ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 643 หนอนกู่ในร่างของเมิ่งอิงหนิง
บทที่ 643 หนอนกู่ในร่างของเมิ่งอิงหนิง
การผลักดันกฎเกณฑ์ใหม่นั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน บีบคั้นจนมิเปิดโอกาสให้จงเจิ้งเสียนได้ไตร่ตรองมากนัก
เขาเดินทางไปยังโรงเตี๊ยมแปดเซียนเพื่อพบกับเจ้าถ้ำใหญ่แห่งหนานเจียง และส่งคืนหนอนลมปราณกลับไป
หลังจากนั้นเขาก็มิได้ใส่ใจเรื่องเหล่านั้นอีก แต่ทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการศึกษาวิจัยเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่แทน
จงเจิ้งเสียนใช่ว่ามิเคยคิดฉวยโอกาสยามส่งมอบงานกฎเกณฑ์ใหม่ที่จวนฉีอ๋อง ลอบวางหนอนเลือดไว้ที่นั่น ทว่าในใจเขามักจะหวนนึกถึงกงหย่าทั่ว และนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเมิ่งฉีฮ่วนที่ยามนี้กลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกันไปเสียแล้ว
สุดท้ายจงเจิ้งเสียนจึงมิได้วางหนอนกู่ไว้ในจวนอ๋อง แต่เลือกที่จะนำมันไปคืนให้แก่เจ้าถ้ำใหญ่แทน
แม้จะถูกเจ้าถ้ำผู้นั้นเยาะเย้ยและข่มขู่สารพัด แต่ครานี้จงเจิ้งเสียนกลับมิยอมอ่อนข้อให้อีก
เขายอมรับว่าตนเองพ่ายแพ้แล้ว อย่างไรเสียก็นี่มิใช่คราแรกที่เขาแพ้ให้แก่เมิ่งฉีฮ่วน
ในราชสำนัก เมิ่งฉีฮ่วนจงใจเอ่ยถึงกงหย่าทั่วและบุตรธิดาของนางขึ้นมาอย่างเป็นนัย ลึก ๆ ในใจของจงเจิ้งเสียนยังมีส่วนที่อ่อนโยนหลงเหลืออยู่ เขาจึงไปดักรอเมิ่งฉีฮ่วนหลังเลิกประชุมและกล่าววาจาประหลาดเหล่านั้นออกมา
ต้องยอมรับว่าเมิ่งฉีฮ่วนรู้จักเขาดีเกินไป รู้ซึ้งว่าควรจะทิ่มแทงลงไปที่จุดใดจึงจะสร้างความเจ็บปวดให้เขาได้มากที่สุด
หลังจากคืนหนอนเลือดให้แก่เจ้าถ้ำใหญ่แห่งสิบสองถ้ำแล้ว จงเจิ้งเสียนก็ร่ำสุราจนเมามายอยู่ในจวนของตน
เวลาผ่านพ้นไปถึงหกปี ในที่สุดเขาก็ยินยอมเผชิญหน้ากับหัวใจของตนเองเสียที เขากล้าที่จะกล่าวออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำแล้วว่า เขามิเคยลืมเลือนกงหย่าทั่วเลย…
ยังมิถึงวันที่สิบห้าของเดือนอ้าย จงเจิ้งเสียนก็จัดเตรียมสัมภาระออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังอำเภอฮัวซี
เขามิรู้ว่าใช้วิธีใดจึงสามารถกำราบตระกูลใหญ่ให้สงบลงได้ ทั้งยังได้สมุดทะเบียนที่ดินในครอบครองของคนเหล่านั้นมา ยามที่เขาเดินทางออกจากเมืองหลวง บรรดาคนจากตระกูลใหญ่ต่างพากันมาส่ง แม้แต่จงเจิ้งอวี่ที่นับตั้งแต่พ้นปีใหม่มาก็เอาแต่พำนักอยู่ในค่ายทหารนอกเมืองจนแทบมิได้กลับเข้าเมือง ก็ยังเร่งเดินทางมาส่งพี่ชาย
“ท่านพี่ น้องประหลาดใจนักที่ท่านตัดสินใจเช่นนี้” จงเจิ้งอวี่ในชุดเกราะดูองอาจผึ่งผายยืนอยู่เบื้องหน้าจงเจิ้งเสียน “ข้าเคยคิดมาตลอดว่าท่านมองการณ์มิไกล ยามนี้ดูท่าข้าคงจะมองท่านผิดไปเสียแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จงเจิ้งเสียนก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย “อวี่เอ๋อร์เติบโตขึ้นแล้ว ข้าที่เป็นพี่ชายจะมัวล้าหลังอยู่ได้อย่างไร”
กล่าวจบ จงเจิ้งเสียนก็ตบไปที่ต้นแขนของจงเจิ้งอวี่เบา ๆ ราวกับมิได้ตั้งใจ ทว่าอาศัยจังหวะที่มีแขนเสื้อกว้างขวางบดบัง ลอบยัดกระดาษแผ่นหนึ่งใส่มือจงเจิ้งอวี่ “นำไปมอบให้ท่านอา”
เขากระซิบคำนี้ที่ข้างหูจงเจิ้งอวี่เบา ๆ ก่อนจะหันไปประสานมือคำนับลาทุกคนอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วก้าวขึ้นรถม้าออกเดินทางไปในทันทีมิยอมรั้งรอ
จงเจิ้งอวี่มองตามรถม้าที่ค่อย ๆ ลับตาไป ใบหน้าของเขาฉายแววเด็ดเดี่ยว ในขณะที่มือในแขนเสื้อกำไว้แน่น
ครู่ใหญ่เขาจึงหันไปขึ้นม้า “กลับเมือง!”
“รับทราบ!”
ผู้ติดตามต่างพากันขึ้นม้าและควบตามจงเจิ้งอวี่มุ่งหน้ากลับสู่ประตูเมืองหลวง
ความสัมพันธ์ระหว่างจงเจิ้งอวี่และตระกูลใหญ่นั้นมิสู้ดีนัก ครานี้เขาจึงมิคิดจะกล่าวทักทายคนเหล่านั้นแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยามที่ควบม้าผ่านกลุ่มคนเหล่านั้น เขายังแกล้งตวัดแส้กลางอากาศจนทำให้พวกตระกูลใหญ่ตกใจขวัญผวาไปตาม ๆ กัน
…..
ณ เมืองหลวง จวนฉีอ๋อง
ภายในห้องหนังสือ เมิ่งฉีฮ่วนมีสีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุดหลังจากที่ได้อ่านข้อความในกระดาษซึ่งจงเจิ้งเสียนลอบส่งมาให้ผ่านจงเจิ้งอวี่
“ท่านอา เหตุใดท่านพี่จึงมิส่งกระดาษแผ่นนี้ให้ท่านด้วยตนเอง ทำไมต้องคอยหลบเลี่ยงผู้คนแล้วฝากข้ามาเช่นนี้ อีกทั้งเขารู้ได้อย่างไรว่าวันนี้ข้าต้องไปส่งเขาแน่นอน?” ทันทีที่จงเจิ้งอวี่กลับเข้าเมือง เขาก็ตรงมาที่จวนฉีอ๋องทันที เขามิได้เปิดอ่านแม้เพียงครึ่งคำ แต่นำส่งถึงมือเมิ่งฉีฮ่วนโดยตรง
หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนอ่านจบ เขาก็มิได้เอ่ยสิ่งใด แต่โยนกระดาษแผ่นนั้นเข้ากองไฟไปทันที
จนกระทั่งกระดาษมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน เมิ่งฉีฮ่วนจึงค่อย ๆ เอ่ยขึ้น “พี่ชายของเจ้าต้องการดึงเจ้าให้เข้ามาพัวพันกับเรื่องยุ่งยากนี้”
“หมายความว่าอย่างไร?” แม้จงเจิ้งอวี่จะเดาได้ว่าจงเจิ้งเสียนคงมิได้หวังดีนัก แต่ลึก ๆ ในใจเขาก็ยังรู้สึกมิสบายใจ
“ในจดหมายของท่านพี่เจ้าบอกว่า ยามนี้เจ้าถ้ำใหญ่แห่งสิบสองถ้ำแดนใต้อยู่ในเมืองหลวง และการที่หวังเฟยหมดสติไปอย่างลึกลับก่อนหน้านี้ ก็เพราะถูกหนอนเลือดของเจ้าถ้ำใหญ่สูบกินลมปราณ อีกทั้ง…” เมิ่งฉีฮ่วนชะงักไป สีหน้าของเขาเย็นเฉียบราวกับถูกน้ำแข็งเกาะกุม “ในร่างของอานิงมีหนอนกู่”
จงเจิ้งอวี่ตกตะลึง “ในร่างของอานิงจะมีหนอนกู่ได้อย่างไร? นางยังเด็กเพียงนั้น หนอนกู่มิทำลายร่างกายของนางจนแย่หรอกหรือ?”
“ที่อานิงเติบโตช้ากว่าเด็กทั่วไปมาตลอด ก็เพราะสาเหตุนี้” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางลุกขึ้นยืนแล้วมองจงเจิ้งอวี่ด้วยสายตาจริงจัง “ถุงหอมที่ข้ามอบให้ เจ้ายังพกติดตัวอยู่ตลอดหรือไม่?”
“พกอยู่ตลอดขอรับ!” จงเจิ้งอวี่พยักหน้าพลางลูบที่หน้าอก “ข้ากลัวทำหาย จึงวางไว้แนบเนื้อตลอดเวลา”
“ดี… ยามนี้พวกเรายังมิรู้แผนการของเจ้าถ้ำใหญ่แดนใต้ ดังนั้นต้องระวังตัวให้มาก การที่องค์ชายใหญ่ส่งข่าวให้ข้าทางอ้อม ก็เพราะเขารู้ตัวว่าถูกเจ้าถ้ำใหญ่แอบเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา ยามนี้เจ้าไปส่งองค์ชายใหญ่แล้วกลับมาที่จวนของข้า เจ้าถ้ำใหญ่ย่อมต้องจับตาดูเจ้าเช่นกัน เจ้าจงระวังตัวให้จงหนัก”
“ยามที่ท่านและหวังเฟยกลับมาจากหมู่บ้านเทียนซิงอู่เหอ มิใช่ว่าจับตัวคนของสิบสองถ้ำไว้ได้หลายคนหรือ?” จงเจิ้งอวี่กล่าว “อีกทั้งเรื่องที่พวกเราเคยสงสัยว่าชุยกุ้ยเฟยคือธิดาเทพแดนใต้ บางทีเจ้าถ้ำใหญ่อาจจะมาเพื่อล้างแค้น ข้าว่าลองปล่อยตัวคนของสิบสองถ้ำพวกนั้นไปดีหรือไม่?”
“เรื่องมิได้ง่ายดายเช่นนั้น” เมิ่งฉีฮ่วนส่ายหัว “ตระกูลชุยและองค์ชายสองตายไปนานแล้ว ก่อนหน้านี้เยว่หานก็เกือบเอาชีวิตมิรอดเพราะกลอุบายของเจ้าถ้ำใหญ่ ครานี้เขาลงมือด้วยตนเอง ข้ากังวลว่าเขายังมีแผนการอีกมากที่ยังมิได้แสดงออกมา ยามนี้เราอยู่ในที่แจ้ง เขาอยู่ในที่ลับ ระวังไว้ก่อนย่อมมิเสียหาย”
เมื่อฟังดังนั้น จงเจิ้งอวี่จึงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด แล้วเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย “แปลกนัก ถุงหอมที่ท่านอาให้มาสามารถป้องกันมิให้หนอนกู่หรือแมลงพิษเข้าใกล้ร่างกายได้ แล้วไฉนครานี้หวังเฟยถึงได้โดนเล่นงานเข้าจนได้เล่า?”
“เขาส่งผ่านทางอานิง” เมิ่งฉีฮ่วนหลุบตาลง ตบไปที่ไหล่ของหลานชาย “หนอนกู่ในร่างอานิงเรียกว่า ‘กู่ไร้รัก’ ซึ่งเป็นหนอนกู่ระดับสูง จงเจิ้งเสียนเป็นผู้วางมันลงในร่างของอานิง ตั้งแต่ตอนที่เขาช่วยนางไว้ในคราวนั้น”
“เขาหรือ?” จงเจิ้งอวี่อุทานด้วยความตกใจ “เขามีความสัมพันธ์กับแดนใต้ด้วยหรือ?”
“ในเมื่อจงเจิ้งเสียนสามารถโค่นล้มตระกูลเฉินที่ยิ่งใหญ่ลงได้ด้วยตัวคนเดียว เขาย่อมต้องรู้จักคนกลุ่มต่าง ๆ ที่ตระกูลเฉินเคยเกี่ยวข้องด้วย การจะติดต่อสัมพันธ์กันจึงมิใช่เรื่องประหลาด” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว “ในเมื่อกลับเข้าเมืองหลวงมาแล้ว ก็ไปเยี่ยมเสด็จพ่อของเจ้าบ้างเถิด ข้าได้ยินขันทีหรูบอกว่า หลังปีใหม่มาร่างกายของพระองค์ทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จงเจิ้งอวี่ก็เม้มปาก ดูมิใคร่เต็มใจนัก “ก็ได้ ข้าจะไปดูพระองค์เสียหน่อย ถือโอกาสไปเยี่ยมน้องสาวด้วย”
ทั้งสองสนทนากันอีกครู่หนึ่ง จงเจิ้งอวี่จึงรีบออกจากจวนฉีอ๋องมุ่งหน้าไปยังวังหลวง
ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนก็นำเรื่องนี้ไปบอกแก่หลี่เยว่หานทันที
เมื่อได้ยินว่าภายในร่างของเมิ่งอิงหนิงมีหนอนกู่อยู่มาโดยตลอด หลี่เยว่หานก็หวาดกลัวจนมือเท้าเย็นเฉียบ แทบจะทรงตัวไม่อยู่
พอนางกลับไปหาเมิ่งอิงหนิง น้ำตาก็เกือบจะร่วงหล่นออกมาด้วยความอัดอั้น
เมิ่งฉีฮ่วนหาข้ออ้างให้แม่นมพาเมิ่งสืออี้ออกไปข้างนอก จากนั้นสามีภรรยาจึงนั่งลงขนาบข้างเมิ่งอิงหนิง หลี่เยว่หานตักหว่านอู้เซิงออกมาหวังจะให้ลูกสาวดื่ม ทว่าเด็กน้อยกลับปฏิเสธ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าได้ยินหมดแล้วเจ้าค่ะ” เมิ่งอิงหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือแววไร้เดียงสา ก่อนจะถอดรองเท้าข้างน้อยออก โชว์ฝ่าเท้าขวาให้ดู นางชี้ไปยังจุดดำเล็ก ๆ กลางฝ่าเท้าแล้วกล่าวว่า “เจ้าหนอนตัวน้อยนี้มันเดินไปเดินมาในตัวข้าตั้งแต่นานมาแล้ว ข้าต้องใช้แรงตั้งมากมายกว่าจะเหยียบมันไว้ใต้ฝ่าเท้าได้เจ้าค่ะ!”
หลี่เยว่หานประคองเท้าเล็ก ๆ ของลูกสาวขึ้นมาดู และพบว่าจุดดำนั้นผิดปกติจริง ๆ!
พอนึกได้ว่าลูกสาวของนางต้องทนเจ็บปวดจากหนอนกู่มาเนิ่นนานเพียงนี้ น้ำตาก็ไหลพรากออกมาอีกครั้ง…