ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 616 หวนคืนสู่สวนสุนัขล่าเนื้อ
“ถึงแม้ข้าจะไม่มีหลักฐาน แต่ข้าปักใจเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น” มู่หวังเฟยลดเสียงต่ำลง “อย่างไรเสียคุณหนูหยวนก็เป็นบุตรสาวสายตรงของจวนอู่กั๋วกง และชื่อจวนอู่กั๋วกงนั้น ก็มีคำว่า ‘อู่’ ที่หมายถึงการยุทธ์อยู่”
คำพูดของมู่หวังเฟยฟังดูพิลึกพิลั่น ทว่าหลี่เยว่หานกลับเข้าใจความหมายนั้นได้ทันที
หากจะกล่าวถึงบรรดาจวนกั๋วกงที่สืบทอดกันมานับร้อยปีนั้นมีเพียงสามตระกูล ได้แก่ ตระกูลอวี๋แห่งจวนเหวินกั๋วกง ตระกูลหยวนแห่งจวนอู่กั๋วกง และตระกูลไป๋หลี่แห่งจวนเจิ้นกั๋วกง
ในปัจจุบันทั้งสามจวนมิได้มีบทบาทโดดเด่นในราชสำนักนัก ทว่ายามเริ่มก่อตั้งแคว้นตงฮั่น ทั้งสามตระกูลต่างก็เป็นขุนนางคุณูปการผู้ร่วมบุกเบิกแผ่นดิน
เหวินกั๋วกงรุ่นแรกนั้นใช้พู่กันตวัดขีดเขียนชี้แนะกลยุทธ์เหนือแผ่นดิน ถือเป็นขุนนางกู้อิสริยศผู้ค้ำจุนแผ่นดินอย่างแท้จริง ส่วนอู่กั๋วกงรุ่นแรกนั้นมีพละกำลังมหาศาล เพียงคนเดียวก็สามารถต้านทานทัพนับหมื่นได้ เขาเป็นยอดขุนพลใต้บังคับบัญชาของจงเจิ้งจื่อโยว และเจิ้นกั๋วกงรุ่นแรกนั้นเชี่ยวชาญการนำทัพจับศึกเป็นอย่างยิ่ง แผ่นดินที่จงเจิ้งจื่อโยวพาส่งกองทัพไปตีมาได้ภายใต้การวางแผนของเหวินกั๋วกงรุ่นแรกและพละกำลังของอู่กั๋วกงรุ่นแรกนั้น ล้วนได้รับการปกปักรักษาโดยเจิ้นกั๋วกงรุ่นแรกทั้งสิ้น
จนกระทั่งบัลลังก์สืบทอดมาถึงมือของจงเจิ้งหลิงอวิ๋น ทั้งสามตระกูลใหญ่ก็ค่อย ๆ ถอนตัวออกจากการเมือง ผู้คนดูเหมือนจะเริ่มลืมเลือนวีรกรรมของพวกเขาไปทีละน้อย และจดจำได้เพียงว่าปัจจุบันพวกเขามีฐานะสูงส่งเหนือธรรมดาเท่านั้น
ตอนที่หลี่เยว่หานเพิ่งกลับเข้าสู่ตระกูลเหวินกั๋วกง กั๋วกงเฒ่าเคยเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟังมากมาย
หนึ่งในนั้นคือเรื่องที่อู่กั๋วกงในอดีตเคยใช้เพียงกำลังตนเองสยบเสือโคร่งดุร้ายด้วยมือเปล่า ยามนั้นกั๋วกงเฒ่าทอดถอนใจพลางเล่าว่า จวนอู่กั๋วกงมีวิชาบรรพบุรุษคือวิชาควบคุมสัตว์ซึ่งสืบทอดกันมาเพียงชั่วอายุละหนึ่งคนเท่านั้น หากบุตรหลานสายตรงไม่มีพรสวรรค์ ก็จะเลือกเด็กที่มีแววจากสายรองมาเป็นบุตรบุญธรรมในสายตรงเพื่อสืบทอดวิชานี้สืบไป
ก่อนหน้านี้หลี่เยว่หานเคยนึกสงสัย ในยุคสมัยที่บุรุษเป็นใหญ่เช่นนี้ หยวนหลิงเอ๋อร์กล้าทุบตีและด่าทอพี่ชายตนเองได้อย่างไร ถึงแม้เยวียนสวินจะเป็นบุตรที่เกิดจากอนุ แต่เขาก็เป็นบุตรชายคนโตของอู่กั๋วกง ประกอบกับหยวนฟูเหรินมีเพียงหยวนหลิงเอ๋อร์เป็นบุตรสาวคนเดียว โดยไม่มีบุตรชายสืบสกุล อย่างไรเสียอู่กั๋วกงก็ควรจะให้ความสำคัญแก่เยวียนสวินมากกว่าสิ
พอมาคิดดูตอนนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่า เป็นเพราะหยวนหลิงเอ๋อร์คือคนเดียวในจวนอู่กั๋วกงที่สืบทอดวิชาควบคุมสัตว์มาได้
หากเป็นเช่นนั้นจริง เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็น่าตรวจสอบอย่างยิ่ง
แม้ในสมองจะนึกคิดกลับไปกลับมามากมายจนกระจ่างแจ้งในชั่วพริบตา ทว่าหลี่เยว่หานกลับมิได้ใช้เวลาครุ่นคิดนานนัก
เมื่อเข้าใจความนัยทั้งหมดแล้ว นางจึงหันไปกระซิบกระซาบกับฮองเฮาและมู่หวังเฟยครู่หนึ่ง
“จะดีหรือ?” ฮองเฮาขมวดคิ้วนำ “มันจะไม่เสี่ยงเกินไปหน่อยหรือ?”
“ข้ามีวิธีปกป้องตนเองให้ปลอดภัยเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานเอ่ยให้พระนางคลายกังวล “ทว่าวันนี้เป็นวันแรกของการประชุมขุนนางครั้งใหญ่ หากเป็นฝีมือของหยวนหลิงเอ๋อร์จริง ๆ เราจะมัวรอให้นางหาโอกาสลงมือครั้งหน้าไม่ได้อีก”
มู่หวังเฟยมิได้กล่าวคำใด เพียงแต่กุมมือหลี่เยว่หานไว้ใต้โต๊ะเบา ๆ
ขณะที่ทั้งสามกำลังสนทนากัน อวี้จวงก็กำลังอุ้มเมิ่งอิงหนิงและพาเมิ่งสืออี้เล่นสนุก ดูภายนอกช่างเป็นภาพที่สงบสุขยิ่งนัก ทว่าหลี่เยว่หานกลับลอบแผ่จิตสัมผัสวิญญาณออกไป ล็อกเป้าหมายไปที่หยวนหลิงเอ๋อร์อย่างแน่นหนา
“สืบความมาได้ความว่าอย่างไร?” หยวนหลิงเอ๋อร์ถามสาวใช้ข้างกายด้วยเสียงต่ำ
“บ่าวไปสืบมาแล้วเจ้าค่ะ เยว่เอ๋อร์ถูกองครักษ์หลวงคุมตัวไปแล้ว” สาวใช้ตอบอย่างระมัดระวัง “มีคนบอกว่าตอนที่เยว่เอ๋อร์ถูกพาตัวไปนางอยู่ในอาการหมดสติ เหงื่อท่วมกาย ใบหน้าซีดเผือดดูราวกับคนตายไม่มีผิดเจ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดนายน้อยทั้งสองกับนางนั่นถึงไม่เข้าไปด้านใน?” หยวนหลิงเอ๋อร์ยังคงประดับยิ้มที่ดูอ่อนโยนใจดีไว้บนใบหน้า ทว่าคำพูดที่หลุดออกมาจากปากกลับโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก
“บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ… บางทีพระชายาอาจจะรู้อยู่แล้วว่าที่นั่นคือสวนสุนัขล่าเนื้อ เพราะนางเองก็เคยอยู่ในวังมาช่วงหนึ่ง!”
“ไปให้พ้นหน้าข้าเสีย”
สาวใช้รับคำแล้วรีบถอยฉากออกไป
หลี่เยว่หานเก็บจิตสัมผัสวิญญาณกลับมา นางพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับมู่หวังเฟยและฮองเฮาอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะพาเด็ก ๆ ปลีกตัวออกมา
“ตามไป!” เมื่อหยวนหลิงเอ๋อร์เห็นหลี่เยว่หานเดินจากไป นางจึงเรียกสาวใช้คนเดิมมาสั่งให้สะกดรอยตามทันที
“แต่ว่า… แต่ว่า…” สาวใช้แม้จะหวาดกลัวหยวนหลิงเอ๋อร์ ทว่านางก็กลัวหลี่เยว่หานไม่แพ้กัน!
“หากไม่ไป ก็เตรียมตัวรับผลที่จะตามมาได้เลย!” สีหน้าของหยวนหลิงเอ๋อร์เคร่งขรึมลง ทำเอาสาวใช้สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว รีบก้มหน้าลอบติดตามหลี่เยว่หานไปทันที
ขบวนของหลี่เยว่หานเดินกันอย่างช้า ๆ โดยอ้างว่าจะไปหาท่านอ๋อง ทิศทางที่มุ่งหน้าไปจึงเป็นลานท้องพระโรงส่วนหน้า
สาวใช้แอบตามอยู่ไกล ๆ ในหัวมัวแต่คิดหาวิธีจะล่อหลี่เยว่หานไปยังสวนสุนัขล่าเนื้อ โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าหลี่เยว่หานเป็นฝ่ายพานางเดินอ้อมเป็นวงกลม ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังสวนสุนัขล่าเนื้อเสียเอง…
กว่าที่สาวใช้จะทันรู้ตัว หลี่เยว่หานก็หยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูสวนสุนัขล่าเนื้อเสียแล้ว
“เหตุใดที่นี่จึงดูคุ้นตานัก?” หลี่เยว่หานหยุดเท้าพลางพึมพำกับตนเอง
อวี้จวงได้รับการซักซ้อมมาล่วงหน้าแล้ว นางจึงก้าวขึ้นมาได้จังหวะพอดี “พระชายาทรงลืมแล้วหรือเพคะ นี่คือเส้นทางที่พวกเราเดินหลงมาตอนเข้าวังอย่างไรเล่าเพคะ ยามนั้นมีนางกำนัลคนหนึ่งบอกว่าหลังประตูบานนี้คือประตูด้านหลังของอุทยานหลวงเจ้าค่ะ”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็พยักหน้าพลางทำท่าเข้าใจ “นึกออกแล้ว ทว่าข้ากำลังจะมุ่งหน้าไปหาท่านอ๋องมิใช่หรือ เหตุใดจึงเดินมาถึงที่นี่ได้?”
สาวใช้ที่แอบตามมาได้ยินเข้าก็สำรวจดูอย่างละเอียด แล้วพลันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
นางรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะแสร้งทำเป็นเดินผ่านแล้วหยุดทำความเคารพหลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานพยักหน้าให้อย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะเริ่มพินิจพิจารณาต่อว่าหลังประตูสวนสุนัขล่าเนื้อคืออุทยานหลวงจริงหรือไม่ พร้อมกับหันไปถามความเห็นของเมิ่งสืออี้สองพี่น้องและอวี้จวงเป็นพัก ๆ
สาวใช้เดินเลี่ยงออกไปได้ระยะหนึ่ง เมื่อแว่วได้ยินบทสนทนาของพวกนางจึงเดินย้อนกลับมา แล้วก้มลงทำความเคารพหลี่เยว่หานอย่างนอบน้อมเต็มพิธีการ
“เจ้ามีธุระอันใดหรือ?” หลี่เยว่หานขมวดคิ้วถามด้วยท่าทีดูรำคาญใจ
“ทูลพระชายา เมื่อครู่บ่าวบังเอิญได้ยินพระชายากับพี่สาวท่านนี้กำลังสงสัยว่าหลังประตูบานนี้คือที่ใด บ่าวจึงเดินกลับมาเจ้าค่ะ” สาวใช้กล่าวพลางคุกเข่าก้มหน้าลงกับพื้นอย่างนอบน้อม “ที่นี่คือสวนสุนัขล่าเนื้อเจ้าค่ะ หลังประตูบานนี้คือเขตพระราชฐานชั้นใน มิใช่อุทยานหลวง”
“สวนสุนัขล่าเนื้อคือที่ใดกัน?” อวี้จวงถามขึ้น
“ทุกปีเมื่อมีการล่าสัตว์ในวัง จะมีการส่งสุนัขล่าเนื้อที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีเข้าร่วมด้วย สวนสุนัขล่าเนื้อแห่งนี้คือที่อยู่อาศัยของสุนัขล่าเนื้อที่ได้รับการฝึกฝนเหล่านั้นเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเมิ่งสืออี้ก็เป็นประกายขึ้นมาทันที “ท่านแม่ พวกเราเข้าไปดูข้างในกันเถิดขอรับ!”
เดิมทีหลี่เยว่หานตั้งใจจะแสร้งทำเป็นสนใจด้วยตนเอง ทว่าไม่นึกเลยว่าเมิ่งสืออี้จะช่วยส่งบทให้ได้อย่างยอดเยี่ยมเพียงนี้
“ในสวนสุนัขล่าเนื้อมีคนคอยดูแลหรือไม่?” หลี่เยว่หานเอ่ยถาม
“ทูลพระชายา ในนั้นมีคนคอยฝึกและดูแลสุนัขอยู่ตลอดปีเจ้าค่ะ อีกทั้งสุนัขล่าเนื้อเหล่านี้ล้วนผ่านการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ จึงเป็นมิตรต่อผู้คนยิ่งนัก หากนายน้อยอยากเข้าไปทัศนา บ่าวสามารถเข้าไปแจ้งคนด้านในก่อนได้เจ้าค่ะ เพื่อให้พวกเขาต้อนสุนัขเข้าคอกในลานฝึกเสียก่อน เช่นนี้สุนัขล่าเนื้อจะได้ไม่ทำให้คุณชายและคุณหนูตกใจเจ้าค่ะ”
สาวใช้คนนี้ฉลาดกว่าเยว่เอ๋อร์มากนัก หลี่เยว่หานลอบคิดในใจ
จากนั้นนางจึงบอกให้สาวใช้ลุกขึ้น “เจ้าชื่ออะไร?”
“ทูลพระชายา บ่าวชื่อฉินซินเจ้าค่ะ” แม้ฉินซินจะลุกขึ้นยืนแล้ว ทว่านางยังคงก้มหน้าแสดงความเคารพอย่างยิ่งยวด ความจริงแล้วหัวใจของนางแทบจะเต้นหลุดออกมานอกอกด้วยความตื่นเต้น!
“อืม” หลี่เยว่หานพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนแม่นางฉินซินช่วยเข้าไปแจ้งให้ที ข้าจะพาเด็กทั้งสองคนเข้าไปเยี่ยมชมเสียหน่อย”
“รับบัญชีเจ้าค่ะ!”
สำเร็จแล้ว!
ฉินซินแทบจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกในทันที…