่คุ้นเคย ส่วนเมิ่งสืออี้นั้นปากหวานรู้จักประจบประแจง ทว่าเมื่อเจอคนรุมล้อมมากมายขนาดนี้เขาก็เริ่มจะรับมือไม่ไหว…
โชคดีที่หลี่เยว่หานคอยปกป้องไว้ หลังจากรับมือไปรอบหนึ่ง ทุกคนคงดูออกว่านางไม่อยากให้ใครมารุมล้อมจึงค่อย ๆ แยกย้ายกันไป เหลือเพียงฮองเฮา มู่หวังเฟย ฟางจื่อหลานจากจวนซิงกั๋วกง และหยวนหลิงเอ๋อร์จากจวนอู่กั๋วกงที่ยังอยู่ตรงนี้
“ดูสิ อาอี้ของเราหน้าบึ้งเชียว รำคาญที่เสียงดังเกินไปใช่หรือไม่?” ฮองเฮาทอดพระเนตรเด็กน้อยผู้น่ารักทั้งสองด้วยความเอ็นดู เมื่อคนเริ่มซาลงพระนางก็ก้มตัวลงบีบแก้มเมิ่งสืออี้เบา ๆ พลางแย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน
“มิใช่ขอรับ” เมิ่งสืออี้ถอนหายใจ “ฮองเฮา เหตุใดที่นี่จึงมีแต่เด็กผู้หญิงล่ะขอรับ? มิใช่ว่าชายหญิงมิควรใกล้ชิดกันหรือขอรับ? ข้าช่างรู้สึกไม่เป็นส่วนตัวเอาเสียเลย…”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮองเฮาก็ชะงักไปก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “เยว่หาน อาอี้เด็กคนนี้ฉลาดเกินวัยไปหรือไม่ เจ้าสั่งสอนเขาอย่างไรกันเนี่ย!”
หลี่เยว่หานหัวเราะตาม ก่อนจะปล่อยให้เมิ่งสืออี้ไปเล่นกับฟางจื่อหลานที่ด้านหนึ่ง โดยสั่งให้อวี้จวงอุ้มเมิ่งอิงหนิงตามไปดูแล จากนั้นนางจึงปลีกตัวจากหยวนหลิงเอ๋อร์ ดึงมือฮองเฮาและมู่หวังเฟยมานั่งลงที่ศาลา และกระซิบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ฟังด้วยเสียงแผ่วเบา
หลังจากฟังจบ แม้รอยยิ้มบนพระพักตร์ของฮองเฮาจะไม่เลือนหายไป แต่น้ำเสียงกลับเย็นเยียบลงมาก “เมื่อวันก่อนสวนสุนัขล่าเนื้อเพิ่งได้รับสุนัขป่าดุร้ายจากแว่นแคว้นบรรณาการมาหลายตัว ยิ่งช่วงประชุมขุนนางเช่นนี้ยังไม่มีเวลาฝึกพวกมันจึงอันตรายมาก ดูท่าวันนี้จะมีคนอยากให้พวกเจ้าแม่ลูกตกลงไปในรังหมาเสียแล้ว”
“ท่านอ๋องถูกเรียกตัวเข้าวังแต่เช้า เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือเพคะ?” หลี่เยว่หานเลียนแบบท่าทางของฮองเฮาและมู่หวังเฟย คือพูดคุยกันไปยิ้มแย้มไปเพื่อมิให้ผิดสังเกต
“ไม่มีเรื่องใหญ่อันใดหรอก แค่องค์ชายจากเผ่าเร่ร่อนเข้าวังมา ท่านพ่อจึงเห็นว่ามีเพียงเมิ่งฉีฮ่วนที่พอจะสยบเขาได้ จึงรีบเรียกตัวมาอย่างเร่งด่วนน่ะ” ฮองเฮากระซิบตอบ
มู่หวังเฟยที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ จู่ ๆ ก็โพล่งถามขึ้นว่า “จริงด้วยสิอาไฉ่ หยวนหลิงเอ๋อร์แต่งงานไปหรือยัง?”
“แต่งแล้ว รับเขยแต่งเข้าบ้านน่ะ ทว่าแต่งเช้าพอถึงค่ำก็หย่าขาดกันเสียแล้ว” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ น้ำเสียงของฮองเฮาก็ดูไม่สบอารมณ์ขึ้นมา “บ้านนี้ช่างหาช่องว่างเก่งเสียจริง!”
“วันนี้หยวนหลิงเอ๋อร์มางานเลี้ยงด้วยหรือไม่?” มู่หวังเฟยถามต่อ
“มาสิ นางชอบทำตัวเด่นดังเป็นผีเสื้อร่อนเร่ไปทั่ว มีหรือจะพลาดงานเลี้ยงในวังเช่นนี้ ตอนนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่านางหย่าขาดในวันมงคลแต่ยังคงพรหมจรรย์ แม้จะไม่ใช่การแต่งงานครั้งแรก ทว่ายังคงเป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนอู่กั๋วกง การมางานครั้งนี้ก็เหมือนมาหาบ้านสามีใหม่นั่นแหละ!”
เมื่อได้ยินคำของฮองเฮา มู่หวังเฟยก็หยิบเมล็ดแตงโมขึ้นมาพลางทอดถอนใจ “เฮ้อ แต่ใครบ้างล่ะจะไม่รู้ว่าแม่นางหย่าผู้นี้ ปักจิตปักใจอยู่เพียงแค่น้องเหวินจั๋วของเราเท่านั้น”
สิ้นคำพูดนั้น ฮองเฮาและหลี่เยว่หานต่างก็ได้สติพร้อมกัน “เรื่องที่สวนสุนัขล่าเนื้อ เป็นฝีมือของนางงั้นหรือ?”