ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 619 หยวนหลิงเอ๋อร์ผู้เปราะบาง
“หลิงเอ๋อร์มิเคยทำเรื่องพวกนี้เลยนะเจ้าคะ!” หยวนหลิงเอ๋อร์ยังคงปากแข็งไม่ยอมรับ
“ฮ่องเต้เสด็จแล้ว——” เสียงขานยาวของขันทีดังข้ามมาแต่ไกล ทำให้ทุกคนต่างพากันตกตะลึง
ไม่นึกเลยว่าเรื่องนี้จะลุกลามไปถึงหูของฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเข้าให้แล้ว!
“เราได้ยินมาว่าในเขตพระราชฐานเกิดเรื่องขึ้นเล็กน้อย พอดีติดธุระต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองจึงมาช้าไปก้าวหนึ่ง ถือเสียว่าเอาตัวนังเด็กสองคนนี้มาให้เป็นของกำนัลขอขมาก็แล้วกัน” สิ้นเสียงตรัส องครักษ์หลวงที่รูปร่างกำยำหลายนายก็โยนตัวอวี้เอ๋อร์และฉินซินลงมากองต่อหน้าฝูงชน
ใบหน้าของหยวนหลิงเอ๋อร์พลันซีดเผือดลงทันตา!
“เจ้าเก้า เจ้าจงระงับโทสะก่อนเถิด เรื่องราวเป็นมาอย่างไรเราสืบจนกระจ่างแจ้งหมดแล้ว” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นตรัสกับเมิ่งฉีฮ่วนด้วยน้ำเสียงประนีประนอม
จากนั้น พระองค์ก็ก้าวเข้าไปหาหยวนหลิงเอ๋อร์แล้วตรัสว่า “นังเด็กใจคออำมหิต เพราะเจ้าขุ่นเคืองที่ฮองเฮาประทานราชโองการให้เจ้าออกเรือนโดยเร็ว จึงได้ติดสินบนคนไว้ล่วงหน้าเพื่อจะลงมือทำร้ายฉีหวังเฟยและป้ายสีฮองเฮาในวันประชุมขุนนางครั้งใหญ่ บัดนี้ทั้งสาวใช้ข้างกายและนางกำนัลที่เจ้าซื้อตัวไว้ต่างก็รับสารภาพหมดแล้ว แม้แต่ซุนเฉิงผู้ดูแลสวนสุนัขก็ยังเอาของแทนใจของเจ้าออกมาเป็นหลักฐาน เจ้ายังมีสิ่งใดจะแก้ตัวอีก?!”
หยวนหลิงเอ๋อร์หน้าถอดสีประหนึ่งคนตาย ส่วนหวังฟูเหรินที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ ก็พยายามอ้อนวอนขอความเมตตาอย่างสุดชีวิต
“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่เพคะ?” ฮองเฮาขมวดคิ้วถามอย่างไม่สบอารมณ์ เดิมทีนางควรจะเป็นตัวเอกที่ออกมาปิดฉากงิ้วโรงนี้แท้ๆ ไฉนตาแก่ฮ่องเต้ถึงได้มาชิงตัดหน้าเอาหน้าไปเสียได้! แขกเหรื่อที่ท้องพระโรงนั่นยังไม่พอให้ต้อนรับหรืออย่างไรกัน???
“ฮองเฮาโปรดใจเย็นก่อน” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นรีบปลอบโยน
“ทุกคนคงทราบดีเรื่องที่ก่อนหน้านี้ฮองเฮาสั่งให้หยวนหลิงเอ๋อร์ออกเรือน แต่ตระกูลหยวนกลับเล่นแง่ รับลูกเขยเข้าบ้านแล้วให้หย่าขาดกันในวันที่แต่งงานทันที ทำให้หยวนหลิงเอ๋อร์ต้องแปดเปื้อนชื่อเสียว่าผ่านการแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง ประกอบกับนางมีใจรักมั่นต่อฉีอ๋องมาโดยตลอด จึงเกิดความริษยาในตัวฉีหวังเฟยที่แม้จะเป็นเพียงชาวนาแต่กลับทำคุณงามความดีให้แผ่นดินมหาศาล นางจึงได้วางแผนเรื่องในวันนี้ขึ้น”
“นางกำนัลเยว่เอ๋อร์รับสารภาพแล้วว่า ครอบครัวของนางที่อยู่นอกวังได้รับการดูแลจากหยวนหลิงเอ๋อร์เป็นอย่างดี เรื่องในวันนี้จึงตั้งใจแลกด้วยชีวิต ส่วนฉินซินก็คือสาวใช้คนสนิทที่หยวนหลิงเอ๋อร์สั่งให้ลวงกลุ่มของฉีหวังเฟยมาที่นี่หลังจากที่เยว่เอ๋อร์ลงมือพลาด”
“ส่วนซุนเฉิงนั้น น้องชายของเขาก็คือชายคนที่หยวนหลิงเอ๋อร์รับเข้ามาแต่งงานแล้วหย่าในวันเดียวนั่นเอง ตระกูลหยวนสัญญาจะให้ทองคำหนึ่งหมื่นตำลึง ทั้งยังรับปากจะช่วยพาซุนเฉิงออกจากวังไป เขาจึงยอมเสี่ยงตายเข้าร่วมแผนการนี้”
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นตรัสเล่าเรื่องราวราวกับเล่านิทาน พลางก้มลงหยิบหยกขาวไขมันแพะมาจากมือของซุนเฉิงที่คุกเข่าอยู่ “หยกเนื้อดีเช่นนี้มีเพียงตระกูลขุนนางสูงศักดิ์เท่านั้นที่จะครอบครองได้ ด้านหน้าสลักตราประจำตระกูลอู่กั๋วกง ส่วนด้านหลังสลักคำว่า ‘หลิง’ อันเป็นชื่อของหยวนหลิงเอ๋อร์ เราจำหยกชิ้นนี้ได้ดี เพราะมันคือของที่เรารับสั่งประทานให้หยวนหลิงเอ๋อร์ตอนนางอายุครบขวบปี”
ตรัสจบ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็เหวี่ยงหยกชิ้นนั้นทิ้งจนแตกละเอียดกระจายเต็มพื้น
สองแม่ลูกตระกูลหยวนตัวสั่นงันงกจนแทบจะกลายเป็นก้อนเนื้อก้อนเดียว ในเมื่อหลักฐานมัดตัวแน่นหนาประกอบกับพระดำรัสของโอรสสวรรค์ที่ตัดสินความลงมาเช่นนี้ เห็นทีพวกนางคงยากจะรอดพ้นความตายไปได้
“หม่อมฉันขอทูลถามเพคะ เหตุจูงใจที่หยวนหลิงเอ๋อร์ทำเช่นนี้คืออะไร?” ฮองเฮาถามเสียงเรียบด้วยความหมั่นไส้ท่าทีที่ฮ่องเต้พยายามทำตัวเท่เหนือใคร
“หยวนหลิงเอ๋อร์มีใจปฏิพัทธ์ต่อฉีอ๋อง จึงขุ่นเคืองทั้งเจ้าและฉีหวังเฟยเข้ากระดูกดำ ถึงได้วางกับดักในวันนี้ขึ้นมา” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเห็นฮองเฮามีท่าทีเย็นชาก็เริ่มใจเสีย แต่ยังคงรักษามาดเอาไว้
“แต่หยวนหลิงเอ๋อร์เป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆ ไฉนจึงคิดแผนการชั่วร้ายพิสดารเช่นนี้ได้? หากวันนี้ไม่มีพยัคฆ์เทพจุติลงมาช่วยครอบครัวฉีอ๋องไว้ ฉีหวังเฟยกับนายน้อยและคุณหนูน้อยมิต้องถูกสุนัขรุมทึ้งจนสิ้นชีพไปแล้วหรือ? หยวนหลิงเอ๋อร์เป็นเพียงเด็กสาวอายุยังไม่ถึงยี่สิบ จะไปมีปัญญาวางแผนการซับซ้อนเพียงนี้ได้อย่างไร?”
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นถูกฮองเฮาตั้งข้อสงสัยจนหน้าเริ่มเสีย แต่ยังคงพยายามรักษาอาการเอาไว้ “ฮองเฮาคงลืมไปแล้วกระมัง ว่าตระกูลอู่กั๋วกงมีวิชาควบคุมสัตว์อันเป็นเอกลักษณ์?”
“ฝ่าบาทจะบอกว่า หยวนหลิงเอ๋อร์ผู้นี้ใช้วิชาควบคุมสัตว์หรือเพคะ?” ฮองเฮายังคงถามด้วยเสียงเย็นชา
“แม้หยวนหลิงเอ๋อร์จะมิใช่ผู้สืบทอดวิชาโดยตรง แต่ก็นับว่าเคยได้ศึกษามาร่ำเรียนมาบ้าง การจะควบคุมสุนัขเพียงไม่กี่ตัว หรือปรุงผงยาที่ทำให้สุนัขดุร้ายคลุ้มคลั่งนั้นมิใช่เรื่องยากเย็น เมื่อครู่มู่หวังเฟยก็ได้ให้หมอหลวงตรวจดูแล้ว ผงที่ติดอยู่บนแขนเสื้อของฉีหวังเฟยก็คือผงคลุ้มคลั่งจริงๆ”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ขอบพระทัยเพคะที่ทรงช่วยชี้แนะ” ฮองเฮาพยักหน้า ในที่สุดนางก็ยอมไว้หน้าไม่ฉีกหน้าฮ่องเต้จนพังยับเยินไปเสียก่อน…
เมื่อเห็นฮองเฮาพอใจแล้ว ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็โบกพระหัตถ์ องครักษ์หลวงจึงก้าวเข้ามาลากตัวสองแม่ลูกตระกูลหยวนออกไป
หยวนหลิงเอ๋อร์คิดจะอ้าปากโต้แย้ง แต่พอเงยหน้าไปสบตากับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยรังสีสังหารของเมิ่งฉีฮ่วน ความหวาดกลัวอันมหาศาลก็จู่โจมเข้าที่กลางใจจนไม่กล้าเอ่ยปริปากออกมาอีกแม้แต่คำเดียว
การที่เกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ขึ้นในวันประชุมขุนนางครั้งใหญ่ ทำให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นขุ่นเคืองพระทัยไม่น้อย
หลังจากจัดการหยวนหลิงเอ๋อร์เสร็จ และกำชับให้ดูแลครอบครัวของเมิ่งฉีฮ่วนให้เรียบร้อยแล้ว พระองค์จึงพาฮองเฮากลับไปยังท้องพระโรง
ภายในเรือนเล็กของตำหนักซานเป่า หลี่เยว่หานถอดชุดคลุมตัวนอกออกแล้วนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง พลางกินผลไม้ไปพลางฟังเมิ่งฉีฮ่วนเล่าเรื่องไปพลาง
“สรุปคือเรื่องในวันนี้ ฮ่องเต้ทรงทราบอยู่ก่อนแล้วหรือ?” หลี่เยว่หานถามเมิ่งฉีฮ่วน
“อืม” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า “เขาจ้องจะเล่นงานจวนอู่กั๋วกงมานานแล้ว ครั้งนี้ก็แค่ยืมมือพวกเราเป็นดาบเท่านั้น”
“แล้วเจ้าล่ะ?” หลี่เยว่หานปรายตาไปมองเขา
“ข้า?” เมิ่งฉีฮ่วนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบแก้ตัว “ข้าไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ถูกฮ่องเต้เรียกเข้าวังตั้งแต่เช้าตรู่ เดิมทีข้ากะจะให้เฮ่อเจิ้งเทียนคอยตามคุ้มครองเจ้า แต่เขตพระราชฐานชั้นในเป็นเขตหวงห้าม บุรุษเช่นเขาเข้าไม่ได้”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็บิดขี้เกียจ “แล้วไฉนเจ้าถึงวิ่งมาไวนัก ปรากฏตัวออกมาได้ในพริบตาเดียว?”
เมิ่งสืออี้ที่กำลังป้อนผลไม้ให้น้องสาวอยู่ข้างๆ ได้ยินเข้าก็รีบพยักหน้าเห็นด้วย “จริงด้วยขอรับท่านแม่ ท่านพ่ออย่างกับเป็นสายลมพัดวูบเดียวก็โผล่ออกมาจากใต้ดินเลย!”
“เจ้าหนู เจ้าเห็นพ่อเป็นปิศาจดินหรืออย่างไร” เมิ่งฉีฮ่วนทั้งขำทั้งสลดใจ “อันที่จริงตั้งแต่เจ้าก้าวเข้าวัง ฮ่องเต้ก็ส่งคนคอยจับตาดูอยู่เงียบๆ แล้ว ตอนแรกเจ้าไม่หลงกลเขาเลยนึกว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใครจะคิดว่าเจ้าจะย้อนกลับมาที่นั่นอีก เขาบอกว่าพิจารณาดูแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องบอกให้ข้ารู้”
“พอเขาพูดจบ ข้าก็รีบบึ่งมาที่สวนสุนัขทันที ระหว่างทางได้ยินเสียงเสือคำราม ใจข้าก็นึกห่วงจนยิ่งวิ่งเร็วขึ้นไปอีก พอไปถึงพยัคฆ์เทพตนนั้นก็จากไปเสียแล้ว น่าเสียดายที่ไม่ได้เห็นกับตา”
เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ “เรื่องในวันนี้ ข้าจะจดบัญชีแค้นไว้กับฮ่องเต้สักหนึ่งหน”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าต้องจดไว้สี่หนสิ ทั้งข้า อาอี้ อานิ่ง แล้วก็อวี้จวง คนละบัญชี!” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางรวบตัวเมิ่งอิงหนิงเข้ามากอด
โชคดีที่ลูกสาวคนเล็กยังเด็กนักจึงยังไม่ประสีประสาเท่าใดนัก นางตกใจเพียงเพราะอวี้จวงตกใจเกินเหตุจนวางนางลงบนพื้นกะทันหัน แต่ตอนนี้กลับมาเริงร่าตามเดิมและกำลังอ้าปากรับผลไม้ที่พี่ชายป้อนให้อย่างว่าง่าย
ส่วนเมิ่งสืออี้ก็ใจเด็ดนัก หลังจากผ่านเรื่องระทึกขวัญมาขนาดนั้น ยังมีสติหลักแหลมพอที่จะแฉเรื่องนกหวีดเรียกสุนัขออกมาได้
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลี่เยว่หานก็เบาใจลง
“วันนี้ข้าใจร้อนไปเอง ไม่ควรพาลูกๆ มาเสี่ยงอันตรายเช่นนี้เลย” หลี่เยว่หานเอ่ยเสียงเรียบ “แม้หยวนหลิงเอ๋อร์จะใช้วิธีสกปรก แต่ก็เป็นข้าที่ปกป้องลูกไม่ดีพอจนทำให้พวกเขาต้องขวัญเสีย”
“ท่านแม่ อานิ่งไม่กลัวหรอกเจ้าค่ะ” เมิ่งอิงหนิงรีบซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดของหลี่เยว่หาน พลางประคองหน้าท่านแม่แล้วจุ๊บเหม่งหนึ่งที “ขอเพียงมีท่านแม่อยู่ด้วย อานิ่งกับท่านพี่ก็ไม่กลัวสิ่งใดทั้งสิ้นเจ้าค่ะ!”