ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 624 ร้อนรนจนเห็นได้ชัด
“ฮองเฮา พระชายามู่ พวกท่านก็เห็นแล้ว ครอบครัวของพระชายาฉีล้วนผูกใจเจ็บต่อหม่อมฉัน ดังนั้นการที่นางจะลงมือกับหม่อมฉันจึงย่อมเป็นไปได้!” อวี๋หลันคว้าโอกาสจากคำพูดของเมิ่งอิงหนิง รีบกล่าวหาทันที
“อีกทั้งก่อนที่หม่อมฉันจะแต่งงาน หม่อมฉันเคยมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับฉีอ๋อง เมื่อพระชายาฉีทราบเรื่องก็นึกพยาบาทมาตลอด คราวนั้นนางก็เป็นคนล่อลวงให้หม่อมฉันออกไปแจกทานจนเกิดเรื่องผิดพลาด ต่อมาเพราะได้ท่านพ่อคุ้มครองหม่อมฉันจึงรอดพ้นมาได้ แต่นางก็ยังคงฝังใจเจ็บมาจนถึงตอนนี้เจ้าค่ะ!”
ในเมื่อลูกชายและลูกสาวต่างพากันออกหน้าปกป้องนางแล้ว ต่อให้หลี่เยว่หานจะเจ็บจนแทบยืนไม่ไหว แต่นางก็ไม่อาจทนนั่งดูงิ้วฉากนี้ต่อไปได้อีก
“อวี๋หลัน เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ” หลี่เยว่หานเดินขยับเข้าไปหาทีละก้าวโดยมีอวี้จวงคอยพยุงพลางใช้มือกุมเอวไว้ “คราวนั้นที่เจ้าแอบหนีออกไปแจกทานเองเงียบ ๆ เพราะเหตุใดในใจเจ้าย่อมรู้ดีที่สุด ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าข้าล่อลวงเจ้าไปอย่างนั้นรึ? ข้าจะมีเสน่ห์ดึงดูดใจเจ้าได้ขนาดนั้นเชียว?”
“ใช่หรือไม่ ในใจเจ้าย่อมรู้ดี!” อวี๋หลันมองหลี่เยว่หานด้วยสายตาเคียดแค้น “ตอนนั้นเจ้าเพิ่งคลอดลูก ทั้งยังหย่าขาดกับฉีอ๋อง เจ้ากว้านซื้อธัญพืชในตลาดจนหมดเกลี้ยงเพื่อกักตุนไว้คนเดียว แล้วมุดหัวซ่อนตัวอยู่ในจวนกั๋วกงของข้า จนทำให้จวนกั๋วกงถูกชาวบ้านด่าทอสาปแช่ง ข้าออกไปแจกทานก็เพื่อกู้ชื่อเสียงให้จวนกั๋วกง เรื่องนี้จะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าได้อย่างไร!”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ทำเพียงกรอกตาขึ้นฟ้าแล้วหันไปหาฟางจื่อหลัน “ท่านป้า พี่อวี๋หลันคงป่วยหนักแล้ว ท่านรีบพานางกลับไปเถิดเจ้าค่ะ เรื่องในวันนี้ข้าจะไม่ถือสาเอาความกับนางก็แล้วกัน”
“อย่ามาทำเป็นไขสือ! ใครบอกว่าเจ้าไม่ถือสา ข้าต่างหากที่จะเอาความกับเจ้า!” อวี๋หลันแผดเสียงลั่นพลางชี้นิ้วไปที่หลี่เยว่หาน “เจ้าเห็นว่าชีวิตสมรสของข้ามีความสุขดีจึงนึกริษยา ถึงขั้นคิดจะผลักข้าให้แท้งลูก จิตใจช่างชั่วช้านัก วันนี้มีพยานอยู่มากมาย ข้าขอให้ทุกท่านช่วยให้ความเป็นธรรมแก่ข้า และช่วยกันลากหน้ากากนังผู้หญิงแพศยาคนนี้ออกมาด้วยเถิด!”
หากฮองเฮาไม่ทรงรั้งไว้ พระชายามู่คงพุ่งเข้าไปถีบอวี๋หลันให้ล้มคว่ำไปแล้ว
นางรอจนอวี๋หลันพล่ามจบจึงค่อย ๆ เอ่ยปาก “ใต้เท้ากู้รับกุ้ยเฉี้ยเข้าบ้านถึงสามคนนับตั้งแต่เจ้าเริ่มตั้งครรภ์ เช่นนี้หรือที่เรียกว่าชีวิตสมรสมีความสุข? ตั้งแต่แต่งงานมา ฉีอ๋องมีเพียงชายารองผู้ล่วงลับแค่คนเดียว พระชายาฉีจะต้องริษยาอันใดเจ้า? ริษยาที่สามีเจ้าเจ้าชู้ประตูดินมีเมียน้อยไม่ซ้ำหน้าอย่างนั้นรึ?”
คำพูดของฮองเฮาทำเอาผู้คนโดยรอบแสดงสีหน้าหลากหลาย ดูท่าฮองเฮาผู้ใจดีในยามนี้จะทรงกริ้วจริง ๆ ถึงขนาดหลุดคำว่า ‘เจ้าชู้ประตูดิน’ ออกมาโดยไม่ทรงอ้อมค้อม
“ฮองเฮาโปรดเมตตา แม้สามีของหม่อมฉันจะรับกุ้ยเฉี้ยมาสามคน แต่เขาก็ยังดีต่อหม่อมฉันเหมือนเดิม เหล่าน้องสาวที่เข้าบ้านมาใหม่ต่างก็เคารพหม่อมฉันที่เป็นแม่เรือนใหญ่ ครอบครัวเราปรองดองกันยิ่งนัก ที่ฉีอ๋องมีเพียงชายารองจี้ผู้ล่วงลับนั่นเป็นเพราะพระชายาฉีใจแคบขี้ริษยา ไม่อย่างนั้นชายารองจี้จะชิงผูกคอตายในวันที่นางกับฉีอ๋องแต่งงานรอบสองได้อย่างไร!”
การที่อวี๋หลันหยิบยกเรื่องของจี้ซินเยว่ขึ้นมาพูดอย่างไร้ยางอายเช่นนี้ ยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกสะอิดสะเอียนไม่น้อย
ในเทศกาลปีใหม่เช่นนี้ เจ้ากลับเอ่ยถึงคนตาย แถมยังเป็นคนตายที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ ไม่ใช่ว่าจงใจหาเรื่องให้บรรยากาศเสียรึอย่างไร?
“อวี๋หลัน” หลี่เยว่หานมองหญิงที่คุกเข่าอยู่ด้วยสายตาเรียบเฉย “เห็นแก่หน้าท่านป้า ข้าไม่อยากจะพูดกับเจ้ามากนัก แต่ขอให้เจ้าเจียมตัวและเลิกเพ้อเจ้อไร้สาระเสียที”
หลี่เยว่หานรู้สึกรำคาญเต็มที แต่ท่ามกลางผู้คนมากมาย นางไม่อาจลงมือสั่งสอนอวี๋หลันได้ด้วยตนเอง เพราะนั่นจะเป็นการสร้างความลำบากใจให้ฮองเฮา
“ใช่ ข้าเป็นลูกบุญธรรมของจวนกั๋วกง แต่เจ้าเองก็เป็นแค่หลานสาวฝั่งภรรยาของท่านพ่อเท่านั้น พวกเราก็ฐานะพอ ๆ กันนั่นแหละ!”
เพียะ! — พระชายามู่อดรนทนมานานจนขีดสุด สุดท้ายนางก็ตบหน้าอวี๋หลันอีกฉาดใหญ่ “พระชายาฉีเคยปกป้องพระนัดดา มีพระคุณต่อราชวงศ์ จนได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นฮั่นหรงฟูเหรินชั้นเอก ภายหลังยังคิดค้นวิชาถลุงเกลือ สร้างคุณูปการต่อบ้านเมืองและราษฎร เจ้าเป็นตัวอะไร ถึงกล้าเอาตัวเองมาเปรียบเทียบกับพระชายาฉี!”
ฟางจื่อหลันเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที “พระชายามู่โปรดระงับโทสะด้วยเถิดเจ้าค่ะ หลันเอ๋อร์นางอารมณ์แปรปรวนตั้งแต่ตั้งครรภ์ เรื่องในวันนี้เป็นความผิดของนางจริง ๆ หม่อมฉันไม่มีหน้าจะอยู่ต่อแล้ว จะพานางกลับไปเดี๋ยวนี้ เห็นแก่ที่นางกำลังตั้งครรภ์แก่ โปรดละเว้นนางสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ!”
“ท่านป้า” หลี่เยว่หานให้อวี้จวงไปประคองฟางจื่อหลันลุกขึ้น ก่อนจะกล่าวว่า “อวี๋หลันแต่งงานออกเรือนไปแล้วนะเจ้าคะ”
“เยว่หาน นาง… อย่างไรนางก็คือลูกที่ป้าเลี้ยงมากับมือ!” ฟางจื่อหลันกล่าวพลางขอบตาเริ่มแดงก่ำ
นางเองก็ไม่เข้าใจว่าวันนี้อวี๋หลันเป็นอะไรไป ราวกับถูกผีเข้าสิงถึงได้คอยหาเรื่องหลี่เยว่หานไม่เลิก เดิมทีนึกว่าแต่งงานไปแล้วนางจะใช้ชีวิตได้ดี แม้กู้หรูไห่จะรับกุ้ยเฉี้ยมาสามคนรวดตอนที่นางท้อง แต่เขาก็ยังคงให้เกียรติยกย่องนางเหมือนเดิม ไม่เคยมีเรื่องระหองระแหงในบ้าน แต่เพราะเหตุใด… อวี๋หลันถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ไปได้กันแน่
หลี่เยว่หานเองก็รู้สึกแปลกใจ
ตั้งแต่ที่อวี๋หลันแต่งงานไป นางก็แทบจะหายไปจากสายตาของหลี่เยว่หานโดยสิ้นเชิง แต่วันนี้พอเจอกันกลับออกมาหาเรื่องป่าวประกาศวุ่นวาย เพราะอะไรกันแน่?
หลังจากตรองดูครู่หนึ่ง หลี่เยว่หานก็ขมวดคิ้ว คล้ายกับค้นพบบางอย่าง
“ฮูหยินกั๋วกง ทุกคนเห็นกับตาว่าฮูหยินกู้ทำให้พระชายาฉีบาดเจ็บ ในทางกลับกัน ฮูหยินกู้กลับไม่มีหลักฐานใดเลยว่าถูกผลัก ต่อให้ฮูหยินกู้จะตั้งครรภ์อยู่ แต่เรื่องในวันนี้ ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้ผ่านไปเฉย ๆ แน่นอน”
ขณะที่ฮองเฮาตรัสอยู่นั้น ท่านหมอหลวงก็เร่งรุดมาถึง หลังจากแพทย์หญิงตรวจร่างกายของหลี่เยว่หานเสร็จก็รายงานว่า “พระชายาฉีมีอาการบาดเจ็บที่เอวหนักที่สุด อีกทั้งยังมีรอยช้ำที่ท้ายทอยและศอก เห็นทีคงต้องนอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงไปอีกสักพักเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างมองไปที่หลี่เยว่หานที่นั่งกุมเอวอยู่ด้านข้าง แล้วจึงเบนสายตาไปจ้องอวี๋หลันด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไป
ฟางจื่อหลันกำลังจะอ้าปากขอความเมตตาให้อวี๋หลันต่อ แต่หลี่เยว่หานกลับทนนิ่งเฉยไม่ไหว นางให้อวี้จวงพยุงเดินเข้าไปหาอวี๋หลันอีกครั้ง
“อวี๋หลัน ที่เจ้าแสดงงิ้วในวันนี้ เป็นคำสั่งของสามีเจ้าใช่หรือไม่?” หลี่เยว่หานถามออกไปตรง ๆ
“เจ้าพูดบ้าอะไร!” อวี๋หลันที่กำลังแสร้งร้องไห้กระซิกหวังความสงสาร เมื่อได้ยินคำถามนั้นก็นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาโต้กลับทันควันโดยไม่ต้องคิด
“กุ้ยเฉี้ยคนใหม่ที่สามีเจ้าเพิ่งรับเข้าบ้านมานั้นแซ่เหมา เป็นบุตรสาวสายรองจากตระกูลของใต้เท้าเหมาผู้ดำรงตำแหน่งจงซูลิ่ง สามีของเจ้ากู้หรูไห่รับราชการมานานกว่าหกปีแต่กลับเป็นเพียงขุนนางระดับห้า ตำแหน่งตงซื่อต้าฟู ตอนนี้ราชสำนักกำลังเร่งผลักดันระบอบการปกครองใหม่โดยมีฉีอ๋องเป็นผู้นำ ในฐานะที่ใต้เท้ากู้เป็นขุนนางที่มาจากตระกูลธรรมดา แต่กลับเลือกรับสตรีตระกูลเหมามาเป็นกุ้ยเฉี้ยภรรยาในช่วงนี้ มันช่างชวนให้คนคิดลึกซึ้งยิ่งนัก”
“เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไร!” อวี๋หลันร้อนรน! นางแสดงท่าทีร้อนรนออกมาจนเห็นได้ชัด!
หลี่เยว่หานยิ่งมั่นใจมากขึ้น “ข้าพูดเพ้อเจ้อหรือไม่ ลองย้อนนึกดูว่าช่วงนี้ใต้เท้ากู้ทำอะไรไปบ้างก็คงจะรู้”
เมื่อได้รับการเตือนสติเช่นนี้ พระชายามู่ก็ร่วมผสมโรงทันที “ช่วงนี้ใต้เท้ากู้ดูจะสนิทสนมกับพวกตระกูลขุนนางเก่า ๆ มากเป็นพิเศษนะ ไปมาหาสู่กันบ่อยเชียว อีกทั้งคุณหนูตระกูลเหมาคนนั้น พอเข้าบ้านปุ๊บก็ได้เป็นกุ้ยเฉี้ยเอกปั๊บ พวกเรายังเคยคุยกันอยู่เลยว่า ใต้เท้ากู้ช่างไม่ไว้หน้าฮูหยินกู้เสียเลย”
“อย่ามาพูดมั่วซั่ว! ท่านพี่ของข้าไม่ได้ทำเช่นนั้น!” อวี๋หลันร้อนใจจนลนลาน นางลุกพรวดขึ้นมาทันที “หลี่เยว่หาน! นังคนไร้ยางอาย!”