ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 644 วางกลอุบาย
บทที่ 644 วางกลอุบาย
“เหตุใดเจ้าจึงมิบอกเรื่องนี้แก่พ่อกับแม่ให้เร็วกว่านี้เล่า!” หลี่เยว่หานปาดน้ำตาพลางดึงเมิ่งอิงหนิงเข้ามาสวมกอด “เจ้ามิรู้สึกกลัวบ้างเลยหรือ?”
“อานิงมิกลัวเจ้าค่ะ” เมิ่งอิงหนิงตอบ “ท่านแม่ ความกลัวคือสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”
เมื่อได้ยินคำถามนั้น อ้อมแขนของหลี่เยว่หานที่โอบกอดบุตรสาวไว้พลันแข็งทื่อไปทันที
กู่ไร้รัก… กู่ไร้รัก… หรือว่ามันจะเป็นกูพิษที่ทำลายสิ้นซึ่งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาของมนุษย์?
ทว่าหากมนุษย์ไร้ซึ่งรักโลภโกรธหลงแล้ว จะยังนับว่าเป็นมนุษย์ได้อยู่อีกหรือ?
“ข้าพอจะนึกออกแล้วเจ้าค่ะ เหมือนตอนที่พวกเราอยู่ในสวนล่าสุนัขในวังหลวง ยามที่ป้าอวี้จ้วงเห็นเสือดาวลงเขา ใบหน้าของนางก็ซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก เช่นนั้นคือความกลัวใช่หรือไม่เจ้าคะ?” เมื่อเห็นว่าท่านพ่อท่านแม่นิ่งเงียบไป เมิ่งอิงหนิงจึงเริ่มคาดเดาเอาเองตามประสาเด็ก
ยามนี้นางยังคงพูดจามิใคร่ชัดเจนนัก น้ำเสียงยังคงมีความอ้อแอ้อยู่บ้าง มิเหมือนเมิ่งสืออี้ที่แม้จะยังมีสำเนียงเด็กอยู่ แต่การออกอักขระกลับชัดถ้อยชัดคำกว่ามาก
“อานิง แล้วยามปกติที่เจ้าขัดใจจนร้องไห้ออกมา เจ้าร้องเพราะเหตุใดหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนแลดูสุขุมกว่าหลี่เยว่หานมาก เขากุมมือเล็ก ๆ ของบุตรสาวไว้แล้วเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
“ข้าก็มิรู้ว่าเพราะเหตุใดเจ้าค่ะ ปกติแล้วท่านพี่จะส่งซิกทางสายตาให้อานิง แล้วอานิงก็จะรู้ว่าถึงเวลาต้องร้องไห้แล้ว” เมิ่งอิงหนิงตอบด้วยท่าทางจริงจัง
เมื่อหวนนึกถึงพฤติกรรมของพี่น้องคู่นี้ในยามปกติ เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานต่างรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่มิได้สังเกตเห็นความผิดปกติของบุตรสาวให้เร็วกว่านี้
ความจริงแล้ว ตั้งแต่นางเริ่มรู้ความก็นิ่งสงบและเย็นชามาโดยตลอด ปกติจะแสดงสีหน้าน้อยมาก นอกจากการร้องไห้แล้ว ก็มีเพียงยามเล่นสนุกเท่านั้นที่จะมีสีหน้าท่าทางออกมาบ้าง หลี่เยว่หานจึงหลงเข้าใจมาตลอดว่าบุตรสาวเพียงแค่พัฒนาการช้า มิได้เฉลียวใจเลยว่านางจะขาดหายซึ่งความรู้สึก
แต่ยามนี้ดูเหมือนว่า พัฒนาการทางอารมณ์ของอานิงจะถูกกู่ไร้รักตนนี้สะกดเอาไว้เสียสิ้น!
บางทีเมิ่งสืออี้อาจจะเป็นคนแรกที่พบว่าน้องสาวของตนต่างจากเด็กทั่วไป และด้วยวัยเพียงเท่านี้ เขากลัวว่าน้องจะถูกท่านพ่อท่านแม่ตำหนิ จึงได้ตกลงกับน้องสาวไว้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรยามไหน โดยมีเขาคอยให้สัญญาณ
พอนึกย้อนกลับไป ตั้งแต่เยาว์วัยพี่น้องคู่นี้มักจะตัวติดกันตลอดมิเคยแยกจาก
ในวันขึ้นปีใหม่ ยามที่เหยียนจื่อเซียงพาตัวอานิงไป เมิ่งสืออี้มีท่าทีลนลานจนสังเกตเห็นได้ชัด ตอนนั้นสามีภรรยาเข้าใจว่าเขาเพียงแค่อยากไปเที่ยวเล่นด้วย แต่ยามนี้เมื่อคิดดูใหม่ เมิ่งสืออี้คงกังวลว่าความผิดปกติของน้องสาวจะถูกคนอื่นล่วงรู้เสียมากกว่า
“เจ้ากับพี่ชาย แอบตกลงกันไว้เพื่อปิดบังพ่อแม่มานานแล้วใช่หรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนทรุดตัวลงนั่งบนพื้นพลางมองบุตรสาวที่อยู่ในอ้อมกอดของหลี่เยว่หานด้วยสายตาอ่อนโยน
“เจ้าค่ะ” เมิ่งอิงหนิงพยักหน้า “ท่านพี่บอกว่ามิอาจให้ท่านพ่อท่านแม่รู้ได้ มิเช่นนั้นท่านทั้งสองจะคิดว่าอานิงเป็นตัวประหลาด”
“แล้วพี่ชายเจ้ารู้เรื่องหนอนตัวน้อยที่เท้าของเจ้าหรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนถามต่อ
“มิรู้เจ้าค่ะ” เมิ่งอิงหนิงลังเลเล็กน้อยก่อนจะส่ายหัว “อานิงกลัวว่าท่านพี่จะตกใจ เลยมิได้บอกท่านพี่เจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ น้ำตาของหลี่เยว่หานก็พรั่งพรูออกมาอีกครั้ง
“แม่ขอโทษนะอานิง เป็นแม่ที่ปกป้องเจ้าไว้มิได้เอง” หลี่เยว่หานกล่าวเสียงสั่น น้ำตาหยดลงบนกระหม่อมของบุตรสาว
เมื่อสัมผัสได้ว่ามารดากำลังร้องไห้ เมิ่งอิงหนิงก็รีบดึงมือของหลี่เยว่หานมากุมไว้แล้วเอ่ยว่า “ท่านแม่มิร้องนะเจ้าคะ ท่านแม่มิร้อง”
ยิ่งได้ยินเสียงปลอบโยนจากเด็กน้อยเช่นนั้น หลี่เยว่หานยิ่งสะอื้นไห้หนักกว่าเดิม
สุดท้ายเมิ่งฉีฮ่วนจึงต้องลุกขึ้นโอบกอดทั้งสองแม่ลูกไว้ในอ้อมอก หลี่เยว่หานจึงค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ลงได้
…..
วันต่อมา จวนฉีอ๋องได้ประกาศแจ้งความออกไปว่า ท่านหญิงเมิ่งอิงหนิงล้มป่วยหนัก ยินดีต้อนรับหมอเทวดาจากทั่วสารทิศให้มารักษาอาการของท่านหญิง
จะว่าไป เดิมทีในหมู่เชื้อพระวงศ์จะมีเพียงตำแหน่งซื่อจื่อ *[1] เท่านั้น ส่วนตำแหน่งท่านหญิงนี้ เมิ่งฉีฮ่วนเป็นผู้รบเร้าขอพระราชทานมาจากฮ่องเต้หลิงอวิ๋น โดยให้ความหมายว่ามิจำกัดว่าเป็นบุตรชายหรือบุตรสาว ในอนาคตต่างก็เป็นผู้สืบทอดจวนฉีอ๋องได้ทั้งสิ้น แน่นอนว่าเมื่อท่านหญิงผ่านพิธีปักปิ่นแล้วจะได้รับแต่งตั้งเป็นจวิ้นจู่ *[2] และสามารถรับสามีเข้าจวนได้
หลังจากซื่อจื่อสืบทอดตำแหน่งอ๋องแล้ว ท่านหญิงจะได้รับการสถาปนาเป็นองค์หญิงในคราวเดียวกัน ซึ่งถือเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่เหนือคณา
ข่าวเรื่องเมิ่งอิงหนิงล้มป่วยด้วยโรคประหลาดแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงทันที
บรรดาตระกูลใหญ่เดิมทีก็รู้สึกประหลาดใจที่เมิ่งฉีฮ่วนเสนอให้จงเจิ้งเสียนเป็นผู้รับผิดชอบจัดการกฎเกณฑ์ใหม่ แต่เมื่อได้ยินว่าท่านหญิงน้อยป่วยหนัก พวกเขาก็เข้าใจทันทีว่าเมิ่งฉีฮ่วนคงมิมีกะจิตกะใจจะสนใจเรื่องบ้านเมืองอีกแล้ว
เพราะใคร ๆ ในเมืองหลวงต่างก็รู้ดีว่าฉีอ๋องรักบุตรสาวเพียงใด
ฝ่ายราษฎรเมื่อทราบข่าวต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา แม้จะยังมิรู้ว่าเป็นโรคชนิดใดก็ตาม
“ข้าว่านะ ท่านหญิงน้อยคงถูกสวรรค์ลงทัณฑ์เสียแล้ว!”
“แต่เทพเซียนมิใช่เพิ่งลงทัณฑ์หวังเฟยไปหรอกหรือ?”
“แล้วเจ้าจะอธิบายอย่างไรเล่า ท่านหญิงน้อยที่ข้าเห็นยังดูแข็งแรงดีเมื่อวันปีใหม่ อยู่ ๆ จะมาป่วยหนักเอาป่านนี้ได้อย่างไร!”
“เฮ้อ ครอบครัวฉีอ๋องก็น่าสงสารนัก ทั้งฉีอ๋องและหวังเฟยต่างก็เป็นคนดีที่ทำเพื่อราษฎรมาตลอด ยามนี้กลับต้องมาเจอเคราะห์กรรมเช่นนี้ สวรรค์ช่างไร้ตาเสียจริง!”
“พูดจาอะไรเช่นนั้น หวังเฟยล่วงรู้ความลับสวรรค์ เทพเซียนจึงลงทัณฑ์ครอบครัวนางก็สมเหตุสมผลแล้วมิใช่หรือ!”
“แต่หวังเฟยทำไปก็เพื่อราษฎรแคว้นตงฮั่นของเรานะ!”
“เพื่อราษฎรอันใดกัน ข้าว่านางรู้ตัวว่าจะถูกลงทัณฑ์ เลยจงใจทำให้เรื่องมันบานปลายเพื่อให้ทุกคนถูกลงทัณฑ์ไปพร้อมกับนางเสียมากกว่า!”
“จะพูดเช่นนั้นมิได้นะ อย่างไรเสียวิชาถลุงเกลือและสกัดน้ำมันก็เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและราษฎรแท้ ๆ!”
“ประโยชน์หรือ? เจ้ามิเห็นหรือว่าปีนี้พวกแคว้นบริวารสร้างความลำบากให้ชาวบ้านตาสีตาสาอย่างเราแค่ไหน!”
“ข้าว่าเรื่องนี้โทษหวังเฟยมิตรงจุดหรอก นางเองก็คงมิรู้ว่ามันจะดึงดูดพวกแคว้นอื่นมาเช่นนี้!”
“เจ้าคิดว่านางโง่เหมือนเจ้าหรือ นางเป็นคนในราชวงศ์ ย่อมมองการณ์ไกลกว่าเรา นางจงใจทำให้ทุกคนต้องรับเคราะห์ไปด้วยชัด ๆ!”
“หวังเฟยเป็นคนดีขนาดนั้น ไม่มีทางทำเช่นที่เจ้าว่าหรอก…”
“คนดี? คนดีที่ไหนจะกว้านซื้อเสบียงกรังของเมืองหลวงจนเกลี้ยง เพียงเพราะผิดใจกับสามี? ลืมรสชาติความหิวโหยในตอนนั้นไปแล้วหรืออย่างไร?”
…
คำเล่าลือเสียหายเช่นนี้มีให้ได้ยินมิขาดสาย
ธุรกิจที่หลี่เยว่หานมอบหมายให้ตระกูลหลิ่วดูแลก็มีคนงานขอลากออกจำนวนมาก เมื่อถามถึงสาเหตุก็มักจะปิดปากเงียบ มีเพียงไม่กี่คนที่ยอมบอกผู้จัดการจวนว่า ครอบครัวกังวลว่าหากทำงานในร้านของหลี่เยว่หานต่อไปจะถูกสวรรค์พิโรธและพลอยได้รับเคราะห์กรรมไปด้วย
เพียงพริบตาเดียว กิจการของหลี่เยว่หานมิเพียงแต่ซบเซาลงอย่างมาก แต่นางยังถูกผู้คนรุมประณามหยามเหยียดอีกด้วย
ทว่าการที่จวนฉีอ๋องประกาศตามหาหมอเทวดามารักษาเมิ่งอิงหนิงกลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เพราะขอเพียงแค่ผู้ใดสามารถบรรยายอาการออกมาได้สักประโยคสองประโยค ก็จะได้รับรางวัลถึงสิบตำลึงเงิน แม้ในใจทุกคนจะอยากอยู่ห่างจากจวนฉีอ๋อง แต่ใครเล่าจะปฏิเสธเงินทองได้ลงคอ
ด้วยเหตุนี้ จึงมีหมอเดินทางมาที่จวนมิขาดสาย ทว่าหลี่เยว่หานมิเคยยอมให้หมอคนใดตรวจชีพจรของเมิ่งอิงหนิงเลยแม้แต่คนเดียว
เดิมทีนางมิได้ตั้งความหวังไว้กับหมอเหล่านี้อยู่แล้ว สาเหตุที่ปล่อยข่าวออกไป ก็เพียงเพื่อให้เจ้าถ้ำใหญ่ที่ยังซ่อนตัวอยู่ในเมืองหลวงได้รับรู้เท่านั้น
จากการคาดการณ์ตามคำทิ้งท้ายของจงเจิ้งเสียน เจ้าถ้ำใหญ่เองก็มิรู้แน่ชัดว่ากู่ไร้รักในร่างของเมิ่งอิงหนิงพัฒนาไปถึงขั้นใดแล้ว ยามนี้จวนฉีอ๋องเปิดรับหมอทั่วหล้า เจ้าถ้ำใหญ่ย่อมต้องยอมปรากฏตัวออกมาเพื่อสืบข่าวด้วยตนเองอย่างแน่นอน!
และเมื่อถึงเวลานั้น… ก็จะเป็นการปิดประตูตีแมว!
[1] ซื่อจื่อ (世子) คือทายาทผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์อ๋อง หรือเจ้าผู้ครองแคว้นในประวัติศาสตร์จีนโบราณ โดยปกติจะหมายถึงบุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกของอ๋อง ที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากบิดา
[2] จวิ้นจู่ (郡主) แปลว่า “ท่านหญิง” หรือองค์หญิงระดับล่าง เป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์หญิงของจีนโบราณ มักเป็นพระธิดาในชินอ๋อง (อ๋องลำดับที่ 1) กับพระชายาเอก หรือพระธิดาของอ๋องที่ได้รับความเคารพยกย่อง