ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 653 สามแสบลอบหนี
บทที่ 653 สามแสบลอบหนี
เหอซานผู้เต็มไปด้วยความจนใจจำต้องสวมหมวกงอบรับหน้าที่เป็นคนขับรถม้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ ภายในรถม้ามีบรรพบุรุษตัวน้อยทั้งสามคนกำลังถกเถียงกันอย่างตื่นเต้นว่า เมื่อไปถึงอำเภอฮัวซี แล้วจะทำอะไรกันดี
เมิ่งอิงหนิงเป็นเด็กหญิงที่มีความกล้าบ้าบิ่นมาแต่ไหนแต่ไร ครั้งนี้ที่ต้องออกเดินทาง นางล่วงรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าท่านพ่อท่านแม่จะทิ้งพวกตนพี่น้องเอาไว้ ดังนั้นในช่วงครึ่งเดือนก่อนหน้านี้นางจึงใช้สารพัดวิธีออดอ้อนหลอกเอาเงินมาจากมือของ เมิ่งฉีฮ่วน ผู้เป็นบิดามาได้ไม่น้อย
ยามที่เมิ่งอิงหนิงสั่งให้เมิ่งสืออี้ผู้เป็นพี่ชายแบกห่อเงินขนาดมหึมาขึ้นรถม้ามานั้น เหอซานก็แสดงสีหน้าตกตะลึงออกมาตามที่นางคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด
ดังนั้นก่อนจะออกจากเมืองหลวง เหอซานจึงจำต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม นำเงินเหล่านั้นไปที่โรงรับแลกเงินเพื่อเปลี่ยนให้เป็นตั๋วเงินแทน
อย่าได้ดูแคลนความหลงบุตรสาวจนหน้ามืดตามัวของผู้เป็นบิดาเชียว เพราะเพียงแค่ครึ่งเดือน เมิ่งฉีฮ่วนถึงกับถูกบุตรสาวแท้ ๆ ออดอ้อนเอาเงินไปได้ถึงสองร้อยตำลึง…
หากมิใช่เพราะเมิ่งสืออี้ฝึกวรยุทธ์ตามเมิ่งฉีฮ่วนมาตลอดจนร่างกายแข็งแรงแล้วละก็ เหอซานก็ไม่คิดว่าเด็กตัวแค่นี้จะแบกเงินหนักสองร้อยตำลึงไหวเลยจริง ๆ
ตลอดทาง เหอซานเอาแต่ครุ่นคิดว่าหากไปถึงอำเภอฮัวซี แล้วถูกท่านอ๋องและหวังเฟยจับได้ เขาจะอธิบายอย่างไรดีเพื่อให้ทั้งสองท่านไม่โกรธเคืองจนเกินไป…
ทว่าคิดไปคิดมาจนรถม้าเดินทางมาได้ครึ่งทางแล้ว เขาก็ยังคิดหาคำตอบไม่ได้เสียที
ส่วนภายในรถม้า บรรพบุรุษน้อยทั้งสามที่ตอนแรกเอาแต่คุยโวหัวเราะร่า ยามนี้กลับเงียบกริบลงไปเสียแล้ว
หากมิใช่เพราะเหอซานหยุดรถม้าเพื่อตรวจสอบหลายครั้งจนมั่นใจว่าเด็ก ๆ เพียงแค่หลับไป ป่านนี้เขาคงเริ่มขวัญเสียไปแล้ว
เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานเป็นผู้ใหญ่ รถม้าของพวกเขาจึงควบทะยานด้วยความเร็วเต็มพิกัดโดยไม่กังวลเรื่องการสั่นสะเทือน แต่บรรพบุรุษน้อยทั้งสามยังเด็กนัก เหอซานไม่กล้าขับรถม้าเร็วเกินไป เมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า เขาจึงมองหาที่ราบโล่งกว้างเพื่อหยุดพักรถม้า
เหอซานผู้รับบทเป็น “พ่อเลี้ยงเด็ก” จัดการก่อกองไฟ นำเสบียงแห้งที่ซื้อมาก่อนออกเดินทางมาอังไฟจนร้อน แล้วจึงไปปลุกเด็ก ๆ ในรถม้าให้ตื่นขึ้น
“ถึง… ถึงแล้วหรือ?” เมิ่งสืออี้และเมิ่งจุยฝึกยุทธ์ จึงมีความตื่นตัวมากกว่าเมิ่งอิงหนิง เมื่อเหอซานเรียกเพียงไม่กี่คำ ทั้งสองก็ลุกขึ้นนั่งตามกันมา
หลังจากเมิ่งสืออี้ถามด้วยความง่วงงุน เมิ่งจุยที่เริ่มได้สติมากกว่ามองเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจนใจของเหอซานท่ามกลางแสงจันทร์ จึงเอ่ยตอบทันทีว่า “ยังไม่ถึงหรอก ดูเหมือนพวกเราต้องค้างแรมกลางป่าเสียแล้ว”
เมิ่งอิงหนิงตื่นขึ้นมาได้ยินประโยคนั้นพอดี นางบิดขี้เกียจคราหนึ่งก่อนจะล้มตัวลงนอนต่อ “ง่วงจัง ข้านอนต่อละนะ”
เหอซานเอ่ยอย่างอ่อนใจ “นายน้อยทั้งสามลงมาเดินเล่นสักหน่อยเถิด นั่งอยู่ในรถม้านาน ๆ จะไม่สบายตัว อีกอย่างนี่ก็ดึกมากแล้ว ข้าอังเสบียงแห้งไว้ให้ อย่างไรก็ต้องกินอะไรบ้าง”
เมื่อเห็นว่าคำพูดของเหอซานมีเหตุผล เมิ่งสืออี้และเมิ่งจุยจึงช่วยกันพยุงเมิ่งอิงหนิงออกมาจากรถม้า เหอซานรับตัวเมิ่งอิงหนิงมาอุ้มไว้แนบอกแล้วเดินตรงไปยังกองไฟทันที
ส่วนเมิ่งสืออี้และเมิ่งจุยน่ะหรือ…
ช่างเถิด เหอซานวางม้านั่งไว้ให้แล้ว พวกเขาลงเองได้!
กองไฟของเหอซานลุกโชนอย่างดี แผ่นแป้งย่างก็กลับมากรอบอร่อยอีกครั้ง หลังจากเขาวางเมิ่งอิงหนิงลงบนผ้านุ่มที่ปูไว้บนพื้นเสร็จ ก็ลงมือป้อนอาหารให้นางอย่างคล่องแคล่ว
เมิ่งสืออี้และเมิ่งจุยนั่งลงข้างกองไฟ เมิ่งสืออี้มองกองไฟที่ลุกโชนพลางเหม่อลอย “พวกเราออกจากเมืองหลวงมาจริง ๆ แล้วหรือ?”
“ใช่แล้ว” เมิ่งจุยขานรับพลางหยิบกิ่งไม้แห้งโยนเข้ากองไฟ
เสียงเปรี๊ยะปร๊ะของไม้ที่ถูกไฟเผาทำให้เมิ่งสืออี้เริ่มรู้สึกตัวว่านี่คือความจริง
และแล้วเขาก็เริ่มเกิดอาการหวาดกลัวขึ้นมา
“ข้าว่า… ยามที่ท่านพ่อท่านแม่เห็นพวกเราที่อำเภอฮัวซี พวกท่านต้องโกรธมากแน่ ๆ…” เมิ่งสืออี้กลืนน้ำลายอึกใหญ่
“อย่ากลัวไปเลย ถึงตอนนั้นก็บอกว่าพวกเราเป็นคนเซ้าซี้พาอาหนิ่งมาเอง ท่านพ่อท่านแม่จะได้ไม่โกรธและทำโทษอาหนิ่ง” เมิ่งจุยตบไหล่เมิ่งสืออี้พลางเอ่ยอย่างใจถึง
แม้เมิ่งจุยจะรู้ว่าตนเองเป็นเพียงลูกบุญธรรม แต่ภายใต้คำสั่งของหลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วน เขาจึงเรียกทั้งคู่ว่าท่านพ่อท่านแม่มาโดยตลอด ยามนี้เมิ่งจุยจึงมีความรู้สึกเหมือนเป็นพี่ชายคนโตขึ้นมาบ้าง
แม้ว่าจริง ๆ แล้วในบรรดาเด็กสามคนนี้ เมิ่งจุยจะมีอายุน้อยที่สุดก็ตาม…
แต่เพราะเกิดในปีเดียวกัน เมิ่งจุยมักจะวางตัวเป็นพี่ใหญ่เสมอ และอาจเป็นเพราะตนเองเป็นบุตรบุญธรรม เขาจึงมักจะคอยดูแลเมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิงมากกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว
“พี่จุย ท่านพูดสลับกันแล้ว หากท่านพ่อท่านแม่รู้ว่าข้าเป็นคนจะมาอำเภอฮัวซี เอง พวกท่านจะไม่โกรธและไม่ทำโทษพวกท่านหรอก” เมิ่งอิงหนิงพิงร่างของเหอซาน จิบน้ำแล้วกินแป้งย่างไปสองสามคำ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเกียจคร้าน
เด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้เป็นแก้วตาดวงใจของทุกคนในบ้านมาตั้งแต่เกิด ในบ้านมีบิดาที่หลงบุตรสาวคอยตามใจ ออกนอกบ้านก็มีพี่ชายสองคนคอยปกป้อง และเพราะตอนเกิดเคยถูกลอบวางยาวิชากู่ หลี่เยว่หานแม้จะเข้มงวดแต่ก็รักใคร่นางเป็นพิเศษ ดังนั้นเมื่อเมิ่งอิงหนิงพูดเช่นนี้ ทั้งพี่ชายทั้งสองและเหอซานต่างก็เห็นพ้องว่ามีเหตุผลยิ่งนัก
“อาหนิ่งพูดถูก!” เมิ่งจุยเอ่ยกับเมิ่งสืออี้อย่างจริงจัง “ท่านพ่อท่านแม่ย่อมตัดใจทำโทษอาหนิ่งไม่ลงแน่!”
“ใช่…” เมิ่งสืออี้ปรือตาอย่างอ่อนแรง “ดังนั้นไม่ว่าอย่างไร ท่านพ่อท่านแม่ก็ต้องลงโทษแค่พวกเราสองคนอยู่ดี”
บรรยากาศพลันเงียบสงัดขึ้นมาทันที ทุกคนต่างนิ่งเงียบไปโดยพร้อมเพรียงกัน
เหอซานรีบส่งอาหารให้สองพี่น้องเพื่อทำลายความกระอักกระอ่วน หลังจากผู้ใหญ่หนึ่งคนและเด็กน้อยสามคนนั่งอยู่หน้ากองไฟครู่หนึ่ง เด็ก ๆ ก็เริ่มสัปหงกอีกครั้ง เหอซานจึงอุ้มพวกเขากลับเข้ารถม้า ส่วนตนเองนั่งพิงอยู่ด้านนอกเพื่อเฝ้ายาม
ดวงตาของเขาเบิกกว้างเป็นประกายวาววับราวกับนกเค้าแมว
ถนนสายหลักจากเมืองหลวงไปยังอำเภอฮัวซี มีผู้คนสัญจรผ่านมากมายทุกวัน จึงมีความปลอดภัยสูง ต่อให้เป็นยามค่ำคืนก็ไม่ต้องกังวลจนเกินไป
ทว่าเหอซานกลับไม่ประมาทแม้แต่น้อย เขาเบิกตากว้างเฝ้ายามไปจนถึงค่อนคืน
จนกระทั่งเปลือกตาเริ่มหนักอึ้ง ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือนหมุนวน
*ฟึ่บ—* เสียงแว่วของบางอย่างฝ่าอากาศดังขึ้นเบา ๆ พร้อมกับเสียงอาภรณ์เสียดสีกับสายลม เหอซานพลันตื่นตัวเต็มที่ในทันใด!
“อย่าขยับ!” เสียงหนึ่งที่ไม่ระบุเพศดังขึ้นจากข้างกายเหอซาน เขาตกใจสุดขีดที่คนผู้นี้เข้าประชิดตัวจนเกือบจะเข้าไปในรถม้าได้แล้ว!
ยามนี้ไม่สนสิ่งใดอีกแล้ว เหอซานสะบัดมืออย่างรวดเร็ว ปัดมีดสั้นที่จ่อคอหอยออกไปอย่างรุนแรง ก่อนจะพลิกมือคว้าจับแล้วกดร่างนั้นลงกับพื้นไม้ของรถม้า
“เจ้าเป็นใคร!” เหอซานกระซิบถามเสียงต่ำ เพราะเกรงว่าจะทำให้เด็ก ๆ ตื่น
“พี่ชาย โปรดไว้ชีวิตด้วย ข้าเพียงแค่ผ่านมา มิได้มีเจตนาจะรบกวนพวกท่านเลย!” คนชุดดำยอมจำนนเร็วที่สุดเท่าที่เหอซานเคยพบมา “เดิมทีเพียงแค่อยากจะมาขอนั่งพักร่วมกองไฟด้วยเท่านั้น ไม่คิดว่าจะทำให้ท่านตกใจ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหอซานหรี่ตาลงเล็กน้อย พลางคลายแรงที่มือ
คนชุดดำรีบสลัดตัวออกจากการจับกุมของเหอซาน แล้วพุ่งหายเข้าไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
เหอซานถอนหายใจอย่างโล่งอก ขณะที่เขากำลังจะไปตรวจดูอาการของเด็ก ๆ มือเล็ก ๆ ขาวผ่องก็ผลักประตูรถม้าออกมา เมิ่งอิงหนิงตื่นขึ้นมาเสียแล้ว
“อาซาน” เมิ่งอิงหนิงสบตากับเหอซาน “เมื่อครู่เป็นคนร้ายหรือ?”
“ไม่ใช่หรอก แค่คนผ่านมาน่ะ” เหอซานไม่กล้าบอกความจริงเพราะกลัวเด็กหญิงจะตกใจ
“อาซาน เงินหายไปแล้ว” เมิ่งอิงหนิงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
เหอซานรีบคลำไปที่ห่อผ้าเล็ก ๆ ที่ผูกติดอยู่ที่เอวทันที ข้างในนั้นคือเงินที่เมิ่งอิงหนิงใช้เวลาถึงครึ่งเดือนออดอ้อนเอามาจากท่านพ่อของนาง!
มันหายไปจริง ๆ ด้วย!
เจ้าคนเมื่อครู่นี้เป็นโจร!