ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 657 พวกทาสบุตรสาวนี่ช่างน่ากลัวนัก
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 657 พวกทาสบุตรสาวนี่ช่างน่ากลัวนัก
บทที่ 657 พวกทาสบุตรสาวนี่ช่างน่ากลัวนัก
หลี่เยว่หานรู้อยู่เต็มอกว่าเจ้าเด็กแสบทั้งสามไม่มีทางอยู่นิ่งเฉยเป็นแน่ ดังนั้นตอนที่นางออกจากเมืองหลวง นางจึงไม่ได้ส่งพวกเขาไปฝากไว้ที่จวนเหวินกั๋วกงให้อวี๋เจ๋อฟางและภรรยาช่วยดูแล มิเช่นนั้นป่านนี้ไม่รู้ว่าสองสามีภรรยาคู่นั้นจะร้อนใจจนแทบคลั่งเพียงใด
ทว่าหลี่เยว่หานก็คิดไม่ถึงเลยว่า เจ้าเด็กแสบทั้งสามจะกล้าแอบตามหลังพวกเขาออกจากเมืองหลวงมาติดๆ เช่นนี้
ช่างเป็นเด็กน้อยที่ไม่เดียงสาและไม่รู้จักความกลัวเอาเสียเลย
การที่ฉีอ๋องและพระชายาเดินทางออกจากเมืองหลวง ระหว่างทางไม่รู้ว่าจะมีผู้คนมากมายเพียงใดที่ซุ่มดักรอลงมือลอบสังหาร หากคนเหล่านั้นล่วงรู้ว่าเด็กทั้งสามคนแอบหนีออกจากเมืองหลวงมาด้วย คนที่ตกเป็นเป้าสังหารย่อมหนีไม่พ้นพวกเขาเป็นแน่!
แม้ว่าเหอซานจะมีวรยุทธสูงส่ง เมิ่งจุยและเมิ่งสืออี้เองก็มีวิชาติดตัว ส่วนเมิ่งอิงหนิงก็สามารถสะกดพิษได้มาแต่กำเนิด แต่ในโลกนี้ย่อมไม่ขาดแคลนคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย สองหมัดย่อมยากต้านทานสี่เท้า ยิ่งคนเหล่านั้นจ้องจะลงมือกับเด็กเพียงสามคนด้วยแล้ว ยิ่งน่าเป็นห่วงนัก
นับว่ายังโชคดีที่พวกเด็ก ๆ เดินทางมาถึงอำเภอฮัวซีเมื่อวานนี้ มิเช่นนั้นระหว่างทางย่อมเกิดเรื่องอันตรายขึ้นเป็นแน่
“ท่านแม่เจ้าคะ…” เมิ่งอิงหนิงมองหลี่เยว่หานด้วยสายตาละห้อยดูน่าสงสาร “ท่านแม่กับท่านพ่อไม่ยอมบอกข้ากับพี่ชายเลยว่าจะกลับบ้านเมื่อไหร่ พวกข้าคิดถึงท่านแม่กับท่านพ่อมากนะเจ้าคะ!”
หลี่เยว่หานถูกแววตาเว้าวอนของเมิ่งอิงหนิงจู่โจมเข้ากลางใจทันที
ทว่าในตอนที่นางกำลังชะงักอยู่นั้น เมิ่งฉีฮ่วนที่ยืนอยู่ข้างหลังก็รีบก้าวข้ามหน้าภรรยาเข้าไปอุ้มบุตรสาวขึ้นมาทันที พลางปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่ง “อานิ่งคนเก่ง ท่านแม่แค่แกล้งขู่พวกเจ้าเล่นเท่านั้น พ่อกับแม่ไหนเลยจะตัดใจไล่พวกเจ้ากลับไปได้ ตอนที่พ่อมายังแอบตกลงกับท่านแม่ไว้แล้วว่า ในเมื่อพวกเจ้ามาถึงที่นี่แล้ว ก็ให้อยู่ด้วยกันเสียเลย”
หลี่เยว่หาน “…”
‘พวกทาสบุตรสาวนี่ช่างน่ากลัวนัก! จู่ ๆ ก็หักหลังข้าผู้เป็นแม่เสียอย่างนั้น!!!’
“อานิ่งรู้ว่าท่านแม่ใจดีที่สุดเลยเจ้าค่ะ!” เมิ่งอิงหนิงโห่ร้องดีใจ นางไถลตัวลงจากอ้อมกอดของเมิ่งฉีฮ่วนแล้วโผเข้าหาหลี่เยว่หาน กอดขานางไว้พลางเงยหน้ามองด้วยดวงตาเป็นประกายที่ดูเหมือนจะยิ้มได้ “ท่านแม่เจ้าคะ อานิ่งสัญญาว่าจะทำตัวเป็นเด็กดีเจ้าค่ะ!”
เดิมทีหลี่เยว่หานตั้งใจจะแข็งใจสั่งให้เมิ่งฉีฮ่วนหุบปาก และให้เหอซานพวกลูก ๆ กลับไป อย่างน้อยก็ต้องยื้อกันไว้สักพักก่อนค่อยยอมอ่อนข้อ มิเช่นนั้นเจ้าเด็กพวกนี้คงจะกำเริบเสิบสานจนคุมไม่อยู่
แต่เมื่อถูกท่าทางออดอ้อนแสนน่ารักของเมิ่งอิงหนิงจู่โจมเข้าใส่ แม้แต่หลี่เยว่หานเองก็พลอยใจอ่อนยวบลงโดยไม่รู้ตัว “ถ้าอย่างนั้นอานิ่งต้องสัญญากับแม่นะว่าต้องเชื่อฟัง เข้าใจหรือไม่?”
ระหว่างที่พูด หลี่เยว่หานก็ก้มลงอุ้มเมิ่งอิงหนิงขึ้นมา
“เจ้าค่ะ อานิ่งสัญญากับท่านแม่ว่าจะเชื่อฟังอย่างเคร่งครัดเลยเจ้าค่ะ!” เมิ่งอิงหนิงพยักหน้าหงึกหงัก
เมิ่งฉีฮ่วนเห็นภาพนั้นก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมาทันที “อานิ่งไม่สัญญาว่าจะเชื่อฟังพ่อบ้างหรือ?”
“ท่านพ่อ ท่านอย่าพยายามแย่งชิงตำแหน่งที่หนึ่งในใจอานิ่งกับท่านแม่เลยเจ้าค่ะ ท่านก็รู้อยู่แล้วว่าในใจอานิ่งนั้น ท่านแม่ยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใดเสมอ” เมิ่งสืออี้แกล้งทำน้ำเสียงเจ็บปวดล้อเลียนท่าทางของบิดา
“ใช่แล้วท่านพ่อ ในใจอานิ่งไม่มีใครเทียบท่านแม่ได้หรอกขอรับ” เมิ่งจุยเองก็ถอนหายใจออกมาตามน้ำ
เหอซานยืนหดตัวอยู่มุมห้อง ไม่กล้าเอ่ยปากสักคำ
ปกติในจวนอ๋องนั้นอยู่กันอย่างสงบสุข จะมีก็เพียงตอนที่ท่านอ๋องกับพระชายาถกเถียงกันว่าใครเป็นที่หนึ่งในใจคุณหนูน้อยเท่านั้นที่จะเกิดการโต้เถียงกันขึ้น
และทุกครั้งพระชายาจะเป็นฝ่ายชนะเสมอ แต่ท่านอ๋องก็ไม่เคยจำ วันนี้พ่ายแพ้ พรุ่งนี้ก็ยังรั้นจะหาเรื่องมาพ่ายแพ้อีก…
ก็ไม่รู้ว่าท่านอ๋องคิดอะไรอยู่กันแน่…
“เจ้าพวกเด็กแสบ ถ้าไม่ราดน้ำเย็นใส่พ่อของพวกเจ้า พวกเจ้าคงนอนไม่หลับสินะ” เมิ่งฉีฮ่วนเหลือบมองเจ้าหัวผักกาดทั้งสองด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
อีกด้านหนึ่ง หลี่เยว่หานอุ้มเมิ่งอิงหนิงเดินไปหาจงจุ้นที่เพิ่งฟื้นสติขึ้นมา นางมองดูเด็กชายที่มีใบหน้าจิ้มลิ้มหมดจดคนนี้พลางขมวดคิ้ว “อานิ่ง เมื่อครู่เจ้าบอกว่าจงจุ้นคนนี้เป็นหัวขโมย และยังอยู่กับคณะจงเจียด้วยอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้าค่ะ ตอนพักผ่อนระหว่างทาง เขายังขโมยเงินของอาซานไปต่อหน้าต่อตาข้าเลยเจ้าค่ะ!” เมิ่งอิงหนิงพยักหน้ายืนยัน
“จงจุ้น…” หลี่เยว่หานมองเด็กชายที่ถูกมัดเป็นบ๊ะจ่าง “เมื่อไม่นานมานี้ ศาลอำเภอฮัวซีได้รับข่าวแจ้งมาว่า องค์กรเทพโจรที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพได้ประกาศว่าจะขโมยวิชาถลุงเกลือไป จากการสืบสวนพบว่าในองค์กรเทพโจรนั้น หัวขโมยที่มีชื่อเสียงที่สุดแซ่จง”
เมื่อได้ยินดังนั้น จงจุ้นก็มีสีหน้ามึนงง “องค์กรเทพโจรอะไรรึ?”
“ท่านแม่เจ้าคะ ฝีมือของจงจุ้นยังสู้ข้าไม่ได้เลยนะเจ้าคะ” เมิ่งอิงหนิงกอดคอหลี่เยว่หานพลางเอ่ยคล้ายจะอวดภูมิ “เมื่อคืนก่อนเขาขโมยถุงเงินของอาซานไป พริบตาเดียวข้าก็ฉกคืนมาได้โดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ!”
“อานิ่ง เจ้าช่างไร้เดียงสานัก ย่อมถูกหลอกได้ง่าย บางทีเรื่องทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเจ้าเด็กนี่ที่กำกับบทเอง แกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าถุงเงินถูกเจ้าขโมยคืนไปก็ได้นะ” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกว่าบุตรสาวของตนซื่อเกินไป จึงรีบกล่าวเตือน
จงจุ้นทำสีหน้าเนือยหน่าย “ข้าไม่รู้เรื่ององค์กรเทพโจรที่พวกท่านว่าเลยสักนิด!”
เท้าเล็ก ๆ ข้างหนึ่งถีบเข้าที่ก้นของจงจุ้นทันที เมิ่งสืออี้เอ่ยอย่างหมั่นไส้ว่า “วางท่าต่อหน้าใครกัน!”
เมื่อถูกถีบเข้าที่ก้น จงจุ้นก็หน้ามืดครึ้มลงทันที “ข้านี่แหละลูกผู้ชายตัวจริง!”
เมิ่งจุยเองก็ถีบตามไปอีกที “ตัวจริงกับผีน่ะสิ!”
จงจุ้นทำหน้าไม่ยอมคน “ข้าคือลูกผู้ชาย! ข้าคือนายท่าน! ข้าบอกว่าใช่ก็คือใช่!”
…
เมื่อมองดูภาพเด็กชายทั้งสามคนที่ไม่ยอมลงให้กันเลยสักนิด หลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนต่างก็หันมาสบตากัน และเห็นความอ่อนใจในแววตาของอีกฝ่าย
บางทีการมีลูกมากเกินไป ก็ช่างน่าปวดหัวยิ่งนัก…
หลังจากที่สงบศึกระหว่างเด็กชายทั้งสามได้แล้ว หลี่เยว่หานก็ตัดสินใจส่งจงจุ้นเข้าคุกของที่ว่าการอำเภอทันที ส่วนเขาจะเป็นคนขององค์กรเทพโจรจริงหรือไม่นั้น นางหาได้ใส่ใจไม่
เพราะในการประชุมขุนนางครั้งใหญ่เมื่อสี่ปีที่แล้ว บรรดาเมืองขึ้นและแคว้นที่เป็นมิตรกับแคว้นตงฮั่นต่างก็ได้ตำราวิชาถลุงเกลือไปกันถ้วนหน้า แต่เวลาผ่านไปสี่ปีแล้ว ก็ยังไม่เคยมีข่าวว่าที่ใดสามารถพัฒนาการถลุงเกลือได้สำเร็จเพียงแค่อ่านตำราไม่กี่เล่มนั้นเลย
ต้องรู้ก่อนว่าวิชาความรู้นั้น พูดออกมาดูเหมือนจะง่าย แต่ในทางปฏิบัติกลับยากเข็ญยิ่งนัก มิเช่นนั้นในปีนั้นหลี่เยว่หานคงไม่กล้าเสี่ยงสั่งระงับการขยายวิชาถลุงเกลือเพื่อหลีกทางให้ระบบการจัดการใหม่
บัดนี้เวลาผ่านไปสี่ปีแล้ว หลี่เยว่หานกลับมาดูแลวิชาถลุงเกลืออีกครั้ง และในด้านนี้นางยังคงยืนหนึ่งไม่มีใครสามารถก้าวข้ามได้
องค์กรเทพโจรที่ประกาศว่าจะขโมยวิชาถลุงเกลือไปนั้น ช่างเป็นเรื่องที่น่าขำสิ้นดี
ต่อให้ส่งคนเข้าไปเรียนในนาเกลือโดยตรง พวกเขาก็ใช่ว่าจะเรียนรู้เทคนิคไปได้ทั้งหมดเสียเมื่อไหร่…
เมื่อส่งจงจุ้นเข้าคุกไปแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานก็นำลูกทั้งสามไปยังนาเกลือ
ถึงตอนนี้ ชาวบ้านในอำเภอฮัวซีจึงได้ล่วงรู้ว่า ไม่เพียงแต่ท่านอ๋องและพระชายาจะมาถึงแล้ว แต่เหล่าคุณหนูคุณชายน้อยทั้งสามแห่งจวนอ๋องก็มาถึงแล้วเช่นกัน…
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงนึกไปถึงเด็กน้อยสามคนที่อาละวาดกลางตลาดนัดคืนนั้น พลางอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า สมแล้วที่เป็นนายน้อยแห่งจวนฉีอ๋อง!
ส่วนจงจุ้นนั้น หลังจากถูกส่งเข้าคุก ตามคำสั่งของหลี่เยว่หานคือให้จำคุกเป็นเวลาหนึ่งปี จากนั้นจึงส่งตัวไปยังจวนฉีอ๋องที่เมืองหลวง เพื่อให้ทางจวนอบรมสั่งสอนด้วยตนเอง
ทว่าใครจะไปรู้ว่าจงจุ้นนั้นมีความสามารถในการหลบหนีออกจากคุก หลังจากถูกขังได้เพียงสามวัน เขาก็หายตัวไปอย่างลึกลับ
หลี่เยว่หานมองดูจงจุ้นที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าตนด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
เจ้าเด็กคนนี้หลังจากหนีออกจากคุกมาได้ก็มิได้เตลิดไปที่ใด แต่กลับมุ่งตรงมายังนาเกลือ ทันทีที่พบหน้าหลี่เยว่หานเขาก็คุกเข่าลงทันที พร้อมกับบอกว่าต้องการจะขอติดตามรับใช้นาง
“ต่อให้เจ้าปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนขององค์กรเทพโจร ข้าก็ไม่มีวันเชื่อเจ้าอย่างแน่นอน” สุดท้ายหลี่เยว่หานก็มิอาจหักใจลงมือกับเด็กได้ จึงได้แต่เอ่ยทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นนั้น