ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 652 สี่ปีให้หลัง
บทที่ 652 สี่ปีให้หลัง
เจ้าถ้ำใหญ่เดิมทีคิดว่าคำพูดนี้จะทำให้หลี่เยว่หานรั้งรอเพื่อสนทนากับเขาต่ออีกสักสองสามประโยค ตราบใดที่นางยังไร้หนทางจัดการกับกู่ไร้รักในกายของเมิ่งอิงหนิง เขาก็มั่นใจว่าตนเองยังมีโอกาสกดดันให้หลี่เยว่หานปล่อยเขาไป!
การสูญเสียแขนทั้งสองข้างไม่ใช่เรื่องใหญ่ สิ่งสำคัญคือเขาต้องรีบกลับไปยังโรงเตี๊ยมโดยเร็ว เพื่อหาทางช่วยนายน้อยของพวกตนออกไปให้ได้!
“ในเมื่อหวังเฟยผู้นี้มีความสามารถถึงขั้นจับนายน้อยของพวกเจ้าได้ แล้วกะอีแค่กู่ไร้รักเพียงตัวเดียว จะมาเหนือบ่ากว่าแรงข้าเชียวหรือ?” หลี่เยว่หานเพียงชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย ก่อนจะทิ้งคำพูดอันโอหังไว้เพียงประโยคเดียว แล้วเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
เมื่อเห็นประตูคุกใต้ดินถูกปิดลง หัวใจของเจ้าถ้ำใหญ่ก็พลันเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
สวรรค์จะล่มสลายหนานเจียงของเขาแล้วจริง ๆ หรือ!
เมื่อออกมาจากคุกใต้ดิน หลี่เยว่หานสั่งให้ทหารยามคุกใต้ดินทั้งหมดถอนกำลังออกมา
ในยามนี้นางมิได้ปกปิดความลับใด ๆ อีก หลี่เยว่หานยืนอยู่เหนือคุกใต้ดิน พลิกฝ่ามือเบา ๆ น้ำพุหว่านอู้เซิงจำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลออกจากช่องว่างมิติ พุ่งทะลักเข้าไปทางประตูคุกใต้ดินราวกับเขื่อนแตก
โชคดีที่ทหารยามคุกเหล่านี้ล้วนเป็นองครักษ์เดนตาย ต่อให้หลี่เยว่หานเผยความลับเช่นนี้ต่อหน้าพวกเขา ก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล
นางเทน้ำพุหว่านอู้เซิงลงไปไม่รู้เท่าไหร่ จนกระทั่งน้ำท่วมมิดคุกใต้ดิน หลี่เยว่หานจึงสั่งให้คนปิดประตูคุกให้สนิท
หว่านอู้เซิงคือนามธรรมแห่งการสยบพิษร้ายทั้งปวงในใต้หล้า นางกล้ายืนยันได้ว่าพวกคนหนานเจียงที่ถูกขังอยู่ข้างในนั้น ย่อมไม่กล้าแตะต้องน้ำเหล่านั้นแม้เพียงปลายนิ้ว
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย หลี่เยว่หานจึงเดินจากไปอย่างผ่าเผย
ส่วนเหตุใดนางถึงไม่ฆ่าคนหนานเจียงเหล่านี้ให้สิ้นซาก หลี่เยว่หานย่อมมีเหตุผลของนาง
ยามที่นางและเมิ่งฉีฮ่วนคุมตัวคนเหล่านี้กลับมา มิได้ปิดบังหูตาของฮ่องเต้หลิงอวิ๋น ดังนั้นฝ่าบาทจึงทรงทราบมาตลอดว่าบรรดาเจ้าถ้ำแห่งหนานเจียงถูกขังอยู่ในจวนฉีหวัง
เหตุที่พระองค์มิได้ตรัสถึง ก็เพราะทรงทราบดีว่าคนเหล่านี้เคยล่วงเกินหลี่เยว่หานมาก่อน
ทว่าหากคนสำคัญเหล่านี้ล้วนมาตายในจวนฉีหวังทั้งหมด ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นที่มีนิสัยขี้ระแวงเป็นทุนเดิมย่อมต้องทรงกริ่งเกรงและคิดมากเป็นแน่
ดังนั้น แม้ในยามนี้หลี่เยว่หานจะปรารถนาให้พวกเขามอดม้วยไปต่อหน้าเพียงใด แต่นางก็ต้องคำนึงถึงเมิ่งฉีฮ่วนให้มากเข้าไว้
ยามที่การประกาศใช้ระเบียบแบบแผนใหม่ใกล้จะมาถึง จวนฉีหวังควรอยู่อย่างเงียบเชียบและสงบที่สุด หากก้าวพลาดเพียงนิดเดียวอาจนำมาซึ่งหายนะที่มิอาจย้อนคืนได้ เพราะในเวลานี้ บรรดาตระกูลขุนนางเก่าแก่ต่างก็พากันเคียดแค้นจวนฉีหวังเข้ากระดูกดำแล้ว…
……
เมื่อตะวันลับฟ้า หลี่เยว่หานรับประทานอาหารเย็นเป็นเพื่อนเมิ่งสืออี้ แล้วจึงเข้านอนแต่หัวค่ำ
เหตุผลที่นางสั่งคนให้ไปตามตัวเมิ่งฉีฮ่วนกลับมาในวันนี้ เพราะนางเกรงว่าพวกหนานเจียงอาจจะมีแผนการซ้อนแผนอื่นอีก นางมีกำลังพอที่จะปกป้องเมิ่งสืออี้ได้ ทว่าอาจจะมิมีแรงพอที่จะปกป้องทั้งเมิ่งฉีฮ่วนและคนอื่น ๆ ไปพร้อมกัน
พูดกันตามตรง หากมิใช่เพราะจู่ ๆ หวังเหอฮวามาสิ้นใจตายที่ประตูหลังจวน หลี่เยว่หานก็คงมิอาจล่วงรู้ได้รวดเร็วปานนี้ว่าหวังเหอฮวาถูกสับเปลี่ยนไส้ในไปเสียแล้ว
วันนี้ หลี่เยว่หานใช้พลังกายพลังใจไปจนเหนื่อยล้าเหลือเกิน
กลางดึกสงัด เงาร่างสายหนึ่งลอบกระโดดข้ามกำแพงเข้ามา ก่อนจะมุดเข้าทางหน้าต่างห้องของหลี่เยว่หานอย่างคล่องแคล่ว แล้วค่อย ๆ เอนกายลงนอนเคียงข้างนางอย่างเบามือ
คนผู้นั้นคือ เมิ่งฉีฮ่วน
แม้หลี่เยว่หานจะกำชับหนักหนาว่าห้ามส่งข่าวไปถึงวัดหมื่นพุทธ แต่เขาก็ยังคงทราบเรื่องจนได้
หลังจากรู้ต้นสายปลายเหตุทั้งหมด เขาก็ไม่อาจข่มใจอยู่ที่นั่นได้อีก เพราะการปล่อยให้หลี่เยว่หานต้องเผชิญหน้ากับพวกหนานเจียงที่ดุร้ายเพียงลำพัง ทำให้เขาเป็นห่วงจนแทบบ้า หากมิใช่เพราะมีเมิ่งอิงหนิงที่เป็นพันธะอยู่ที่วัดหมื่นพุทธ เกรงว่าทันทีที่ได้รับข่าว เมิ่งฉีฮ่วนคงบึ่งกลับมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
‘เหล่าคนหนานเจียงที่ถูกตราหน้าว่าดุร้าย พี่ชาย… พวกเราสู้เมียพี่ไม่ได้สักกระบวนท่าเดียวเลยนะนั่น!’
เช้าวันถัดมา เมื่อหลี่เยว่หานตื่นขึ้นและพบว่ามีคนนอนอยู่ข้างกาย นางก็ย่นจมูกด้วยความไม่พอใจทันที “องครักษ์ลับในจวนช่างมิฟังคำสั่งเอาเสียเลย บอกแล้วว่าห้ามส่งข่าวไปที่วัดหมื่นพุทธ สุดท้ายก็ยังพาเจ้ากลับมาจนได้!”
เมื่อถูกโอบล้อมด้วยกลิ่นอายที่คุ้นเคย หลี่เยว่หานมิต้องลืมตาก็รู้ว่าเป็นเมิ่งฉีฮ่วนที่กลับมา
“เจ้ายังกล้าพูดอีกหรือ ปล่อยให้ตัวเองเผชิญอันตรายคนเดียว ข้าเป็นห่วงมากเพียงใดรู้หรือไม่” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยเสียงนุ่มพลางกระชับอ้อมกอดดึงร่างเล็กเข้าหาตัวมากขึ้น
“พวกเจ้าถ้ำหนานเจียงเหล่านั้นมิใช่คู่ต่อสู้ของข้าเสียหน่อย มีสิ่งใดน่ากังวลกัน” หลี่เยว่หานพึมพำเสียงแผ่ว ก่อนจะเอียงศีรษะหลับใหลไปอีกครา
เมิ่งฉีฮ่วนมองดูใบหน้ายามหลับของภรรยาพลันยกยิ้มบาง ๆ เขาเอื้อมมือไปเกลี่ยเส้นผมที่ระมุมปากของนางออกเบา ๆ แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่สุดพรรณนา
…..
สามวันต่อมา เจ้าถ้ำหนานเจียงทั้งหมดถูกหลี่เยว่หานทำลายวิชากู่จนสิ้นฤทธิ์ เมิ่งฉีฮ่วนจึงคุมตัวพวกเขาไปส่งต่อหน้าฮ่องเต้หลิงอวิ๋น คนเหล่านั้นถูกตัดสินโทษฐานกบฏให้ถูกขังคุกหลวงและรับโทษประหารด้วยการแล่เนื้อจนตาย
ส่วนนายน้อยแห่งหนานเจียงที่สิงอยู่ในร่างของหวังเหอฮวานั้น ในตอนที่เมิ่งฉีฮ่วนส่งตัวเจ้าถ้ำคนอื่นๆ ให้จักรพรรดิ เขาก็ได้สิ้นใจตายอยู่ในคุกใต้ดินไปแล้ว
หากมิใช่เพราะมีน้ำพุหว่านอู้เซิงปิดกั้นกลิ่นเอาไว้ เกรงว่ากลิ่นเน่าเหม็นจากซากศพของเขาคงจะตลบอบอวลไปทั่วทั้งจวนอ๋อง
ท้ายที่สุด มีเพียงทาสใบ้ที่ไร้ประสาทรับกลิ่นไม่กี่คนนำถุงใส่ศพมาบรรจุร่างนั้นไว้ แล้วลากไปยังลานกว้างเพื่อเผาทำลายจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน
หลังจากเผาศพแล้ว หลี่เยว่หานพบมุกสีทองเม็ดหนึ่งท่ามกลางกองเถ้ากระดูก เมื่อใช้เนตรจิตตรวจสอบก็พบว่าไม่มีสิ่งผิดปกติ ซ้ำยังมีพลังที่บริสุทธิ์สายหนึ่งสถิตอยู่ข้างใน
หมอกู่ตรวจสอบแล้วพบว่า มุกทองเม็ดนี้มีฤทธิ์ในการขับไล่กู่ไร้รักที่ฝังรากลึกอยู่ในกายของเมิ่งอิงหนิงมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นเมิ่งฉีฮ่วนจึงลงมือด้วยตนเอง นำมุกทองนั้นมาทำเป็นสร้อยคออันวิจิตรบรรจงให้นางสวมใส่
สาเหตุที่กู่ในกายของเมิ่งอิงหนิงกำจัดได้ยากแม้แต่สำหรับหลี่เยว่หาน ก็เพราะแมลงกู่นี้เติบโตมาพร้อมกับนาง หากบังคับสลายมันไป เมิ่งอิงหนิงย่อมได้รับบาดเจ็บสาหัส
ทว่าในวันหนึ่งหลังจากสวมสร้อยมุกทองมานานถึงสี่ปี เมิ่งอิงหนิงก็จามออกมาคำหนึ่ง และแมลงกู่ไร้รักก็ถูกขับออกจากร่างกายของนางในที่สุด
ยามนี้ แคว้นตงฮั่นแข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมากเนื่องจากการผลักดันระเบียบใหม่ ทว่าเรื่องการสกัดเกลือนั้นถูกระงับไว้ก่อนเนื่องจากคำเล่าลือเรื่องอาเพศจากสวรรค์คราวนั้น ไม่ว่าฮ่องเต้หลิงอวิ๋นจะทรงเร่งเร้าเพียงใด เมิ่งฉีฮ่วนก็มิไหวติง
หากถูกเร่งรัดหนักเข้า เมิ่งฉีฮ่วนถึงขั้นไม่ยอมเข้าประชุมเช้าเสียอย่างนั้น
สี่ปีผ่านไป ตงฮั่นกลายเป็นประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดในทวีปแห่งนี้ ชนเผ่าเร่ร่อนต่างพากันเกรงกลัวจนต้องยอมสยบ ยอมส่งมอบเหมืองทองคำและกลายเป็นประเทศราชของตงฮั่นแต่โดยดี
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา หลี่เยว่หานพำนักอยู่ที่เมืองหลวงเพื่อดูแลบุตรชายและบุตรสาวทั้งสอง
ส่วนลูกชายของหวังเหอฮวา หลี่เยว่หานได้รับมาอุปการะและตั้งชื่อให้ว่า เมิ่งจุย โดยประกาศต่อภายนอกว่าเป็นเด็กกำพร้าที่เมิ่งฉีฮ่วนเก็บได้ระหว่างทางกลับจากวัดหมื่นพุทธ นอกจากคนในจวนเหวินกั๋วกงแล้ว ก็ไม่มีใครล่วงรู้เบื้องหลังความเป็นมาของเมิ่งจุยเลย
พริบตาเดียวเวลาผ่านไปสี่ปี เมื่อเมิ่งอิงหนิงจามกู่ออกมาได้สำเร็จ หลี่เยว่หานก็สั่งจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่โตทั่วทั้งเมือง เปิดโต๊ะจีนเลี้ยงอาหารชาวบ้านต่อเนื่องสามวันสามคืน
แม้ชาวบ้านจะไม่รู้ว่าจวนฉีหวังเฉลิมฉลองเรื่องใด แต่ก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อการมาร่วมยินดี… เพราะใครที่มาอวยพรย่อมได้รับประทานอาหารรสเลิศฟรีนั่นเอง
หลังจากงานเลี้ยงสามวันจบลง ก็มีข่าวใหญ่หลุดออกมาจากจวนฉีหวัง
ฉีหวังเฟยได้รับโองการจากเทพเซียน และตัดสินใจว่าในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า จะเริ่มสร้างนาเกลือขึ้นใหม่ เพื่อผลักดันวิชาถลุงเกลือและสกัดน้ำมันอีกครั้ง!
ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป อำเภอฮวาสี่ก็พลันตื่นตัวจนเดือดพล่าน!
พวกเขาไม่มีวันลืมผลลัพธ์อันรุ่งโรจน์เมื่อสี่ปีก่อน ตอนที่วิชาถลุงเกลือเริ่มทดลองใช้ที่อำเภอฮวาสี่เป็นครั้งแรก!
หลายปีที่ผ่านมา แม้โรงงานสกัดเกลือจะหยุดชะงักไป แต่ชาวบ้านในอำเภอฮวาสี่ต่างพากันเข้าไปดูแลรักษาเครื่องจักรข้างในด้วยความเต็มใจ
พวกเขาเฝ้ารอมาสี่ปี ถวิลหามาสี่ปี ในที่สุดสวรรค์ก็มีตาเสียที!
“ท่านแม่บอกว่าจะพาพวกเราไปอำเภอฮวาสี่ด้วยกันแท้ ๆ!” เมิ่งสืออี้มองดูท่านพ่อท่านแม่ที่จูงมือกันขึ้นรถม้าแล้วเคลื่อนจากไปไกล เขาจูงมือขนิษฐาไว้แน่นพลางบ่นอุบ “ผู้ใหญ่พูดไม่เป็นคำพูด!”
“ท่านพี่ช่างโง่เขลานัก” เมิ่งอิงหนิงหาวออกมาอย่างเกียจคร้านพลางเอ่ยว่า “ท่านพ่อท่านแม่ไม่พาไป พวกเราก็ไปกันเองสิ!”
ได้ยินดังนั้น ดวงตาของเมิ่งสืออี้ก็พลันเป็นประกาย “พูดได้ถูกต้อง!”
เมิ่งจุยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ยินเข้าก็ลอบถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ เขาหันไปหาเหอซาน องครักษ์ลับที่รับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของทั้งสามคนแล้วกล่าวว่า “รีบไปเตรียมรถม้าเร็วเข้า มิเช่นนั้น ‘บรรพบุรุษน้อย’ *[1] ทั้งสองคนนี้ได้หายตัวไปในพริบตาแน่!”
เหอซาน “ไปไม่ได้!”
เมิ่งอิงหนิง “เช่นนั้นพวกเราก็จะไม่พาเจ้าไปด้วย!”
เหอซาน “…”
[1] บรรพบุรุษตัวน้อย (小祖宗) เป็นคำแสลงที่ใช้เรียกคนที่เอาแต่ใจตัวเองมาก ดื้อรั้น แต่ก็เป็นที่รักและเอ็นดูอย่างมาก จนคนรอบข้างต้องยอมตามใจทุกอย่าง มักใช้เรียกเด็กแฟนหรือคนรัก