ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 623 สังหารเจ้ายังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 623 สังหารเจ้ายังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ
“นาง… นางเป็นคนผลักข้า!”
อวี๋หลันประคองครรภ์พลางรีบลุกขึ้นจากตัวของหลี่เยว่หาน เมื่อเห็นผู้คนเริ่มเข้ามาล้อมดู นางก็ชี้นิ้วสั่น ๆ ไปยังหลี่เยว่หานที่ยังคงนอนกัดฟันด้วยความเจ็บปวดและยันกายลุกขึ้นไม่ได้ พลางละล่ำละลักบอกว่า “ก่อนจะแต่งงานออกไป ข้าเคยมีเรื่องผิดใจกับพระชายาฉีมาก่อน ข้าจึงไม่ได้เชิญพระชายาไปร่วมงานมงคล ข้ารู้ตัวดีว่าตอนนั้นทำไม่ถูก วันนี้จึงตั้งใจมาขอขมา แต่คาดไม่ถึงว่าพระชายาจะยังคงผูกใจเจ็บ พอพูดคุยกันไม่ถูกคอ นางก็ลงมือผลักข้าทันที! ที่นางยอมมารองรับอยู่ข้างหลังข้า ก็เพราะกลัวว่าข้าที่กำลังตั้งครรภ์จะเป็นอันตรายกลางพระราชวังฤดูร้อน แล้วนางจะมีความผิดติดตัวต่างหาก!”
เมิ่งสืออี้ที่กำลังทรุดตัวลงช่วยพยุงมารดา ได้ยินคำพูดนั้นก็จ้องเขม็งไปยังอวี๋หลันราวกับลูกหมาป่าตัวน้อย “หากท่านแม่ของข้าผลักเจ้าจริง นางไม่มีทางยอมเจ็บตัวแทนเจ้าแน่ เรื่องโง่เขลาเช่นนั้นมีเพียงคนอย่างเจ้าเท่านั้นที่ทำได้!”
ทางด้านเมิ่งอิงหนิงยิ่งร้ายกว่า นางพุ่งเข้าไปผลักอวี๋หลันทันที โชคดีที่ฟางจื่อหลัน (ฮูหยินกั๋วกง) มาถึงทันเวลา จึงรีบขวางเด็กหญิงตัวน้อยไว้และดึงมาหลบข้างหลัง
แม้เมิ่งอิงหนิงจะเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ท่านิสัยกลับถอดแบบมาจากเมิ่งฉีฮ่วนไม่มีผิดเพี้ยน สำหรับสองพี่น้องแล้ว หลี่เยว่หานคือบุคคลสำคัญอันดับหนึ่ง เมื่อเมิ่งสืออี้เปิดปากโต้กลับ เมิ่งอิงหนิงจึงลงมือสั่งสอนโดยไม่ลังเล
หากฟางจื่อหลันมาไม่ทัน อวี๋หลันคงหาเรื่องล้มทับเพื่อป้ายความผิดให้เด็กน้อยอีกรอบเป็นแน่
“พวกท่านดูสิ! แม้แต่คุณหนูใหญ่จวนฉีอ๋องยังคิดจะลงไม้ลงมือกับข้า!” เมื่อเห็นคนเริ่มมุงดูมากขึ้นและเมิ่งอิงหนิงแสดงท่าทีจะผลักตนอย่างไม่ปิดบัง อวี๋หลันก็แผดเสียงร้องโวยวายราวกับผู้ชนะ
“หลันเอ๋อร์!” ฟางจื่อหลันมองบุตรสาวด้วยความไม่เข้าใจ “เจ้าพูดจาเลอะเทอะอันใด?”
“ท่านแม่ ท่านเป็นแม่ของข้า เหตุใดต้องเข้าข้างคนนอกด้วย!” อวี๋หลันขอบตาแดงก่ำทันที นางกุมท้องพลางกล่าวอย่างมีหลักการว่า “ยามนี้ข้าเองก็เป็นสตรีที่มีครรภ์นะเจ้าคะ!”
“ท่านป้า…” หลี่เยว่หานเริ่มคลายความเจ็บลงบ้างแล้ว นางค่อย ๆ ลุกขึ้นโดยมีอวี้จวงและเมิ่งสืออี้ช่วยพยุง ทว่าตอนที่ล้มลงไปนั้น เอวของนางไปกระแทกเข้ากับเสาข้าง ๆ ทำให้ปวดร้าวอย่างรุนแรง เมื่อเห็นฟางจื่อหลันกำลังโกรธจัด นางจึงรีบแตะมือนางเบา ๆ แล้วกระซิบว่า “หากท่านช่วยพูดแทนข้าตอนนี้ มีแต่จะทำให้พี่อวี๋หลันโกรธเคืองมากขึ้นเจ้าค่ะ”
ฟางจื่อหลันเข้าไปช่วยประคองหลี่เยว่หาน นางอ้าปากคล้ายอยากจะกล่าวบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมา
หลังจากพยุงหลี่เยว่หานไปนั่งที่ม้านั่งหินที่ใกล้ที่สุด มู่หวังเฟยก็เสด็จมาถึงพอดี เมื่อทรงสดับเรื่องราวจากคนรอบข้างจบ นางก็ฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของอวี๋หลันอย่างแรงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
“ใส่ร้ายพระชายา เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีความผิดเพียงใด!” มู่หวังเฟยแผ่รังสีข่มขวัญ แสดงความน่าเกรงขามออกมาอย่างเต็มที่
อวี๋หลันที่ตั้งท่าจะโต้ตอบถึงกับเข่าอ่อนทรุดฮบลงกับพื้น “หม่อมฉัน… หม่อมฉันไม่ได้ใส่ร้าย…” แม้เสียงจะสั่นพร่าทว่านางยังคงฝืนกัดฟันยืนยันคำเดิม
หลี่เยว่หานที่นั่งดูอยู่ด้านข้างเพิ่งจะเข้าใจในยามนี้เองว่า เหตุใดเหล่าฮูหยินในเมืองหลวงถึงยำเกรงมู่หวังเฟยนัก มู่หวังเฟยในตอนนี้ดูราวกับทรราชผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จไม่มีผิด…
“ไม่ได้ใส่ร้ายอย่างนั้นหรือ?” มู่หวังเฟยหัวเราะหยัน “ดี! ในเมื่อพระชายาฉีต้องบาดเจ็บเพราะเจ้า เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร!”
ได้ยินเช่นนั้น อวี๋หลันก็สั่นสะท้านไปทั้งร่างและไม่กล้าเอ่ยปากอีก
“พี่สะใภ้…” หลี่เยว่หานเห็นผู้คนมุงดูกันหนาตา อีกทั้งฮองเฮาก็กำลังเสด็จมาทางนี้ จึงเอ่ยปากว่า “ยามนี้อยู่ในช่วงการประชุมขุนนางครั้งใหญ่ เรื่องนี้ปล่อยไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
“การประชุมขุนนางแล้วอย่างไร ต่อให้ฝ่าบาทประทับอยู่ที่นี่ ก็ต้องประทานความเป็นธรรมให้เจ้า!” นิสัยของมู่หวังเฟยนั้นเด็ดขาดและเถรตรง แม้จะรู้ว่าหลี่เยว่หานไม่อยากให้ราชวงศ์เสียหน้าต่อหน้าเหล่าทูตานุทูตต่างชาติ แต่นางเป็นคนรักพวกพ้อง หากใครมากลั่นแกล้งคนของนาง ย่อมไม่มีทางจบลงง่าย ๆ
“พระชายาฉีเป็นคนผลักข้าก่อน พอนางเห็นข้าจะล้มจึงเข้ามาช่วยจนตัวเองบาดเจ็บ ไม่ใช่ข้าที่เป็นคนทำให้นางเจ็บเสียหน่อย!” อวี๋หลันตัวสั่นเทา มือยังคงกุมท้องพลางกล่าวอ้างว่า “มู่หวังเฟยจะรังแกสตรีมีครรภ์เพื่อปกป้องพระชายาฉีอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”
มู่หวังเฟยแค่นยิ้มเย็น “สตรีมีครรภ์อย่างนั้นรึ หากวันนี้เยว่หานไม่เอาตัวเข้ารองรับเจ้าไว้ ป่านนี้เจ้าคงไม่เหลือสภาพคนท้องไปแล้วกระมัง” ตรัสจบนางก็ย่อตัวลงแล้วกระชากผมอวี๋หลันให้เงยหน้าขึ้นสบตา “หรือว่า… เจ้าตั้งใจจะใช้ลูกในท้องทำเรื่องต่ำช้าแบบนี้อยู่แล้ว?”
ฟางจื่อหลันเห็นบุตรสาวถูกกระทำ ใจหนึ่งก็อยากเข้าไปปกป้องตามสัญชาตญาณ แต่พอเหลือบมองหลี่เยว่หานที่กุมเอวด้วยสีหน้าเจ็บปวด นางก็หักใจนิ่งเฉยเสีย
ในขณะเดียวกัน ฮองเฮาก็เสด็จมาถึงพร้อมกับแม่นมซีเยว่ที่รายงานเรื่องราวระหว่างทาง เมื่อเห็นมู่หวังเฟยกำลังจิกผมอวี๋หลันอยู่ และเกรงว่านางจะลงมือรุนแรงไปมากกว่านี้ จึงรีบเข้าไปดึงมือมู่หวังเฟยออก
หลังจากดึงมู่หวังเฟยไปไว้ด้านหลัง ฮองเฮาก็จ้องมองอวี๋หลันด้วยสายตาเย็นเยียบ “ฮูหยินกู้ การประชุมขุนนางครั้งใหญ่จะเชิญเพียงสตรีสูงศักดิ์ของขุนนางระดับสามขึ้นไปเท่านั้น สามีของเจ้าเป็นเพียงขุนนางระดับห้า ตำแหน่งขุนนางรับใช้กลาง เจ้าเข้ามาในพระราชวังฤดูร้อนได้อย่างไร?”
ฟางจื่อหลันถอนหายใจก่อนจะทูลตอบว่า “ทูลฮองเฮา ฮูหยินกู้คือบุตรสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันเป็นคนพานางมาเองเจ้าค่ะ”
เมื่อคืนอวี๋หลันกลับมาที่จวนกั๋วกง อ้างว่าตนเองตั้งครรภ์และกู้หรูไห่สามีของนางยังเป็นเพียงขุนนางเล็ก ๆ ระดับห้า จึงอ้อนวอนขอให้ฟางจื่อหลันพานางเข้าร่วมงาน เพื่อหาโอกาสฝากฝังเส้นสายหวังให้สามีได้เลื่อนตำแหน่งบ้าง
เดิมทีฟางจื่อหลันไม่เห็นด้วยเพราะผิดกฎเกณฑ์ แต่อวี๋หลันทั้งอ้อนวอนทั้งปรนนิบัติอย่างดี บอกว่าไม่ได้ติดตามมารดาออกงานนานแล้วใจคอไม่ดี ฟางจื่อหลันเห็นว่าบุตรสาวแต่งออกไปลำบาก จึงคิดจะช่วยเท่าที่ช่วยได้ ประกอบกับเห็นฮูหยินตระกูลใหญ่หลายบ้านก็พาบุตรสาวที่แต่งออกไปแล้วมาร่วมงานด้วยเช่นกัน จึงคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
แต่ฟางจื่อหลันคาดไม่ถึงเลยว่า อวี๋หลันจะมาก่อเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้!
“ในเมื่อฮูหยินกั๋วกงเป็นคนพาบุตรสาวมาเอง ข้าก็คงไม่กล่าวอันใดมาก” ฮองเฮาทรงให้เกียรติจวนเหวินกั๋วกงเสมอมา เมื่อฟางจื่อหลันออกหน้ารับ น้ำเสียงของพระองค์จึงอ่อนลง “แต่การที่พระชายาฉีต้องบาดเจ็บเพราะฮูหยินกู้ และฮูหยินกู้ยังยืนกรานว่าพระชายาเป็นคนผลักนาง เรื่องนี้ทำให้ข้าลำบากใจยิ่งนัก”
ฟางจื่อหลันถอนหายใจยาว นางเดินไปหาอวี๋หลันแล้วย่อกายคำนับฮองเฮาและมู่หวังเฟย “หม่อมฉันจะพานางกลับไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ ต้องขอประทานอภัยที่ทำความเดือดร้อนให้ทุกท่าน”
อวี๋หลันเบิกตากว้าง คาดไม่ถึงว่ามารดาจะไม่ช่วยตนเองเลย “ท่านแม่! ข้าต่างหากที่เป็นผู้ถูกกระทำนะเจ้าคะ!”
“ท่านแม่ของข้าไม่ได้ผลักเจ้า เจ้าไม่ใช่ผู้ถูกกระทำเสียหน่อย!” เมิ่งอิงหนิงที่ปกติเป็นคนเงียบขรึม ยามนี้ทนไม่ไหวอีกต่อไป นางตะโกนเสียงดัง “ข้าเห็นกับตา เจ้าจงใจหงายหลังลงไปเอง ท่านแม่ของข้าพยายามช่วยเจ้าถึงได้ถูกเจ้าทับจนบาดเจ็บ!”
“เมื่อครู่เจ้ายังคิดจะผลักข้าอยู่เลย!” อวี๋หลันแผดเสียงใส่เมิ่งอิงหนิงราวกับคนเสียสติ
เมิ่งอิงหนิงทำหน้าเย็นชาและประกาศก้องว่า “เจ้าทำร้ายท่านแม่ของข้า สังหารเจ้ายังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ!”
สุ้มเสียงเล็ก ๆ ที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดขาดดังเข้าหูทุกคนในที่นั้น แขกเหรื่อต่างพากันตกตะลึง
เด็กหญิงตัวน้อยที่มีอายุเพียงขวบเศษ แม้แต่คำพูดยังกล่าวได้ไม่คล่องแคล่วนัก เหตุใดถึงมีรังสีสังหารที่รุนแรงถึงเพียงนี้…