ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 69 การแบ่งปันที่แปลกประหลาดของหมู่บ้านไป๋อวิ๋นในวันนี้
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 69 การแบ่งปันที่แปลกประหลาดของหมู่บ้านไป๋อวิ๋นในวันนี้
บทที่ 69 การแบ่งปันที่แปลกประหลาดของหมู่บ้านไป๋อวิ๋นในวันนี้
“ฮึ อาหญิงงี่เง่า!” หลังจากหลิงซีส่งเสียงดุอย่างอ่อนโยนมาแล้ว หลี่เยว่หานจึงตระหนักได้ว่า สาเหตุที่ทำให้รู้สึกว่าน้ำหนักบนไหล่ทั้งสองข้างหายไปนั้น เป็นเพราะว่าหลิงซีได้ออกมาจากตระกร้าแล้ว และขาทั้งสองยังพันรัดหลี่เยว่หานจากด้านหลังไว้อย่างแน่นหนา
“เด็กน้อยคนนี้ อย่าซนนักสิ!” หลี่เยว่หานที่รู้สึกตื่นตระหนกจนเหงื่อแตกพลั่กจึงปล่อยหลิงซีลงมาจากหลังของตน จับแขนทั้งสองและอุ้มมาด้านหน้า พลางพูดขึ้นมา “ข้าตกใจกลัวหมดแล้ว!”
หลี่เยว่หานพูดออกไปแล้วก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา กลัวว่าเด็กขี้แยอย่างหลิงซีจะร้องไห้ออกมาให้ตนเห็นอีก แต่หลิงซีกลับกอดคอของหลี่เยว่หานไว้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม และลูบลำคอของเธออย่างใกล้ชิด
“อาหญิงอย่าโมโหไปเลย หลิงซีแค่ล้อเล่นเท่านั้น”
หลี่เยว่หานจึงถือโอกาสอุ้มกระชับก้นน้อย ๆ ของหลิงซีให้แน่นขึ้น พลางพูดทีเล่นทีจริงออกมา “เลิกล้อเล่นได้แล้ว หากตอบโต้ไม่ได้จะน่ากลัวเอา!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลิงซีจึงรีบขานรับทันที
เมื่อหลี่เยว่หานเห็นว่าหลิงซีไม่ยอมออกห่างจากตน หญิงสาวจึงทำได้เพียงกอดกระชับเด็กหญิงตัวน้อย และเดินไปยังลานที่เต็มไปด้วยยอดอ่อนต้นพริกป่า
“พี่จะขุดต้นอ่อนนิดหน่อย เจ้าลงมารออยู่ข้าง ๆ ได้หรือไม่?” หลี่เยว่หานยืนอยู่รอบ ๆ ยอดอ่อนต้นพริกป่าพลางเอ่ยถามหลิงซี
แต่กลับเห็นหลิงซีส่ายศีรษะปฏิเสธพลางพูดขึ้นว่า “ไม่ได้ ถ้าหากหลิงซีไม่อยู่ข้างกายอาหญิง จะเกิดอันตรายขึ้นได้”
เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหญิง หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจออกมา “ข้าเคยมาที่นี่กับอาเมิ่งของเจ้า จะมีอันตรายได้อย่างไรกัน และที่นี่ก็ไม่ได้ห่างจากหมู่บ้านมากนัก มีร่องรอยของผู้คนมากมาย อย่างไรสัตว์ร้ายก็ไม่มาถึงที่นี่”
“ไม่ได้ ๆ ก็คือไม่ได้” หลิงซีบุ้ยปากและคล้องคอหลี่เยว่หานเอาไว้แน่น ทำให้ทั้งร่างห้อยอยู่บนตัวของหลี่เยว่หาน ไม่ว่าจะพูดเช่นไรก็ไม่ยอมขยับ
“เจ้าทำเช่นนี้แล้วพี่จะทำอย่างอื่นได้อย่างไรกัน?” หลี่เยว่หานพยายามหว่านล้อมด้วยเหตุผล
แต่หลิงซียังคงไม่ยอมแม้แต่น้อย “เช่นนั้นพวกเราก็ไม่ต้องทำอะไร นอนอาบแดดก็พอ!”
เมื่อได้ยินคำพูดของนาง หลี่เยว่หานก็รู้สึกหดหู่ในใจขึ้นมา
แต่เมื่อคิดไปถึงเด็กน้อยขี้แงที่ร้องไห้อย่างหนักในวันนั้น หลี่เยว่หานก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมา ก่อนจะอุ้มหลิงซีนั่งลงข้าง ๆ
เมื่อมองไปยังต้นอ่อนตรงหน้าแต่กลับไม่สามารถขุดกลับไปได้นั้น หลี่เยว่หานอดเสียดายขึ้นมาไม่ได้
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงแดดที่แรงเกินไปหรือไม่ หลี่เยว่หานนั่งตากแดดอยู่เพียงครู่หนึ่ง ก็รู้สึกง่วงนอนขึ้นมา เธอมองหาพุ่มดอกหญ้าสูง ๆ พลางอุ้มหลิงซีที่ไม่ยอมห่างจากตนและทอดกายนอนลงไปบนพุ่มดอกหญ้า
“อาหญิงจะหลับหรือ?” หลิงซีนอนหนุนแขนเธอพลางเอ่ยถาม
“ใช่ ในเมื่อเจ้าไม่ยอมให้ข้าทำสิ่งใด ข้าก็ทำได้แค่นอนตากแดดแล้วก็หลับไปเท่านั้น” หลี่เยว่หานพูดพลางหาท่านอนที่สบายและค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลง
หญิงสาวแทบจะจำไม่ได้ว่าตัวเองผล็อยหลับไปตอนไหนกัน
เมื่อตื่นขึ้นมา พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว หลิงซีเกาะอยู่บนตัวเธอราวกับหมึกตัวยักษ์ หนุนจนแขนของเธอชาไปหมด
“หลิงซี พวกเราต้องลงจากภูเขาไปรับพี่ชายได้แล้ว” หลี่เยว่หานค่อย ๆ ปลุกหลิงซีที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างเบามือ
เด็กหญิงตัวน้อยตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง เมื่อเห็นหลี่เยว่หานกำลังจะดึงแขนออกมาจากการหนุนนอนของตน หลิงซีก็ตื่นขึ้นมาทันที และโถมทั้งร่างไปบนตัวของหลี่เยว่หาน “อาหญิงอย่าปล่อยหลิงซี มิเช่นนั้นมันจะน่ากลัวมาก!”
เมื่อได้ยินคำพูดไร้สาระเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ชะงักไปครู่หนึ่ง คิดว่าเด็กหญิงตัวน้อยคงจะกำลังฝันละเมออยู่ จึงยิ้มและค่อย ๆ ลูบศีรษะอย่างเบามือพลางพูดขึ้น “อาหญิงไม่ปล่อยหลิงซี หลิงซีไม่ต้องกลัว”
พูดจบ หลี่เยว่หานก็ชะงักไปอย่างไม่ทันรู้ตัว
เหตุใดเธอจึงเรียกแทนตัวเองว่าอาหญิงของหลิงซีกัน…
“อาหญิง” ระหว่างทางเดินลงภูเขานั้น หลิงซีเกาะอยู่บนตัวหลี่เยว่หานโดยตลอด พลางเอ่ยถามด้วยใบหน้าไร้เดียงสา “วันนี้ท่านอุ้มหลิงซีนานเช่นนี้ เหนื่อยหรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กสาว หลี่เยว่หานก็หันไปมองนางและทำเพียงตอบกลับสั้น ๆ “ไม่เหนื่อย หลิงซีไม่หนักเลยสักนิด” เธอโพล่งออกมาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เยว่หาน หลิงซีจึงกอดคอหลี่เยว่หานด้วยความดีใจ พลางเอาใบหน้าเล็ก ๆ แนบชิดลำคอของหลี่เยว่หานไว้
เดินย้อนไปตามเส้นทางเดิม เพียงไม่นานก็ลงภูเขาไปตามเส้นทางด้านหลังของสำนักศึกษา
ขณะนั้นเอง พระอาทิตย์ได้ตกพ้นภูเขาไปแล้ว หลี่เยว่หานเห็นมู่ชวนยืนอยู่หน้าประตูสำนักศึกษาเพียงลำพัง จึงอดรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้
เธอไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น จู่ ๆ วันนี้ก็นอนหลับนานกว่าปกติ เห็นได้ชัดว่าตอนที่นอนอยู่บนต้นดอกหญ้านั้น ดูจากตำแหน่งพระอาทิตย์แล้วไม่น่าจะเกินยามซื่อ แต่เมื่อตื่นขึ้นมา ก็เป็นยามโหย่วเสียแล้ว
“อาหญิง!” มู่ชวนเป็นฝ่ายเห็นหลี่เยว่หานและหลิงซีเดินโบกมือมาทางตนด้วยท่าทางมีความสุขก่อน “อาหญิง! หลิงซี! ข้าอยู่ตรงนี้!”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของมู่ชวน หลี่เยว่หานจึงยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้น เธอรีบวิ่งไปยังมู่ชวนทันที พลางยื่นมือออกไปขอโทษ “ขอโทษด้วยมู่ชวน อาหญิงเผลอหลับไปบนต้นดอกหญ้า”
“ไม่เป็นไร อาหญิงไม่ต้องรู้สึกผิด!” มู่ชวนฉีกยิ้มอย่างน่าเอ็นดู พลางจูงมือหลี่เยว่หานกลับไปบ้านอย่างเชื่อฟัง
ระหว่างทางเดินกลับบ้าน ยังคงไม่เห็นแม้แต่เงาผู้ใด
โดยปกติแล้ว ในเวลาเช่นนี้ ผู้คนที่กลับจากการทำงานจะพลุกพล่านมากกว่าช่วงเช้า ยิ่งคนที่กลับจากงานเร็วนั้นไม่ต้องพูดถึง ต่างก็จะนั่งลงถือถ้วยอาหารอยู่หน้าประตูบ้านของตน กินไปพลางทักทายชาวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมา
นี่ไม่เพียงแต่ไร้ซึ่งเงาผู้คน แม้แต่ควันไฟก็ยังไม่มี
หลี่เยว่หานรู้สึกว่าบรรยากาศดูหม่นหมองยิ่งนัก ถึงแม้เธอจะเป็นคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า แต่เมื่อตนตกอยู่ในบรรยากาศแปลกประหลาดเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุกขึ้นมา
เพียงไม่นาน ทั้งสามก็เดินมาถึงหน้าประตูบ้าน
ราวกับว่าเมิ่งฉีฮ่วนคำนวณไว้แล้วว่าพวกเขาจะต้องกลับมาถึงเวลานี้ จึงรออยู่ที่หน้าประตูก่อนแล้ว
เมื่อหลี่เยว่หานเดินมาถึงหน้าประตู ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไป เธอก็ปล่อยมือมู่ชวนลง และเมื่อคิดจะส่งหลิงซีให้แก่เมิ่งฉีฮ่วน เมิ่งฉีฮ่วนกลับยื่นมือมาจูงมือของหญิงสาวเดินเข้าไปประตูไป
หลังจากนั้นไม่รอให้หญิงสาวตอบโต้ใด ๆ ก็รับหลิงซีจากมือหลี่เยว่หานมาวางไว้ ฉีกยิ้มพลางเกาจมูกหลิงซี พลันเอ่ยถามหลี่เยว่หานโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง “วันนี้ทำสิ่งใดบ้างหรือ?”
หลี่เยว่หานเบ้ปากเล็กน้อย “ไม่ได้ทำสิ่งใดทั้งสิ้น พาหลิงซีขึ้นไปนอนอาบแดดบนภูเขาแล้วก็หลับไป”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็เงยหน้าขึ้นมองเธอ ใบหน้าเปื้อนยิ้มแต่แววตากลับดูแปลกไป “ลำบากเจ้าแล้ว ข้าเทน้ำเย็นไว้ให้เจ้าในครัว เจ้าเข้าไปดื่มเสียหน่อยเถิด”
เดิมทีนั้นหลี่เยว่หานคิดจะถามเมิ่งฉีฮ่วนถึงความแปลกประหลาดในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นในวันนี้ แต่เธอก็ยังคงเงียบไว้ ตอนนี้กำลังกระหายน้ำอย่างหนัก จึงหมุนตัวและเดินเข้าห้องครัวไป
จนกระทั่งหลี่เยว่หานเดินลับสายตาไป รอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนจึงจางหายไป
“อาเมิ่ง เป็นอย่างไรบ้าง?” มู่ชวนกระซิบถาม
“ไม่เป็นอะไร” เมิ่งฉีฮ่วนกระซิบตอบกลับ “คนไปหมดแล้ว”
“เป็นเช่นนั้นก็ดี…” มู่ชวนดูคลายกังวลขึ้นมา
หลิงซีที่อยู่ในอ้อมแขนของเมิ่งฉีฮ่วนจึงถอนหายใจออกมา “เหตุใดเราจึงต้องปิดบังอาหญิงกัน? หรืออาหญิงไม่ใช่คนในครอบครัวเราหรือ?”