ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 638 ทัณฑ์สวรรค์เป็นเรื่องจริงงั้นหรือ?!
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 638 ทัณฑ์สวรรค์เป็นเรื่องจริงงั้นหรือ?!
หลี่เยว่หานล้มป่วยลงเสียแล้ว
นางล้มป่วยลงอย่างปุบปับมิทันตั้งตัว
ท่ามกลางถนนสายโคมไฟ จู่ ๆ นางก็หลั่งน้ำตาออกมา จากนั้นเลือดกำเดาก็พุ่งไหล เพียงชั่วประเดี๋ยวก็หมดสติไปในอ้อมกอดของเมิ่งฉีฮ่วน สร้างความตกใจให้แก่ผู้คนที่อยู่รายรอบเป็นอย่างมาก
เมิ่งฉีฮ่วนมิพูดพร่ำทำเพลง รีบอุ้มหลี่เยว่หานขึ้นรถม้าแล้วมุ่งหน้าไปยังโถงกั๋วอี (สำนักหมอหลวง) อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ หมอกู่ตรวจชีพจรอยู่นานครู่ใหญ่แต่กลับมิพบความผิดปกติใด ๆ “หากดูจากชีพจร พระชายามีอาการโลหิตและพลังหยางเสื่อมถอยอย่างรุนแรง ทว่าเพียงเท่านี้มิน่าจะถึงขั้นหมดสติไปกะทันหัน ดูไปแล้วจึงคล้ายกับอาการถูกพิษเสียมากกว่า”
“พิษชนิดใด!” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถามด้วยเสียงอันดัง
“ท่านอ๋องโปรดใจเย็นก่อน ข้ายังมิอาจยืนยันได้ว่าเป็นพิษจริงหรือไม่ เพียงแต่คาดคะเนเอาเท่านั้น” หมอกู่กล่าวพลางหยิบเข็มเงินออกมา ฝังลงตามจุดชีพจรสำคัญทั่วร่างของหลี่เยว่หาน รออยู่ครู่หนึ่งจึงถอนเข็มออก
เมื่อมองดูเข็มเงินที่ยังคงมิเปลี่ยนสี หมอกู่ก็ขมวดคิ้วมุ่น “มิได้ถูกพิษงั้นหรือ?”
“หรือจะเป็นวิชากู่?” เมิ่งฉีฮ่วนถามย้ำอีกครั้ง
“พระชายามีถุงหอมขับไล่แมลงกู่ติดกายอยู่ตลอดมิใช่หรือ หากพระชายาต้องคุณไสย เกรงว่าท่านอ๋องและนายน้อยทั้งสองก็คงมิรอดพ้นเช่นกัน” หมอกู่กล่าวพลางตรวจดูรูม่านตาของหลี่เยว่หานไปด้วย
หลังวุ่นวายอยู่นาน หมอกู่ก็ได้แต่ส่ายหน้าทอดถอนใจอย่างจนปัญญา “ท่านอ๋อง นอกจากอาการพลังชีวิตเสื่อมถอยแล้ว พระชายามิมีสิ่งใดผิดปกติเลย เกรงว่าข้าจะมียาดีที่ไหนมารักษาได้แล้ว”
เมิ่งฉีฮ่วนมิได้กล่าวคำใด เขายืนนิ่งอยู่ข้างกายครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจอุ้มหลี่เยว่หานขึ้นมาแล้วเดินออกจากโถงกั๋วอีไปทันที
…..
ณ จวนอ๋อง
เมิ่งฉีฮ่วนนำน้ำพุหว่านอู้เซิงออกมาป้อนให้หลี่เยว่หานดื่ม จากนั้นเขาก็เฝ้าอยู่ข้างกายนางมิห่าง
นางจะต้องมิเป็นไร…
จะต้องมิเป็นไรแน่นอน!
เขาเฝ้ารอเช่นนั้น ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทว่าหลี่เยว่หานก็ยังมิทันได้ฟื้นคืนสติ
ฝ่ายเหยียนจื่อเซียงและเวินเทียนเหล่ย เมื่อได้ยินข่าวว่าหลี่เยว่หานเลือดกำเดาไหลและหมดสติไปต่อหน้าผู้คนมากมายบนถนนสายโคมไฟ ต่างก็รีบรุดมาที่จวนเพื่อเยี่ยมเยียน เพราะอยากรู้ว่านางปลอดภัยดีหรือไม่
ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับมิยอมให้ผู้ใดเข้าพบทั้งสิ้น
เฮ่อเจิ้งเทียนและอวี้จวงทำได้เพียงบอกเล่าอาการคร่าว ๆ ให้ทั้งสองฟัง ก่อนที่เวินเทียนเหล่ยจะพาเหยียนจื่อเซียงที่อาลัยอาวรณ์เดินทางออกจากจวนอ๋องไป
บุตรทั้งสองเองก็เป็นห่วงหลี่เยว่หานยิ่งนัก แต่เมิ่งฉีฮ่วนมิอนุญาตให้พวกเขาเข้าไปในห้อง โชคดีที่เด็กทั้งสองรู้ความดี มิได้ร้องไห้งอแง ทั้งยังทำตัวว่าง่ายผิดปกติกว่ายามใด
ผ่านพ้นไปหนึ่งราตรี เมิ่งฉีฮ่วนยังคงเฝ้าดูแลหลี่เยว่หานอยู่มิยอมห่างกาย
ระหว่างนั้นเขาพยายามป้อนน้ำพุหว่านอู้เซิงให้นางอีกหลายครั้ง แต่นางก็ยังคงนิ่งสนิทมิยอมลืมตาขึ้นมา
ข่าวคราวแพร่ไปถึงในวังหลวงอย่างรวดเร็ว มู่หวังเฟยจึงพาเด็กสองคนมาที่จวนอ๋อง ทว่านางเองก็มิอาจได้พบหน้าเมิ่งฉีฮ่วนเช่นกัน
“ถวายบังคมองค์ชายมู่ชวน ถวายบังคมท่านหญิงหลิงซี” เฮ่อเจิ้งเทียนเมื่อเห็นเด็กทั้งสองที่ติดตามมู่หวังเฟยมา ก็รีบเข้าไปทำความเคารพทันที
เขาย่อมจำมู่ชวนและหลิงซีได้แม่นยำ
“ท่านอาเฮ่อ” มู่ชวนก้าวเข้าไปพยุงเฮ่อเจิ้งเทียนขึ้นมา “อาสะใภ้… ท่านอากับพระชายาเป็นอย่างไรบ้าง พอข้ากับน้องสาวรู้ข่าวว่านางป่วย ก็รีบไปอ้อนวอนท่านปู่ฮ่องเต้ให้ส่งท่านหมอหลวงที่มีวิชาแก่กล้าที่สุดมาช่วยรักษา ท่านพอจะให้พวกเราเข้าไปเยี่ยมนางได้หรือไม่?”
จงเจิ้งมู่ชวนในยามนี้ดูผิดแผกไปจากอดีตที่เฮ่อเจิ้งเทียนเคยพบเห็น ทั่วทั้งกายเปี่ยมไปด้วยสง่าราศีของเชื้อพระวงศ์ แม้แต่หลิงซีผู้เคยมีอารมณ์ร้าย บัดนี้ก็นิ่งสงบและยืนเคียงข้างพี่ชายอย่างสำรวม ช่างต่างกับเด็กหญิงในความทรงจำราวฟ้ากับดิน
“องค์ชายมู่ชวน ท่านหญิงหลิงซี ท่านอ๋องมีคำสั่งห้ามมิให้ผู้ใดเข้าพบ ก่อนหน้านี้หมอกู่ก็ได้ตรวจชีพจรพระชายาแล้ว บอกเพียงว่าเป็นอาการพลังชีวิตเสื่อมถอย มิรู้แน่ชัดว่าเหตุใดจึงหมดสติไป” เฮ่อเจิ้งเทียนปฏิเสธข้อเสนอของมู่ชวนที่จะให้หมอหลวงเข้าไปรักษา
นี่เป็นคำสั่งเด็ดขาดของเมิ่งฉีฮ่วน เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าทางวังหลวงจะต้องส่งคนมา จึงสั่งการเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานที่กลับถึงจวน
“ท่านอาเฮ่อ” หลิงซีก้าวไปข้างหน้าสองก้าว “ให้พวกเราไปเยี่ยมท่านอาสะใภ้หน่อยมิได้หรือ?” แม้จะเติบโตขึ้นบ้างแล้ว แต่เดิมทีนางก็ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ความกังวลบนใบหน้าจึงมิอาจปิดบังไว้ได้มิด
“ขออภัยด้วยขอรับ ท่านอ๋องสั่งกำชับว่ามิต้อนรับผู้ใดทั้งสิ้น” เฮ่อเจิ้งเทียนส่ายหน้าปฏิเสธ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิงซีจึงหันไปมองมู่ชวน มู่ชวนถอนหายใจออกมาเบา ๆ “ถ้าเช่นนั้น ช่วยพาพวกเราไปหาอาอี้กับอานิ่งเถิด พวกเขาอายุได้ขวบหนึ่งแล้ว แต่พวกเราเพิ่งจะเคยเห็นหน้าเพียงหนเดียวเท่านั้น”
“ได้ขอรับ” เฮ่อเจิ้งเทียนพยักหน้ารับคำ มู่หวังเฟยที่ยืนเงียบอยู่นาน สีหน้าจึงคลายความกังวลลงบ้าง
หลังจากส่งหมอหลวงกลับไปแล้ว เฮ่อเจิ้งเทียนก็นำทางมู่หวังเฟยและพวกเด็ก ๆ ไปยังเรือนพักของเมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิง
ประหนึ่งจะรู้ว่าท่านแม่ของตนกำลังเจ็บป่วย เด็กทั้งสองจึงว่าง่ายเหลือประมาณ ยามรับประทานอาหารก็มิอ้อนวอนให้แม่นมต้องปลอบโยนเหมือนเคย ต่างก้มหน้าก้มตาหม่ำคำแล้วคำเล่าอย่างเรียบร้อย
ด้วยเสียงนุ่มนิ่มที่ยังออกสำเนียงมิชัดเจนนัก เมิ่งสืออี้รีบกระโดดลงจากเก้าอี้ ยืนขวางหน้าน้องสาวเอาไว้ แล้วเอ่ยทักทายด้วยเสียงนุ่มนิ่มที่ยังออกสำเนียงมิชัดเจนนักว่า “ท่านอาเฮ่อ ท่านป้าสะใภ้สวัสดีขอรับ!”
ท่านป้าสะใภ้ที่ว่านี้ก็คือมู่หวังเฟย
เมื่อเห็นเด็กทั้งสองเอ่ยทักทายตนเอง สีหน้าของมู่หวังเฟยก็อ่อนโยนลงทันที นางขานรับก่อนจะก้าวเข้าไปเช็ดปากให้เมิ่งสืออี้อย่างแผ่วเบา แล้วจูงมือมู่ชวนกับหลิงซีเข้ามาแนะนำ “นี่คือลูก ๆ ของลูกพี่ลูกน้องพวกเจ้า นี่คือมู่ชวน นี่คือหลิงซี ส่วนพวกเจ้าทั้งสองก็คือท่านพี่ของพวกเขา”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของทุกคนในที่นั้นก็ดูบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย
แม้พระชายามู่จะรู้ว่ายามนี้มิใช่เวลามาถกเถียงเรื่องลำดับญาติ แต่ด้วยนิสัยของเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานที่นางรู้จักดี เมื่อหลี่เยว่หานล้มป่วย เมิ่งฉีฮ่วนย่อมมิมีสมาธิมาดูแลเด็กทั้งสองเป็นแน่
แม้ในจวนจะมีแม่นมและบ่าวไพ่คอยดูแลมิให้ขาดตกบกพร่อง ทว่าเด็กวัยเพียงขวบเศษเช่นนี้ ย่อมต้องการคนคอยอยู่เป็นเพื่อนเล่น มู่หวังเฟยจึงตั้งใจเข้าวังไปรับมู่ชวนและหลิงซีออกมาด้วยตนเอง
“พระชายา พวกเราอายุไล่เลี่ยกัน มิต้องนับลำดับญาติให้วุ่นวายหรอกขอรับ” มู่ชวนชิงกล่าวขึ้นมา “ข้ากับหลิงซีออกมาจากวังครั้งนี้ ก็เพียงตั้งใจอยากจะมาช่วยดูแลอาอี้กับอานิ่งบ้างเท่านั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่หวังเฟยก็มิได้ทักท้วงประการใด ปล่อยให้เด็ก ๆ จัดการกันเอง
เนื่องจากเมิ่งฉีฮ่วนมิต้อนรับแขก มู่หวังเฟยจึงมิได้เข้าไปรบกวน นางอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับเด็กทั้งสี่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่ามู่ชวนและหลิงซีถูกชะตากับอาอี้และอานิ่งดีแล้ว นางจึงเดินทางกลับไปเพียงลำพัง ปล่อยให้มู่ชวนและหลิงซีพำนักอยู่ที่จวนฉีอ๋องต่อ
วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันที่สองของปีใหม่พ้นผ่านไป หลี่เยว่หานก็ยังคงมิฟื้นคืนสติ
ผ่านไปอีกหลายวัน ข่าวลือและเสียงซุบซิบนินทาก็เริ่มแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง
ก่อนสิ้นปี เมิ่งฉีฮ่วนเคยกล่าวไว้ว่า วิชาถลุงเกลือด้วยการตากแดดที่หลี่เยว่หานนำออกมานั้น แท้จริงแล้วได้รับสืบทอดมาจากเทพเซียนในความฝัน ยามนี้เทพเซียนพิโรธที่หลี่เยว่หานนำความลับสวรรค์ออกมาช่วยเหลือราษฎร เดิมทีตั้งใจจะลงทัณฑ์แคว้นตงฮั่นให้เกิดภัยพิบัติ ทว่าเพราะเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานรักราษฎรดั่งบุตรหลาน เทพเซียนจึงซาบซึ้งในความจริงใจของสามีภรรยาคู่นี้ และเปลี่ยนมาลงทัณฑ์ที่ตัวหลี่เยว่หานเพียงผู้เดียว
ข่าวลือนี้แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงและถึงหูชาวอำเภอฮัวซีภายในเวลาเพียงสองสามวัน
อำเภอฮัวซีเป็นที่แรกที่ได้รับอานิสงส์จากวิชาถลุงเกลือ และเป็นที่แรกที่เริ่มใช้กฎเกณฑ์ใหม่ ผู้คนในที่แห่งนี้ต่างซาบซึ้งในพระคุณของฉีอ๋องและพระชายายิ่งนัก เมื่อได้ยินข่าวลือนี้ ทุกคนจึงตกลงใจกันสั่งให้โรงงานถลุงเกลือที่เดิมมีกำหนดจะเปิดทำงานในวันที่แปดเดือนอ้าย ปิดตัวลงอย่างถาวร!
เมื่อข่าวนี้ส่งกลับมายังเมืองหลวง ราชสำนักก็เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ บรรดาทูตต่างเมืองที่เฝ้ารอจะนำวิชาถลุงเกลือกลับแคว้นตนเองต่างก็มึนงงไปตาม ๆ กัน
ทัณฑ์สวรรค์ที่ว่านั้น… เป็นเรื่องจริงงั้นหรือ?