ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 81 เจ้าไม่อยากเปิดร้านอาหารหรือ
บทที่ 81 เจ้าไม่อยากเปิดร้านอาหารหรือ
ในตอนเย็น หลี่เยว่หานหั่นเนื้อทำเนื้อตุ๋นชามใหญ่เป็นพิเศษ ทั้งยังต้มสุราจากห้องเก็บสุราของเมิ่งฉีฮ่วน เพิ่มข้าวฟ่างและปรุงอาหารอีกหลายจาน จากนั้นจึงให้เมิ่งฉีฮ่วนไปเชิญหัวหน้าหมู่บ้านอย่างท่านปู่ซุนมา
เมิ่งฉีฮ่วนมองไปที่โต๊ะอาหารแสนอร่อยก็รู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย “ทำไมในวันธรรมดาข้าไม่เห็นที่บ้านปรุงอาหารอร่อย ๆ มากมายเช่นนี้เลยเล่า”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานทั้งรำคาญและนึกตลก “จะเหมือนกันรึ? ท่านปู่ซุนช่วยเราไว้ในวันนี้ ดังนั้นข้าควรจะขอบคุณเขาให้มากเสียหน่อย”
“แต่ข้าก็ช่วยเจ้าไว้มากเหมือนกัน” เมิ่งฉีฮ่วนยืดตัวขึ้นหลังตรง “ถ้าไม่ใช่เพราะสามีของเจ้าควบคุมสถานการณ์ไว้ ครอบครัวของเจ้าจะทำตัวดี ๆ หรือ?”
“ใช่ ใช่ ท่านสมควรได้รับรางวัลยิ่ง รีบไปเชิญท่านปู่ซุนมา ถ้าไปสายเขาอาจจะอิ่มแล้ว” หลี่เยว่หานดันเมิ่งฉีฮ่วนออกจากครัวไปพลางเอ่ยชมลวก ๆ
เมื่อหันกลับมา เธอก็เห็นหลิงซีเม้มปากยิ้ม
“เจ้าหัวเราะอะไร” หลี่เยว่หานรู้สึกเพียงว่าใบหน้าของเธอร้อนขึ้น
“ความสัมพันธ์ระหว่างอาหญิงกับอาเมิ่งช่างดีขึ้นเรื่อย ๆ ~” หลิงซีพูด ก่อนจะพุ่งตรงไปที่เตาเพื่อเป็นสาวน้อยเฝ้าเตาต่อไป
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็รู้สึกเพียงว่าหัวใจของตนสั่น เมื่อนึกถึงตอนที่เมิ่งฉีฮ่วนยืนอยู่ต่อหน้าเธอเมื่อตอนกลางวันนี้ หัวใจก็สั่นไหวไปไม่มากก็น้อย
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รับการปกป้องจากใครบางคนในวัยที่โตขนาดนี้ ในอดีต แม้ว่าเธอจะตกอยู่ในอันตราย ขณะช่วยเหลือประเทศที่ยากจน สหายร่วมทีมของเธอก็ยังปฏิบัติต่อเธอในฐานะบุรุษคนหนึ่ง
ช่วยไม่ได้ หลี่เยว่หานแข็งแกร่งเกินไปจริง ๆ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร ถ้าเธอทำเองได้ เธอก็จะไม่ไปรบกวนผู้อื่น
ทั้งหลังจากตายครั้งหนึ่งและมาอาศัยอยู่ที่นี่ หลี่เยว่หานก็เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าทุกสิ่งเธอล้วนต้องพึ่งพาตัวเอง มิฉะนั้นเธอคงถูกครอบครัวประหลาดนั่นทุบตีจนตายไปนานแล้ว
เมิ่งฉีฮ่วนมีมิตรภาพที่ดีกับพรรคมัจฉามังกร แต่เขาเต็มใจที่จะซื้อเธอที่หมดสติในตอนนั้นกลับบ้าน และปล่อยให้เด็กทั้งสองคนดูแลเธออย่างดี รักษาอาการป่วยและสั่งยาบำรุงเธอจนร่างกายอยู่ในสภาพดีขนาดนี้ ไม่ว่าจะคิดอย่างไรมันก็เป็นความเมตตาต่อหลี่เยว่หาน
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็ยกไม้พายขึ้นและมองไปที่เด็กสาวตัวน้อยที่หัวเราะคิกคักและพูดว่า “อาเมิ่งของเจ้าใจดีกับข้า ข้าจึงตอบแทนน้ำใจ เข้าใจหรือไม่?”
“การตอบแทนน้ำใจคืออะไร อาเมิ่งใจดีกับอาหญิงตั้งแต่เมื่อไรกัน?” หลิงซียังคงหัวเราะ
“การตอบแทนน้ำใจหมายความว่าหลังจากมีคนช่วยเจ้า เจ้าต้องทำบางอย่างเพื่อคนอื่นด้วยวิธีการของเจ้าเอง” หลี่เยว่หานอธิบายขณะทอดพริกป่าแห้งหนึ่งกำมือ
“แค่ก แค่ก…” หลิงซีสำลักกลิ่นพริก แต่นางไม่สามารถพูดได้ เมื่อนางเงยหน้าขึ้น หลี่เยว่หานก็ผัดพริกป่าทั้งหมดอย่างใจเย็น จากนั้นก็เทหมูตุ๋นสับลงไป
“กลับมาแล้ว ~ แค่ก แค่ก แค่ก…” มู่ชวนกลับมาจากสำนักศึกษา ซึ่งทันทีที่เขาเข้าไปในครัว เขาก็สำลักพริกและไอออกมา เมื่อเขากำลังจะออกจากครัว เขาก็เห็นใบหน้าของหลิงซีที่แดงก่ำจากการสำลัก เด็กชายจึงวางกระเป๋าหนังสือไว้ข้าง ๆ ก่อนดึงหลิงซีออกจากครัวแล้วไปนั่งข้างเตาแทน
ครั้นเห็นว่ามู่ชวนเอาใจใส่น้องสาวของเขามากเพียงใด หลี่เยว่หานก็อดที่จะลอบถอนใจไม่ได้ เมื่อโตขึ้น เด็กคนนี้จะต้องเป็นคนที่อบอุ่นมากแน่นอน
หลังจากนั้นไม่นาน อาหารบนโต๊ะก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ
แน่นอนว่าจานหลักคือเนื้อตุ๋นผัดไฟแดง โดยชามใบใหญ่วางอยู่กลางโต๊ะ นอกจากนี้ หลี่เยว่หานยังนำหน่อไม้อ่อนที่เมิ่งฉีฮ่วนมักจะขุดมาเก็บไว้ในห้องเก็บผักมาผัด แล้วเธอยังทำหมูสามชั้นผัดถั่วงอกกับกระเทียม หมูเส้นผัดพริกหยวก และไข่คนผัดกระเทียม
กับข้าวครั้งนี้ทำเอาสองพี่น้องน้ำลายไหล
ในเวลานี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็พยุงท่านปู่ซุนเข้ามาทางประตู
“ข้าได้กลิ่นหอมมาแต่ไกลเลย” ท่านปู่ซุนชมด้วยรอยยิ้มทันทีที่เขาเข้าประตู “เสี่ยวเมิ่ง เจ้ามีภรรยาที่มีความสามารถจริง ๆ!”
“มิใช่เพราะเชิญท่านปู่มาทานอาหารเย็นรึ? ไม่เช่นนั้นนางคงไม่ยอมทำอาหารอร่อย ๆ มากมายให้ข้าเช่นนี้” ขณะที่เขาพูด เมิ่งฉีฮ่วนก็พยุงท่านปู่ซุนนั่งที่โต๊ะอาหาร ทางหลี่เยว่หานก็เข้ามาพร้อมสุราที่ปรับปรุงแล้ว ก่อนจะเทใส่ชามให้ท่านปู่ซุน
“เราต้มสุรานี้ด้วยตัวเอง ท่านปู่ควรลองชิมมันดูนะเจ้าคะ ถ้ารสชาติดี ภายหลังท่านค่อยนำกลับบ้านไป” หลี่เยว่หานพูดพลางนั่งลงข้าง ๆ เมิ่งฉีฮ่วน ก่อนคีบอาหารให้เด็กทั้งสองอย่างรวดเร็ว
ท่านปู่ซุนชมชอบดื่มสุรา ซึ่งในวันธรรมดาหลี่เยว่หานมักได้ยินเรื่องนี้หลายครั้งยามเธอไปซักผ้าริมแม่น้ำ แม้ว่าสุราในครั้งนี้จะไม่ได้ผลิตโดยใช้วิธีการกลั่นของเธอ แต่ก็ปรุงด้วยข้าวฟ่างสุกครึ่งหนึ่ง ดังนั้นมันจึงหวานในปากยิ่ง
ท่านปู่ซุนเพียงจิบอึกหนึ่ง ดวงตาของเขาก็สว่างขึ้นทันที “สุราดี! สุราดี! ในชีวิตชายชราได้ดื่มมามาก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ดื่มสุราที่มีกลิ่นหอมของข้าวฟ่างบริสุทธิ์ เจ้าทำสุรานี่อย่างไรกัน?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ไม่ได้ซ่อนความสามารถของตน “สุรายังคงเป็นสุราดั้งเดิม แต่ข้าปรุงมันด้วยข้าวฟ่างสุก ดังนั้นกลิ่นหอมของข้าวฟ่างจะแทรกซึมเข้าไปในสุราอย่างเต็มที่”
“ยอดเยี่ยม ๆ!” ท่านปู่ซุนยกนิ้วขึ้นอย่างเห็นด้วย
หลังมื้ออาหาร ท่านปู่ซุนยังมิอาจเลี่ยงความล่อตาล่อใจของเนื้อตุ๋น ถ้าไม่ใช่เพราะอายุของเขา เขาอาจยังกินเนื้อตุ๋นชามใหญ่ได้อีก
ก่อนออกเดินทาง หลี่เยว่หานเก็บสุราที่ต้มในวันนี้และปิดผนึกใส่โถ และหั่นเนื้อตุ๋นเล็กน้อยห่อให้ท่านปู่ซุน ก่อนขอให้เมิ่งฉีฮ่วนไปส่งชายชรากลับ
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนกลับมาหลังจากส่งท่านปู่ซุนกลับบ้านเสร็จก็มืดค่ำแล้ว หลังจากที่หลี่เยว่หานอาบน้ำให้เด็กทั้งสองแล้ว พวกเขาทั้งหมดก็หลับไป ปล่อยให้หลี่เยว่หานวุ่นวายอยู่ในครัวเพียงลำพัง
“ดึกมากแล้ว เจ้ายังไม่ได้พักผ่อนอีกรึ?” เมิ่งฉีฮ่วนยืนพิงประตูห้องครัวและถามอย่างเกียจคร้าน
“เจ้าไม่ได้สัญญาหรือว่านายน้อยเวินจะนำเนื้อตุ๋นสองสามโถไปให้เขาที่เมืองหลิวชิงรึ? ข้าต้องเตรียมการแต่เนิ่น ๆ เพราะหม้อนี้ได้เนื้อเพียงครึ่งโถเท่านั้น”
ขณะที่พูดนั้น หลี่เยว่หานก็หั่นเนื้อบรรจุห่อเป็นชิ้นเท่า ๆ กัน เปิดฝาหม้อ เติมน้ำลงในหม้อ โยนเนื้อลงไป และใส่เครื่องเทศจำนวนหนึ่งกำมือเพื่อเริ่มลวก
“เจ้ารู้วิธีทำอาหารเป็นอย่างดี ทำไมเราไม่เปิดร้านอาหารในเมืองหลิวชิงเล่า?” เมิ่งฉีฮ่วนแนะนำอย่างสบาย ๆ
“นั่นทำไม่ได้หรอก” หลี่เยว่หานปฏิเสธโดยไม่เงยหน้าขึ้น “แม้ว่าข้าจะทำอาหารได้ แต่ตัวตนของเจ้านั้นละเอียดอ่อน และมีคนมากมายในเมืองหลิวชิง หากวันหนึ่งเจ้าถูกจดจำได้คงอันตรายมาก นอกจากนี้ การเปิดร้านอาหารเหนื่อยมาก ข้าจึงไม่อยากทำ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็อดยิ้มไม่ได้
ทางหลี่เยว่หานไม่ได้สังเกตเลย
คืนนั้น เมิ่งฉีฮ่วนยุ่งอยู่กับหลี่เยว่หานจนถึงเที่ยงคืน จากนั้นก็กลับไปนอนพร้อมกับหาวไปด้วย เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่เยว่หานจึงไม่แปลกใจที่เห็นอาหารเช้าของมู่ชวนถูกทำทิ้งไว้ในครัว แต่เมิ่งฉีฮ่วนกลับหายตัวไปแล้ว
เหมือนปกติ อาหารเช้าจะถูกเตรียมไว้สำหรับเด็ก ๆ ซึ่งเมื่อมู่ชวนกินเสร็จและกำลังจะไปสำนักศึกษาหลี่เยว่หานก็หยุดเขาไว้
“วันนี้ข้าจะพาเจ้าไปส่ง เมื่อวานมีเหตุการณ์มากมาย ข้าเกรงว่าเจ้าอยู่คนเดียวจะไม่ปลอดภัย” ขณะที่พูด หลี่เยว่หานก็อุ้มหลิงซีขึ้นมา ปิดประตูห้องครัว ก่อนไปส่งมู่ชวน