ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 658 ข้าต้องการติดตามพระชายา
บทที่ 658 ข้าต้องการติดตามพระชายา
“พระชายาทรงปรีชาสามารถยิ่งนัก ย่อมต้องคาดเดาได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว” จงจุ้นไม่ได้ปฏิเสธ เขาคุกเข่าต่อหน้าหลี่เยว่หานอย่างนอบน้อม “ข้าจริงใจที่จะขอติดตามรับใช้พระชายาขอรับ”
“เหตุผลเล่า?” หลี่เยว่หานถามกลับ
“เหตุผลคือข้าต้องการอิสรภาพ” จงจุ้นกล่าวพลางเงยหน้ามองหลี่เยว่หาน “ข้าคือ ‘จงหัตถ์ผี’ แห่งองค์กรเทพโจรจริงตามที่ท่านว่า แต่ข้าไม่อยากเป็นโจร หากไม่ใช่เพราะอาจารย์ใช้พิษควบคุมข้าไว้ ข้าก็คงไม่ยอมฟังคำสั่งไปขโมยของเช่นนี้”
“อาจารย์ของเจ้าเป็นใคร?” หลี่เยว่หานถามต่อ
ยามนี้เป็นเวลาดึกสงัด วันนี้เมิ่งฉีฮ่วนถูกเมิ่งสืออี้และเมิ่งจุยดึงตัวไปนอนด้วย ส่วนหลี่เยว่หานนอนกับเมิ่งอิงหนิง มิเช่นนั้นจงจุ้นคงถูกเมิ่งฉีฮ่วนโยนออกไปตั้งแต่นาทีแรกแล้ว
เด็กชายแอบมุดเข้ามาในห้องของภรรยาและบุตรสาวเขาตอนกลางคืน ช่างเป็นพฤติกรรมที่รนหาที่ตายโดยแท้!
“อาจารย์ของข้าคือผู้ก่อตั้งองค์กรเทพโจร นามว่าซางฉี่ นางเคยเป็นโจรเลื่องชื่อในอดีต” จงจุ้นตอบ “อาจารย์ไม่ใช่คนแคว้นตงฮั่น ได้ยินมาว่านางเคยเป็นองค์หญิงมาก่อน แต่จะเป็นองค์หญิงจากที่ใดนั้นข้าก็สุดรู้”
องค์กรเทพโจรปรากฏตัวขึ้นเมื่อห้าปีก่อน พวกเขาเจาะจงลงมือกับคนร่ำรวย หลังจากขโมยของไปแล้วจะทิ้งสัญลักษณ์ ‘เทพโจร XX เคยมาเยือนที่นี่’ ไว้ให้ดูต่างหน้า ช่างโอหังยิ่งนัก
ทว่าเนื่องจากองค์กรเทพโจรเลือกปฏิบัติเฉพาะกับเศรษฐีที่มีรายได้ไม่โปร่งใส คนพวกนี้จึงไม่กล้าแจ้งความเพราะกลัวความผิดจะเข้าตัว แต่เมื่อเรื่องเกิดขึ้นบ่อยเข้า ข่าวลือจึงแพร่กระจายไปทั่ว จนผู้คนมากมายยกย่ององค์กรเทพโจรว่าเป็นผู้ผดุงคุณธรรมและเลื่อมใสในใจ
แต่โจรก็คือโจร ต่อให้ทำเพื่อคุณธรรมก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ทำนั้นจะถูกต้อง
หลายปีมานี้ ทางศาลาว่าการรวบรวมข้อมูลขององค์กรนี้ได้ไม่น้อย จึงพอจะเข้าใจโครงสร้างขององค์กรอยู่บ้าง
และครั้งนี้พวกเขาถึงขั้นประกาศว่าฉีหวังเฟยไร้ความเมตตา มีวิชาถลุงเกลืออยู่ในมือแต่ไม่ยอมนำมาสร้างประโยชน์แก่ราษฎร องค์กรเทพโจรจึงจะขอเป็นตัวแทนสวรรค์ขโมยวิชานี้มาจากพระชายาเพื่อเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้รับรู้
ด้วยเหตุนี้ หลี่เยว่หานจึงส่งคนไปสืบเรื่องนี้อย่างลับ ๆ มานาน จนพอจะเห็นเค้าลางอยู่บ้าง
ทว่าเรื่องของ ‘ซางฉี่’ ผู้นำของพวกเขานั้น กลับไม่เคยมีเบาะแสใด ๆ เลย รู้เพียงว่าเป็นสตรีที่ไม่เคยเผยโฉมหน้าจริงและลึกลับยิ่งนัก คำพูดของจงจุ้นในวันนี้จึงช่วยเปิดหูเปิดตาให้หลี่เยว่หานได้ไม่น้อย
“เจ้าติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เมื่อไหร่?” หลี่เยว่หานถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง
“ข้าจำความได้ก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์แล้ว เรื่องก่อนหน้านั้นข้าจำไม่ได้เลย” จงจุ้นตอบอย่างจริงจัง “ในองค์กรยังมีเด็กอีกมากที่เหมือนข้า พวกเราอาศัยอยู่ในหุบเขาตั้งแต่เด็ก เมื่อได้รับภารกิจจึงจะถูกส่งออกมา”
“ตอนนี้เจ้าอายุแปดขวบ แต่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่สามปีก่อน นั่นหมายความว่าเจ้าโด่งดังตั้งแต่อายุห้าขวบ แต่ข้าไม่เข้าใจ เด็กห้าขวบจะกลายเป็นเทพโจรหัตถ์ผีที่สั่นสะเทือนวงการได้อย่างไร?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามอย่างไม่รีบร้อน พลางรวบตัวเมิ่งอิงหนิงที่กำลังฟังอย่างตั้งใจเข้ามาโอบกอดไว้ในอ้อมอกขณะพิงพนักตั่งนุ่ม
“จงหัตถ์ผีเป็นเพียงสมญานามขอรับ เด็กคนไหนที่ได้รับอนุญาตให้ออกจากหุบเขาได้ ก็สามารถใช้ชื่อนี้ในการทำงานได้ทั้งนั้น” จงจุ้นอธิบาย “พวกเราบางคนแฝงตัวเข้าไปในขบวนค้ามนุษย์ บางคนปลอมตัวเป็นขอทาน หรือบางคนก็ตามคณะแสดงเร่ร่อนไปทั่วหล้าเหมือนข้า พวกเราทุกคนล้วนเป็นจงหัตถ์ผีได้ทั้งสิ้น ผู้คนจึงคิดว่าจงหัตถ์ผีนั้นเก่งกาจและไปมาไร้ร่องรอย”
“คำพูดของเจ้าช่างย้อนแย้งนัก” หลี่เยว่หานชี้ให้เห็นจุดโหว่ในคำพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ตอนข้าถามครั้งแรก เจ้าบอกว่าเจ้าคือจงหัตถ์ผีแห่งองค์กรเทพโจร แต่ตอนนี้กลับบอกว่าจงหัตถ์ผีไม่ใช่คนคนเดียว เป็นเพียงสมญานาม เช่นนั้นเหตุใดตอนแรกเจ้าถึงไม่เติมคำว่า ‘คนหนึ่ง’ ลงไปท้ายชื่อด้วยเล่า?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จงจุ้นก็เม้มริมฝีปากแน่นและเงียบไป
“ไปเสียเถอะ ข้าไม่ต้องการคนรับใช้เช่นเจ้า และข้าจะไม่มีวันเก็บโจรไว้ข้างกาย ยิ่งองค์กรของพวกเจ้าจ้องจะขโมยวิชาถลุงเกลือด้วยแล้ว…” หลี่เยว่หานรู้ดีว่าต่อให้ขังเด็กคนนี้ไว้ในคุกต่อก็ไร้ประโยชน์ นางจึงไม่คิดจะเจรจาด้วยอีก
“แต่ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าจะขังข้าหนึ่งปี แล้วค่อยส่งข้าไปอบรมที่จวนอ๋องไม่ใช่หรือขอรับ!” จงจุ้นเริ่มร้อนรน “ข้าอยากออกจากองค์กรเทพโจรจริง ๆ ข้าไม่อยากเป็นขโมย ท่านช่วยเลื่อนเวลาหนึ่งปีนั้นให้เร็วขึ้นหน่อยไม่ได้หรือ?”
อาจเป็นเพราะน้ำเสียงของเขาที่ดูไม่ค่อยเป็นมิตรนัก เมิ่งอิงหนิงที่ซุกอยู่ในอ้อมกอดของหลี่เยว่หานจึงเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองเขาเขม็ง
เป็นแววตาที่เย็นเยียบจนทำให้คนถูกมองรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
“ท่านแม่เจ้าคะ เขาช่างน่ารำคาญนัก” เมิ่งอิงหนิงไม่ได้ลงมือรุนแรงอย่างที่คิด เพียงแต่บ่นพึมพำกับมารดาด้วยความไม่พอใจ
หลี่เยว่หานตบหลังบุตรสาวเบา ๆ อย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปหาจงจุ้น “เจ้าไปเสียเถอะ มิเช่นนั้นข้าอาจจะไม่ใจดีด้วยแล้ว”
“ข้าไม่ไป!” จงจุ้นฉายแววตาเด็ดเดี่ยว “ข้าอยากเป็นคนธรรมดาอย่างสง่าผ่าเผย!”
“เจ้าก็แค่หวังจะให้ข้าช่วยล้างพิษที่องค์กรใช้ควบคุมเจ้าให้ก็เท่านั้น ไยต้องอ้อมค้อมให้วุ่นวาย ทั้งยังทำตัวให้น่าสงสารอย่างฉาบฉวยเช่นนี้ ข้าเดาว่าเจ้าคงรู้มาว่าข้ามีโอสถทิพย์สินะ” หลี่เยว่หานกระชากหน้ากากของจงจุ้นอย่างไม่ไว้หน้า
จงจุ้นเงียบไป เขาหลบสายตาไม่กล้ามองหน้าหลี่เยว่หานด้วยความละอายใจ
“อยากล้างพิษน่ะง่ายมาก แค่เจ้าไปอยู่ในคุกหนึ่งปี หลังจากนั้นผู้ช่วยนายอำเภอโจวจะส่งคนพาเจ้าไปที่จวนฉีอ๋อง ถึงตอนนั้นข้าค่อยล้างพิษให้เจ้า” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางหาวหวอด “ตอนนี้ไปได้แล้ว”
“ข้าหวังว่าท่านจะพิจารณาอีกครั้ง” จงจุ้นยังคงดื้อดึงเป็นครั้งสุดท้าย
หลี่เยว่หานเริ่มหมดความอดทนจริง ๆ แล้ว นางเหนื่อยล้ามาทั้งวันและอยากพักผ่อนเต็มที แต่จงจุ้นกลับตื๊อไม่เลิกจนน่ารำคาญ!
เมิ่งอิงหนิงสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่ขุ่นมัวของมารดา นางจึงเงื้อมือเล็ก ๆ ขึ้นเตรียมจะลงมือบางอย่าง แต่หลี่เยว่หานรีบคว้ามือน้อย ๆ นั้นไว้ทันที แล้วเอ่ยเสียงเข้ม “ข้าหวังว่าเจ้าจะรีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้”
สิ้นคำนั้น พลังจิตสัมผัสวิญญาณก็หลั่งไหลออกมาทั้งหมด จงจุ้นรู้สึกเหมือนสมองชาวาบไปชั่วขณะ ก่อนจะหมดสติล้มลงทันที
เมิ่งอิงหนิงมองดูจงจุ้นที่นอนนิ่งอยู่ที่พื้นพลางตบมือเบา ๆ ทันใดนั้นก็มีเสียงสวบสาบดังมาจากทั่วสารทิศ มดขนาดเท่าหัวแม่มือฝูงหนึ่งพากันคลานออกมาจากทุกมุมห้อง
“ท่านแม่เจ้าคะ ให้อานิ่งสั่งมดน้อยกินเขาเลยดีไหมเจ้าคะ!” เมิ่งอิงหนิงมองมารดาด้วยสายตาคาดหวัง
หลี่เยว่หานลูบศีรษะเล็ก ๆ ของบุตรสาวพลางปฏิเสธอย่างหนักแน่น “ไม่ได้ เจ้าห้ามใช้พลังควบคุมพิษเพื่อฆ่าคนเด็ดขาด!”
“อ้อ…” เมิ่งอิงหนิงถอนหายใจยาว ก่อนจะสะบัดมือเบา ๆ ฝูงมดจึงพากันยกร่างของจงจุ้นที่หมดสติออกไปข้างนอก
หลี่เยว่หานปิดประตูห้อง ดับไฟ แล้วโอบกอดเมิ่งอิงหนิงเข้าสู่ห้วงนิทรา
นับตั้งแต่จัดการนายน้อยแห่งหนานเจียงไปเมื่อสี่ปีก่อน เมิ่งอิงหนิงก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเพียงชั่วข้ามคืน พลังในการควบคุมพิษของนายน้อยหนานเจียงดูเหมือนจะมาสถิตอยู่ในตัวนางแทน
ในตอนนั้น หลังจากนายน้อยหนานเจียงตาย กู่ไร้รักในตัวเมิ่งอิงหนิงก็สิ้นฤทธิ์ไปแล้ว
การที่ต้องรอถึงสี่ปีกว่าจะประกาศว่าอาการป่วยประหลาดของเมิ่งอิงหนิงหายดีแล้ว ก็เพียงเพื่อปูทางให้กฎระเบียบใหม่เท่านั้น
ตลอดสี่ปีมานี้ หลี่เยว่หานพร่ำสอนเมิ่งอิงหนิงอยู่เสมอว่าห้ามทำร้ายคนตามใจชอบ นับว่าโชคดีที่เมิ่งอิงหนิงฉลาดและโตเกินวัย จึงเชื่อฟังคำสอนมาโดยตลอด
แม้บางครั้งจะพูดจาน่าตกใจเหมือนเมื่อครู่ แต่ที่ผ่านมานางก็ไม่เคยทำร้ายใครเลยจริง ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนตื่นขึ้นมาและก้าวเท้าพ้นประตูห้อง เขาก็เห็นจงจุ้นนอนหลับปุ๋ยอยู่ที่ลานกลางเรือน ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็มืดครึ้มลงทันที!