ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 618 เรื่องเล็กไม่ เรื่องใหญ่ต้องจัดให้หนัก
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 618 เรื่องเล็กไม่ เรื่องใหญ่ต้องจัดให้หนัก
เสียงเสือคำรามกึกก้องกัมปนาทไปทั่วทั้งวังหลวง ม้าในสนามม้าต่างตื่นตกใจจนหมอบทรุดไม่กล้าขยับเขยื้อน สัตว์ป่าน้อยใหญ่ที่ถูกเลี้ยงไว้ในพระราชฐานชั้นในต่างสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ฝั่งอุทยานหลวงบรรดาสตรีสูงศักดิ์ต่างพากันหน้าถอดสี ส่วนเหล่าขุนนางในท้องพระโรงต่างก็หันมาสบตากันด้วยความฉงนสงสัย
โชคดีที่พยัคฆ์ร้ายนั้นแข็งแกร่งและดุร้ายยิ่งนัก เพียงไม่นานมันก็ขย้ำเหล่าสุนัขดุร้ายจนบาดเจ็บสาหัสและสิ้นฤทธิ์ไปตาม ๆ กัน
จากนั้น พยัคฆ์ใหญ่ได้หันกลับมามองทางหลี่เยว่หานครู่หนึ่ง อวี้จวงเห็นเช่นนั้นก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อแทบสิ้นสติ ทว่าพยัคฆ์ร้ายกลับเพียงแค่คำรามยาวอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะหันหลังกระโจนมุ่งหน้าไปยังภูเขาหลังเขตพระราชฐานชั้นในและลับสายตาไป
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น! เหตุใดจึงมีเสือโคร่งในเขตชั้นในได้! พระชายาโปรดประทานอภัย ข้าน้อยจะรีบส่งคนไปจัดการสัตว์ร้ายตัวนั้นเดี๋ยวนี้ขอรับ!” เมื่อพยัคฆ์ร้ายกระโดดขึ้นเขาพ้นสายตาผู้คนและกลับคืนสู่แดนราชันไร้เทียมทานแล้ว ซุนเฉิงก็พาลูกน้องปรากฏตัวออกมาด้วยท่าทีตัวสั่นงันงก
หลี่เยว่หานมองไปยังซุนเฉิง นางแสร้งทำเป็นตาเหลือกแล้วล้มฟุบหมดสติไปทันที
เมิ่งสืออี้ที่เดิมทียังขวัญเสียอยู่ เมื่อเห็นมารดาล้มลงก็รีบได้สติ เขาร้องเรียก “ท่านแม่!” เสียงหลงดังระงมไปทั่วบริเวณ
นับแต่เสียงเสือคำรามครั้งแรก ฮองเฮาและมู่หวังเฟยก็ได้พากันนำเหล่าสตรีสูงศักดิ์รุดมายังที่เกิดเหตุ แต่ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับรวดเร็วกว่านั้นมาก เขาใช้พละกำลังและวิชาตัวเบาขั้นสูงสุดทะยานมาถึงในจังหวะที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของเมิ่งสืออี้พอดี
“โครม!” เสียงประตูสวนสุนัขล่าเนื้อถูกเขาถีบจนพังพินาศ เงาร่างสายหนึ่งวูบผ่านไปราวกระแสลม เมื่อทุกคนได้สติอีกครั้ง หลี่เยว่หานก็ตกอยู่ในอ้อมแขนของเมิ่งฉีฮ่วนเสียแล้ว
“เยว่… เยว่หาน…” เสียงของเมิ่งฉีฮ่วนสั่นเครือเล็กน้อย
หลี่เยว่หานเห็นว่าสถานการณ์เริ่มเลยเถิด นางจึงลอบลืมตาขึ้นมาทำหน้าทะเล้นใส่เขาแวบหนึ่งก่อนจะหลับตาลงตามเดิม เมื่อเห็นเช่นนั้นเมิ่งฉีฮ่วนจึงค่อยเข้าใจสถานการณ์…
“ใครเป็นผู้รับผิดชอบสวนสุนัขล่าเนื้อแห่งนี้?” เมิ่งฉีฮ่วนช้อนร่างหลี่เยว่หานขึ้นแนบอกพลางยืนขึ้นถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
ซุนเฉิงตัวสั่นเทิ้ม รีบก้าวออกมาข้างหน้า “ถวายบังคมท่านอ๋อง ข้าน้อยซุนเฉิง ผู้ดูแลสวนสุนัขล่าเนื้อขอรับ…”
“โทษประหาร” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยคำสั่งสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงไร้ความปราณี ก่อนจะอุ้มหลี่เยว่หานเดินออกไปข้างนอก
อุทยานหลวงอยู่ไม่ไกลนัก ฮองเฮาและมู่หวังเฟยพร้อมขบวนสตรีสูงศักดิ์จึงมาถึงพอดี เมื่อเห็นหลี่เยว่หานหลับตาแน่นอยู่ในอ้อมกอดของเมิ่งฉีฮ่วน เห็นเมิ่งสืออี้ที่ขอบตาแดงก่ำเดินตามข้างกาย และอวี้จวงที่อุ้มเมิ่งอิงหนิงซึ่งหน้าซีดเผือด ทุกคนต่างก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่? หรือว่าฉีหวังเฟยจะสิ้นใจไปแล้ว?
“ถวายบังคมพี่สะใภ้” เมิ่งฉีฮ่วนหยุดฝีเท้าทักทายฮองเฮาและมู่หวังเฟย ก่อนจะเอ่ยเสียงกร้าว “มีคนคิดคดมุ่งร้ายต่อครอบครัวของข้า ขอพี่สะใภ้ทั้งสองโปรดให้ความเป็นธรรมด้วย”
“นี่มันเรื่องอะไรกัน?” แม้ฮองเฮาและมู่หวังเฟยจะพอรู้แผนการของหลี่เยว่หานมาบ้างและเชื่อว่านางจะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีเสียงเสือคำรามดังขึ้นในวังเช่นนี้!
“ซุนเฉิง ผู้ดูแลสวนสุนัขล่าเนื้อ ปล่อยให้สุนัขดุร้ายทำร้ายคนในราชวงศ์ ข้าเห็นมากับตาตนเอง” เมิ่งฉีฮ่วนตอบทีละคำอย่างหนักแน่น
ในเขตพระราชฐานชั้นในย่อมไม่มีเสือโคร่งแน่ ส่วนหลี่เยว่หานก็เพียงแสร้งหมดสติ เสือตัวนั้นคงมาจากแดนราชันไร้เทียมทานของนางนั่นเอง
“แต่… เมื่อครู่มีเสียงเสือคำรามมิใช่หรือ?” ฮองเฮาเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
“เป็นเสียงสุนัขเห่าขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวคำเท็จหน้าตาย “ในเขตพระราชฐานจะมีเสือได้อย่างไร เพียงแต่สุนัขเหล่านั้นยังมิได้รับการฝึกฝน เสียงเห่าของมันจึงดังกึกก้องจนคนเข้าใจผิดว่าเป็นเสียงเสือ ตอนที่ข้าไปถึง สุนัขล่าเนื้อกำลังพยายามขัดขวางสุนัขดุร้ายเหล่านั้นไว้ หากเป็นเสือจริง สุนัขดุร้ายพวกนั้นคงไร้ชีวิตไปแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนอธิบายเป็นตุเป็นตะ
ฮองเฮาและมู่หวังเฟยย่อมรู้ดีว่าเขากำลังกล่าวเท็จ แต่เนื่องจากหลี่เยว่หานได้ส่งสัญญาณไว้ก่อนแล้ว ทั้งสองจึงแสร้งลืมเรื่องเสือไปเสีย ฮองเฮาสั่งการให้องครักษ์หลวงเข้าจับกุมตัวซุนเฉิงทันที
เมิ่งฉีฮ่วนอุ้มหลี่เยว่หานมองดูเหตุการณ์ด้วยสายตาเย็นชา เมื่อซุนเฉิงกำลังจะถูกลากตัวไป เขาก็เอ่ยขึ้นว่า “การทำร้ายเชื้อพระวงศ์มีโทษประหารเก้าชั่วโคตร ขอพี่สะใภ้โปรดสั่งคนไปจับกุมครอบครัวของซุนเฉิงทั้งหมดมาขังไว้ที่กรมราชสกุล ข้าจะมาสอบสวนด้วยตนเองหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมขุนนาง”
“ตกลง!” ฮองเฮาพยักหน้า
ซุนเฉิงหน้าถอดสีทันที “ข้าน้อยไม่ได้ทำ! ข้าน้อยมิได้ทำร้ายฉีหวังเฟยนะขอรับ!”
ขณะที่องครักษ์กำลังจะลากตัวเขาไป เมิ่งสืออี้ก็เดินตรงเข้าไปหาซุนเฉิง แล้วคว้าเอานกหวีดออกมาจากอกเสื้อของเขา “นี่คือนกหวีดเรียกสุนัข ใช้สำหรับสั่งการพวกมัน!”
ทุกคนต่างมองดูเด็กชายด้วยความงงงวยจึงไม่มีใครเข้าไปห้าม ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนนั้นหัวไว เขาเข้าใจทันทีว่าบุตรชายคิดจะทำสิ่งใด
“ใช่… ใช่ขอรับ… นี่คือนกหวีดที่ข้าน้อยใช้ฝึกสุนัข!” ซุนเฉิงรีบพยักหน้ายอมรับ
เมิ่งสืออี้มีสีหน้าเย็นชา เขาเช็ดนกหวีดด้วยความรังเกียจก่อนจะเป่าออกมาเป็นจังหวะ
“โฮ่ง! โฮ่ง!” สุนัขดุร้ายที่อยู่ในคอกกั้นเมื่อได้ยินเสียงนกหวีดก็พากันเห่ากระโชกอย่างดุร้าย แม้พวกมันจะบาดเจ็บหนักจนสู้ไม่ไหว แต่ก็ยังส่งเสียงขู่ขวัญสุดกำลัง
“ท่านพ่อ ซุนเฉิงคนนี้เป่านกหวีดเสร็จแล้วก็วิ่งหนีไปขอรับ!” เมิ่งสืออี้เอ่ยจบก็ถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความชิงชัง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซุนเฉิงก็ถึงกับหน้าถอดสีกลายเป็นสีเทาดำด้วยความสิ้นหวัง
เด็กคนนี้เหตุใดจึงเฉลียวฉลาดนัก…
“ข้าสารภาพแล้ว! ข้าสารภาพแล้ว!” ซุนเฉิงที่คลุกคลีอยู่ในวังมานานย่อมรู้วิธีเอาตัวรอด
เมื่อลูกไม้ถูกเปิดโปง เขาจึงรีบอ้อนวอนขอชีวิต “เป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนอู่กั๋วกงที่สั่งให้ข้าทำ! นางบอกว่าหากสำเร็จจะมอบทองคำหนึ่งหมื่นตำลึงให้ และจะช่วยพาข้าออกจากวังเพื่อให้ข้าและครอบครัวหนีไปเสวยสุขที่อื่น ข้าน้อยมิได้มีเจตนาจะทำร้ายจริง ๆ ขอรับ!”
หยวนหลิงเอ๋อร์ที่ยืนดูเหตุการณ์อย่างนึกสนุกในคราแรก เมื่อเห็นซุนเฉิงซัดทอดมาถึงตนอย่างง่ายดายเช่นนี้ ก็โกรธเกรี้ยวจนใบหน้าแดงก่ำ “เจ้าคนชั้นต่ำ! เจ้ากล้าดีอย่างไรมากล่าววาจาเลื่อนลอยเช่นนี้!”
“นั่นสิ! คุณหนูใหญ่แห่งจวนอู่กั๋วกงผู้สูงศักดิ์หรือจะมาทำเรื่องต่ำช้าเช่นที่เจ้ากล่าวอ้าง!” หวังเฟิ่งรีบปกป้องบุตรสาว
“ข้าน้อยไม่ได้พูดปด!” องครักษ์ที่คุมตัวซุนเฉิงลอบคลายมือออก ซุนเฉิงเหงื่อกาฬไหลพรากพลางคลานเข่าเข้าไปหาเมิ่งฉีฮ่วนแล้วเบิกตากว้าง “คุณหนูใหญ่หยวนยังสั่งให้แม่นางเยว่ไปดักรถม้าของฉีหวังเฟย แต่หลังจากนั้นพระชายามิได้เข้าสวนสุนัขทันที ทว่าผ่านไปครู่ใหญ่แม่นางฉินซินกลับเป็นคนนำทางพวกนางเข้ามาเอง!”
“ที่แขนเสื้อด้านขวาของฉีหวังเฟยต้องมีผงสีเทาติดอยู่แน่ ๆ นั่นคือผงยาที่กระตุ้นให้สุนัขที่ยังมิได้รับการฝึกฝนเกิดอาการคลุ้มคลั่ง!”
“คุณหนูใหญ่เป็นคนมอบผงยานี้ให้ข้าน้อย! สิ่งเดียวที่ข้าต้องทำคือเป่านกหวีด ปลดโซ่ตรวนที่คอกกั้น และห้ามไม่ให้ใครเข้าไปช่วยเหลือตอนที่พระชายาร้องขอความช่วยเหลือ! ทั้งหมดนี้เป็นคำสั่งของคุณหนูใหญ่หยวนทั้งสิ้น!”
“แต่… แต่พระชายามิได้รับบาดเจ็บ! เพราะมีพยัคฆ์เทพจุติปรากฏกาย! พยัคฆ์เทพจุติมาช่วยคุ้มครองพระชายาและขย้ำสุนัขพวกนั้นจนหนีไป! พระชายาเป็นผู้มีบุญบารมีสูงส่งยิ่งนัก!”
เมื่อได้ยินดังนั้น หยวนหลิงเอ๋อร์ก็ลนลานรีบคุกเข่าลงกับพื้น “เรื่องที่หลิงเอ๋อร์มิได้ทำ หลิงเอ๋อร์ย่อมมิยอมรับ! เจ้าคนผู้นี้มีเจตนาร้าย หวังจะทำลายชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของข้า!” เพราะนางรีบคุกเข่าลง จึงมิได้ทันสังเกตเห็นว่าซุนเฉิงได้ลอบหยิบป้ายหยกขาวมันแพะออกมา…
“เช่นนั้นหรือ?” มู่หวังเฟยที่เพิ่งตรวจสอบแขนเสื้อข้างขวาของหลี่เยว่หานเสร็จสิ้น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ