ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 637 ความในใจเล็ก ๆ ของเหยียนจื่อเซียง
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 637 ความในใจเล็ก ๆ ของเหยียนจื่อเซียง
“ไม่มีเรื่องเช่นนั้นเสียหน่อย!” เมิ่งฉีฮ่วนรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน “เจ้าอย่าได้พูดจาเลอะเทอะนะ ผู้คนมองอยู่ตั้งมากมาย!”
พูดจบเขาก็รีบอุ้มเมิ่งสืออี้ไว้แนบอกแล้วก้าวยาว ๆ หนีไปข้างหน้าทันที
หลี่เยว่หานหัวเราะจนตัวงอ ตะโกนไล่หลังไปว่า “ท่านจะรีบวิ่งไปไหนกัน หรือว่ากำลังร้อนตัวอยู่เจ้าคะ!”
ผู้คนรอบข้างที่เห็นสามีภรรยาคู่นี้หยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ต่างก็พากันอมยิ้มด้วยความเอ็นดู ช่างเป็นคู่ที่กิ่งทองใบหยกและรักใคร่กันดีเหลือเกิน
…..
ณ วัดหมื่นพุทธ
ในวันขึ้นปีใหม่ วัดวาอารามมักจะคึกคักที่สุด โดยเฉพาะวัดหมื่นพุทธซึ่งเป็นวัดหลวง ปกติจะเปิดให้พุทธศาสนิกชนเข้าสักการะเพียงวันขึ้น 1 ค่ำ และ 15 ค่ำเท่านั้น แต่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ยาวไปจนถึงเทศกาลหยวนเซียว วัดแห่งนี้จะเปิดประตูต้อนรับผู้คนทุกวัน
ด้วยความเป็นวัดหลวง ราษฎรต่างก็มีความเลื่อมใสศรัทธาเป็นพิเศษ ตั้งแต่วันขึ้นปีใหม่ไปจนถึงวันที่สิบห้าของเดือนอ้าย วัดหมื่นพุทธจึงคลาคล่ำไปด้วยคลื่นมหาชนแทบทุกวัน
ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ของผู้คน ครอบครัวของหลี่เยว่หานไหว้พระขอพรเสร็จสิ้น และร่วมเดินทางลงเขามาพร้อมกับคนตระกูลเหยียน เมื่อถึงเชิงเขา เหยียนจื่อเซียงจึงส่งเมิ่งอิงหนิงคืนให้แก่หลี่เยว่หาน
“อ้าว ไยเป็นเช่นนั้นเล่า? ไหนเจ้าบอกว่าจะไปหาเรื่องสนุกทำ แล้วต้องมีอานิ่งไปด้วยไม่ใช่หรือ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามพลางอุ้มบุตรสาวขึ้นรถม้าด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ไหวแล้ว ๆ เลี้ยงเด็กนี่ช่างเหนื่อยเหลือเกิน ข้าทำไม่ไหวหรอกเจ้าค่ะ ให้ข้าไปหาเรื่องสนุกกับคุณชายใหญ่เวินยังจะดีเสียกว่า มีเด็กไปด้วยแม้จะครึกครื้นแต่ก็เพลียแรงนัก! อานิ่งของบ้านเจ้าน่ะ เดินมิทันถึงห้าก้าวก็อ้อนจะให้ข้าอุ้มเสียแล้ว แถมไม่ยอมให้ใครอุ้มด้วยนอกจากข้า ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้วเนี่ย!” เหยียนจื่อเซียงบ่นอุบพลางสะบัดแขนไปมา ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บในฤดูเหมันต์ แต่นางกลับมีเหงื่อซึมเต็มหน้าผาก
หลี่เยว่หานเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ นางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อให้สหายพลางเอ่ยอย่างใจเย็น “อานิ่งน่ะแปลกหน้าคน ในบ้านเจ้านางจำได้แค่เจ้าคนเดียวถึงได้อ้อนให้เจ้าอุ้ม อีกอย่างเด็กคนนี้แม้จะเพิ่งขวบเศษ แต่อวี้จวงพร่ำสอนเรื่องความแตกต่างระหว่างบุรุษสตรีอย่างเคร่งครัด นอกจากท่านพ่อและพี่ชายแล้ว นางไม่ยอมให้บุรุษที่ไหนอุ้มทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคุณชายใหญ่เวินถึงไม่มีโอกาสได้ช่วยเจ้าแบ่งเบาภาระอย่างไรเล่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเหยียนจื่อเซียงก็แดงซ่านขึ้นมาทันที “พูดจาเลอะเทอะ ใครต้องการให้เขามาช่วยแบ่งเบากัน!”
“พูดจริง ๆ เถอะ เจ้าไม่รู้สึกอะไรกับคุณชายใหญ่เวินบ้างเลยหรือ?” หลี่เยว่หานขยับเข้าไปกระซิบถามอย่างมีเลศนัย
เหยียนจื่อเซียงยิ่งหน้าแดงก่ำกว่าเดิม “เจ้า… เจ้าพูดบ้าอะไรน่ะ! อย่าเอาข้ามาล้อเล่นนะ!”
“อ้อ…” หลี่เยว่หานยืดตัวตรง กอดอกมองสหาย “ถ้าอย่างนั้นก็ช่างเถอะ เดิมทีข้ากะว่าจะชวนพวกเจ้าสองคนไปเที่ยวถนนสายโคมไฟด้วยกันเสียหน่อย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็คงไม่ต้องชวนแล้วละมั้ง”
พูดจบ หลี่เยว่หานก็ทำท่าจะก้าวขึ้นรถม้า
เหยียนจื่อเซียงรีบคว้าชายเสื้อของหลี่เยว่หานไว้ทันควัน “ไป… เขาจะไปด้วยหรือ…”
หลี่เยว่หานเลิกคิ้ว แกล้งถามย้ำ “เขาไหนกัน? เจ้ากำลังถามถึงใครหรือ?”
“ก็… คุณชายใหญ่เวินน่ะสิ เขาจะไปด้วยหรือเปล่า?” เสียงของเหยียนจื่อเซียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ไม่รู้สิ ยังไม่ได้ไปชวนเลย” หลี่เยว่หานมองท่าทางเขินอายเยี่ยงสาวน้อยแรกแย้มของสหายแล้วก็รู้สึกขบขัน “มิสู้เจ้าลองเป็นคนไปชวนเขาดูหน่อยเป็นไร?”
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานยิ้มเจ้าเล่ห์ เหยียนจื่อเซียงก็รีบทำหน้าขรึม “ไม่ไป! ข้ายังมีธุระอื่นต้องทำอีก!”
“นั่นสินะ อย่างไรเสียธุระอื่นที่ว่า ก็คือนัดกับคุณชายใหญ่เวินไว้อยู่ดี” หลี่เยว่หานพยักหน้าอย่างรู้ทัน
เหยียนจื่อเซียงถูกหยอกจนทำตัวไม่ถูก นางกระทืบเท้าด้วยความขัดเขินก่อนจะหมุนตัววิ่งหนีไป
ยามนั้นเอง เมิ่งฉีฮ่วนจึงโผล่หน้าออกมาจากรถม้า ยื่นมือมาฉุดหลี่เยว่หานขึ้นรถไป
“เจ้าดูออกได้อย่างไรว่าเหยียนจื่อเซียงมีใจให้เวินเทียนเหล่ย?” ระหว่างทางกลับ เมิ่งฉีฮ่วนถามพลางปอกเปลือกองุ่นที่เพิ่งถูกส่งมาเมื่อวันสองวันก่อน
“ความจริงก่อนหน้านี้ข้าก็ไม่แน่ใจนักหรอกเจ้าค่ะ เพราะปกติจื่อเซียงเป็นคนเปิดเผย ไม่ว่าบุรุษหรือสตรีในสายตานางก็ล้วนเป็นสหายไปหมด” หลี่เยว่หานอธิบายพลางอ้าปากรับองุ่นที่สามีป้อน “แต่เมื่อไม่นานมานี้ตอนที่จื่อเซียงกลับมาจากอำเภอฮัวซี แล้วมาเล่าเรื่องเส้นทางสายไหมให้ข้าฟัง ข้าก็รู้สึกว่าแม่นางน้อยคนนี้มีท่าทีแปลก ๆ วันนี้เลยลองเลียบเคียงถามดู ใครจะคิดว่าพอหยั่งเชิงนิดหน่อยก็เห็นความจริงทันที”
เมิ่งฉีฮ่วนก้มหน้ายิ้มบาง ๆ ก่อนจะป้อนองุ่นเข้าปากภรรยาอีกลูก ปล่อยให้เมิ่งสืออี้ที่อ้าปากรอจนค้างเติ่ง ได้แต่กำหมัดน้อย ๆ ด้วยความแค้นใจ “เวินเทียนเหล่ยยังลืมหว่านหรงฟูเหรินไม่ได้ หากบุ่มบ่ามไปจับคู่ให้พวกเขา ข้าเกรงว่าจะไม่เหมาะนัก”
ไม่รู้เหตุใด เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หลี่เยว่หานก็นึกไปถึงวันที่พวกเขานำวิชาถลุงเกลือกลับมาจากเมืองเทียนซิงอู่เหอ วันนั้นเวินเทียนเหล่ยดื่มสุราไปมากจนพูดจาเพ้อเจ้อและถูกเมิ่งฉีฮ่วนแบกไปส่ง
นับจากวันนั้น หลี่เยว่หานสัมผัสได้ชัดเจนว่าเวินเทียนเหล่ยรักษาระยะห่างกับนางมากขึ้น ไม่ได้ทำตัวสนิทสนมไร้ขอบเขตเหมือนเมื่อก่อน เขารู้จักสำรวมและรักษาระยะห่างไว้อย่างพอดี ไม่ใกล้เกินไปแต่ก็ไม่ไกลจนเกินเนื้อความ
ยามใดที่ทั้งสองต้องอยู่ด้วยกัน มักจะต้องมีบุคคลที่สามอยู่ด้วยเสมอ
หลี่เยว่หานรู้ดีว่าเพราะเหตุใด แต่นางก็เข้าใจดียิ่งกว่าว่านี่ไม่ใช่เรื่องแย่สำหรับพวกเขา
ทว่าเท่าที่นางรู้ เวินเทียนเหล่ยกับเหยียนจื่อเซียงกลับมีการไปมาหาสู่กันค่อนข้างบ่อย ยามนี้เมื่อรู้ว่าเหยียนจื่อเซียงมีใจให้เขา ประกอบกับหว่านหรงฟูเหรินก็จากไปหลายปีแล้ว หลี่เยว่หานจึงหวังอยากให้สหายของนางได้รับความสุขเสียที
อย่างน้อย หากเหยียนจื่อเซียงได้ครองคู่กับเวินเทียนเหล่ยจริง ๆ นางคงจะช่วยเติมเต็มความสดใสให้แก่ชีวิตของเขาได้ไม่น้อย
เพราะเหยียนจื่อเซียงเองก็เป็นสตรีที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
เมื่อนึกถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “นึกไม่ถึงว่าเวินเทียนเหล่ยที่ดูเหมือนคนไม่เอาถ่าน กลับมั่นคงต่อหว่านหรงฟูเหรินและยอมครองตัวเป็นโสดเพื่อนางมาเนิ่นนานหลายปีเพียงนี้”
เมิ่งฉีฮ่วนฟังแล้วก็ยัดองุ่นใส่ปากหลี่เยว่หานอีกคำ “ข้าเองก็ลำบากไม่แพ้กันนะ ก่อนการประชุมขุนนางครั้งใหญ่ บรรดาทูตจากแคว้นต่าง ๆ พยายามจะส่งสาวงามมาให้ข้าสารพัด แต่ข้าก็ยืนหยัดปฏิเสธไปได้ทุกคน!”
“อ้อ… อยู่บ้านมันเหงาหรือเจ้าคะ ท่านก็น่าจะรับพวกนางมาสักสองสามคน จะได้เอามาล้อมวงเล่นไพ่นกกระจอกเป็นเพื่อนข้าอย่างไรเล่า” น้ำเสียงของหลี่เยว่หานเย็นเยียบลงทันควัน
“มิใช่ว่ามีอวี้จวงกับแม่นมอยู่เล่นเป็นเพื่อนเจ้าแล้วหรือไร” เมิ่งฉีฮ่วนรีบหดคอหนีทันที
“แล้วข้าจะกล้ากินเงินพวกนางได้อย่างไรเล่า!” หลี่เยว่หานคว้าองุ่นที่ยังไม่ได้ปอกเปลือกยัดใส่ปากเมิ่งฉีฮ่วนเพื่อเป็นการปิดปาก
รถม้าสั่นคลอนไปตามทางจนกลับเข้าสู่ตัวเมืองหลวง และหยุดลงที่ตลาดฝั่งตะวันออกอันคึกคัก
นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่เยว่หานได้ใช้เวลาช่วงปีใหม่แบบจริง ๆ จัง ๆ หากนับดูแล้ว นางข้ามภพมาอยู่ในแคว้นตงฮั่นแห่งนี้เป็นปีที่สามแล้ว
ตรุษจีนปีแรก นางกับเมิ่งฉีฮ่วนยังอยู่ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ตอนนั้นนางเพิ่งได้รับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมา จึงนอนล้มหมอนนอนเสื่อเสียเป็นส่วนใหญ่
ตรุษจีนปีที่สอง นางตามเมิ่งฉีฮ่วนมาจนถึงเมืองหลวง ปีนั้นนับเป็นปีที่มีเหตุการณ์ถาโถมเข้ามามากที่สุด และในช่วงปีใหม่ นางกับเขายังอยู่ในสถานะที่หย่าขาดจากกันเสียด้วยซ้ำ
ส่วนตรุษจีนปีที่สามนี้ นางผ่านพ้นวิกฤตเป็นตายมาได้รอบหนึ่ง บุตรทั้งสองก็เติบโตขึ้นอย่างปลอดภัยอยู่ข้างกาย กิจการของนางก็นับว่ารุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ ในมือมีทั้งวิชาถลุงเกลือและวิชาถลุงน้ำมัน ยามนี้วิชาถลุงเกลือเริ่มมีการเผยแพร่ออกไปแล้ว ส่วนวิชาถลุงน้ำมันก็กำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมการ
ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปในทิศทางที่ดี อย่างน้อยในปีใหม่ปีนี้ หลี่เยว่หานก็มีโอกาสออกมาเดินชมเทศกาลโคมไฟที่ครึกครื้นเช่นนี้ได้เสียที
“ท่านแม่ เหตุใดท่านแม่ถึงร้องไห้ล่ะเจ้าคะ?” เสียงนุ่ม ๆ ของอานิ่งดังขึ้นข้างกาย หลี่เยว่หานถึงเพิ่งรู้ตัวว่าน้ำตาไหลออกมา นางรีบก้มหน้าเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว แต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบกับสีหน้าเคร่งเครียดของเมิ่งฉีฮ่วน
“มีอะไรหรือเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานถามด้วยความฉงน
เมิ่งฉีฮ่วนยื่นมือมาแตะที่ร่องริมฝีปากบนของหลี่เยว่หาน นางปรายตามองตามมือเขา แล้วก็ต้องชะงักไปทันที
เลือด…?