ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 86 ข้าหวังว่าจะได้อยู่กับเจ้าตราบนานเท่านาน
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 86 ข้าหวังว่าจะได้อยู่กับเจ้าตราบนานเท่านาน
บทที่ 86 ข้าหวังว่าจะได้อยู่กับเจ้าตราบนานเท่านาน
ยามดึก หลี่เยว่หานพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงเพราะนอนไม่หลับ
หญิงสาวมาถึงโลกนี้ได้ราวครึ่งปีแล้ว ตอนที่เพิ่งรู้สึกตัวขึ้นมาเป็นช่วงฤดูร้อน ฤดูกาลเพาะปลูกเพิ่งผ่านพ้น หลี่เยว่หานจึงอยู่ว่างที่บ้านสกุลหลี่ หวังเฟิ่งนอกจากด่าทอเธอแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
แต่ตอนนี้จวนจะถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ครอบครัวสกุลหลี่กลับแลกที่นาในหมู่บ้านเฮยถู่เพื่อมาปักหลักถาวรในหมู่บ้านไป๋อวิ๋น เรื่องนี้คิดอย่างไรก็ไม่ปกติ
มิหนำซ้ำเดือนก่อนหวังเฟิ่งยังเคยมาเรียกร้องจะเอาเงิน บอกว่าหลี่หรงหรงจะออกเรือนให้ลูกชายคนเล็กของบ้านสกุลเฉินที่อาศัยอยู่ฝั่งตะวันตกของหมู่บ้านเฮยถู่ ทำไมผ่านไปไม่ทันไรงานมงคลนี้ก็เลิกล้มไปเสียแล้วเล่า
แล้วก็หลิ่วจื้อหย่วน เขากับหลี่หรงหรงไปถึงขั้นนั้นกันแล้ว หวังเฟิ่งจะยอมล้มเลิกความคิดที่จะให้หลี่หรงหรงออกเรือนเข้าตระกูลหลิ่วง่ายดายถึงเพียงนี้เชียว?
คิดไปคิดมา สุดท้ายหลี่เยว่หานก็นอนไม่หลับ
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูดังขึ้น
ความคิดของหลี่เยว่หานถูกรบกวนกลางคัน หญิงสาวจึงมุ่นคิ้วน้อย ๆ “เมิ่งฉีฮ่วน?”
“ข้าเอง” เสียงของเมิ่งฉีฮ่วนดังขึ้นจากข้างนอก “ข้านอนไม่หลับ เจ้าคุยเป็นเพื่อนข้าสักครู่จะได้หรือไม่?”
ได้ยินอย่างนั้น หลี่เยว่หานก็คิดถึงเรื่องครั้งแรกของตนเองกับเขาขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ ใบหน้าหญิงสาวพลันร้อนผ่าว
“ขออภัย ข้าเพียงแต่มีเรื่องอึดอัดใจ อยากคุยกับใครสักคน รบกวนการพักผ่อนของเจ้าแล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” อาจเป็นเพราะไม่ได้ยินเสียงตอบรับของหลี่เยว่หาน เสียงของเมิ่งฉีฮ่วนจึงดังเข้ามาอีกครั้ง น้ำเสียงฟังดูผิดหวังยิ่งนัก จากนั้นเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น คล้ายกำลังเดินจากไป
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หลี่เยว่หานพลันบังเกิดความหุนหันพลันแล่น ลุกขึ้นจากเตียงแล้วเปิดประตูออกไป มองเมิ่งฉีฮ่วนที่เดินไปถึงประตูเรือนชั้นในแล้วพูดขึ้นว่า “ข้าก็นอนไม่หลับเหมือนกัน”
ท่ามกลางแสงจันทร์ หลี่เยว่หานเห็นเมิ่งฉีฮ่วนชะงักเท้า หันมามองเธอด้วยท่าทางเหนือความคาดหมาย
หลี่เยว่หานกระชับเสื้อคลุมชั้นนอกบนร่าง ปิดประตูลงอย่างเบามือแล้วเดินตรงไปหาเมิ่งฉีฮ่วน
นับแต่มาอยู่ที่บ้านสกุลเมิ่ง ความเป็นอยู่ของหลี่เยว่หานก็ดีขึ้นไม่น้อย เธอไม่ต้องแอบไปกินอาหารในครัวในช่วงกลางดึกที่ไร้ผู้คน ไม่ต้องแอบขโมยมันเทศในแปลงเพาะปลูกไปย่างกินกลางป่ากลางเขา ยิ่งไม่จำเป็นต้องไปจับปลากลางแม่น้ำที่เย็นเยียบมากินเพื่อบำรุงร่างกาย
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เมิ่งฉีฮ่วนก็ได้มอบชีวิตที่ต่างออกไปให้เธอจริง ๆ
“ไปเถอะ ไปคุยกันที่เรือนชั้นนอก จะได้ไม่รบกวนการนอนหลับของพวกเด็ก ๆ” หลี่เยว่หานแหงนหน้ากล่าวกับเมิ่งฉีฮ่วน ใบหน้าแต้มรอยยิ้มบางเบา
เมิ่งฉีฮ่วนค่อยได้สติคืนมา เขาผลักประตูเรือนชั้นในเปิดออก คนทั้งสองเดินผ่านประตูไปถึงเรือนชั้นนอก นั่งลงข้าง ๆ โม่หินที่หลี่เยว่หานใช้โม่แป้งอันนั้น
“ควรซื้อลาสักตัวได้แล้วจริง ๆ” เมิ่งฉีฮ่วนว่าพลางตบ ๆ มือจับของโม่หิน
“ไม่ต้อง โม่หินไม่ได้หนักมาก อีกอย่าง ถ้าจะเลี้ยงลาจริง ๆ ข้ายังไม่รู้เลยว่าต้องดูแลมันอย่างไร” หลี่เยว่หานยิ้มบาง
บรรยากาศที่ชวนให้ทำตัวไม่ถูกก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งสอง หลี่เยว่หานอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่รู้ว่าควรเริ่มอย่างไร
“เจ้าคงสงสัยว่าทำไมข้าถึงพามู่ชวนกับหลิงซีมาที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นกระมัง” เมิ่งฉีฮ่วนแหงนมองดวงจันทร์บนท้องฟ้าแล้วเริ่มพูดขึ้นอย่างเนิบช้า “ที่จริงก็ไม่ควรปิดบังเจ้า แต่ในยุคสมัยที่วุ่นวายเช่นนี้ รู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งอันตรายเท่านั้น”
หลี่เยว่หานได้ยินเช่นนั้นก็มุ่นคิ้ว หญิงสาวอยากรู้ตัวตนของเมิ่งฉีฮ่วน แต่ฟังจากวาจาของเขา คล้ายกับว่าตัวตนของเขาคงค่อนข้างซับซ้อน จึงเอ่ยขึ้นว่า “ท่านเป็นคนดึงข้าลงน้ำมาเอง ถ้าไม่รู้อะไรเสียเลย ไม่คิดว่าแบบนั้นจะเป็นอันตรายต่อข้ามากกว่าหรือ?”
“พูดแบบนั้นก็ถูก” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มอย่างจนใจ “ที่จริงตอนแรกข้าไม่ได้ตั้งใจจะดึงเจ้าเข้ามาเกี่ยว แต่ข้าเป็นผู้ชาย ไม่รู้จริง ๆ ว่าควรดูแลเด็กสองคนอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ชายโสดผู้หนึ่งใช้ชีวิตอยู่กับเด็กน้อยสองคน ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ดึงดูดความสนใจของคนอื่นทั้งนั้น”
“พูดอย่างนี้หมายความว่าในสายตาของเจ้าข้าคือเครื่องมือที่ใช้กลบเกลื่อนสายตาคนอื่นน่ะสิ?” หลี่เยว่หานเลิกคิ้ว
“ไม่ใช่เสียทีเดียว” เมิ่งฉีฮ่วนรีบอธิบาย “วันนั้นตอนข้าช่วยเจ้าขึ้นมาจากในน้ำเจ้าหมดลมหายใจไปแล้ว หลังจากข้าพยายามหาวิธีช่วยชีวิตเจ้า คิดไม่ถึงว่ายาในร่างเจ้าจะออกฤทธิ์ ข้า…ข้าควบคุมตัวเองไม่อยู่ รู้สึกค้างคาใจเรื่องนี้มาตลอด ข้าอยากแสดงความรับผิดชอบต่อเจ้า”
“หลังจากนั้นข้าไปเจอเจ้าอีกครั้งบนเนินเขา ข้าประหลาดใจมาก เจ้าเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง แต่ตอนเผชิญหน้ากับหมาป่าตัวใหญ่ขนาดนั้นกลับไม่ได้กลัวจนทำอะไรไม่ถูก ข้ารู้สึกว่า…เจ้าพิเศษมาก” เมิ่งฉีฮ่วนก้มหน้าพูด ใบหน้าประดับรอยยิ้ม “ตอนจะกลับไปยังกล้าวิพากษ์วิจารณ์ทักษะการยิงธนูของข้าอีกต่างหาก”
หลี่เยว่หานได้ยินเมิ่งฉีฮ่วนพูดอย่างนั้นใบหน้าพลันร้อนวาบ “ท่านก็ทำเกินไปจริง ๆ นี่ ถึงขั้นล่อหมาป่าออกมาจากบนเขา ถ้าจัดการมันไม่ได้ เนินนั่นยังอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเฮยถู่ จะมิกลายเป็นการชักนำภัยไปให้คนในหมู่บ้านหรอกหรือ”
“ข้ามีความมั่นใจเต็มสิบส่วนถึงได้ล่อมันไปทางนั้น” เมิ่งฉีฮ่วนว่าแล้วก็หันมาหาหลี่เยว่หาน “เพราะข้าเห็นเจ้าตั้งแต่ตอนที่เจ้าย่างปลาแล้ว”
“ท่าน…” หลี่เยว่หานหันมาหาเมิ่งฉีฮ่วน ขณะกำลังโมโหที่เขาแกล้งทำให้ตนเองตกใจ กลับถูกอีกฝ่ายยึดท้ายทอยเอาไว้กะทันหัน
จากนั้นริมฝีปากที่ชุ่มชื้นอุ่นร้อนก็ประกบลงมา กลิ่นอายของบุรุษห่อหุ้มหลี่เยว่หานเอาไว้ ความคิดของหญิงสาวพลันขาวโพลน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เมิ่งฉีฮ่วนถึงได้ยอมปล่อยหลี่เยว่หาน เห็นนางยังคงนิ่งอึ้ง เมิ่งฉีฮ่วนก็ยิ้มแล้วยื่นมือเข้ามาบีบจมูกนาง “เจ้าพิเศษเกินไป ข้าจึงพาเจ้ากลับบ้านมาอย่างอดใจไม่ไหว ไม่ใช่แค่จะให้เจ้ามาช่วยดูแลมู่ชวนหลิงซี แต่เป็นเพราะในความฝันของข้าทั้งกลางวันและกลางคืนล้วนมีแต่เจ้า”
“…” ถูกคนขโมยจูบอย่างปุบปับ หลี่เยว่หานนึกอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ ได้แต่ผุดลุกขึ้นโดยสัญชาตญาณ
“เจ้าไม่ต้องกลัว ถ้าเจ้าไม่เต็มใจ ข้าก็จะไม่แตะต้องเจ้าอีกแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนมองเด็กสาวที่แม้จะยืนแล้วก็อยู่ในระดับสายตาของเขาเท่านั้น ยิ้มจนตาหยีเหมือนหมาป่าเจ้าเล่ห์ “เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องคนสกุลหลี่ ข้าจะจัดการเอง ในช่วงหลายวันนี้พวกเขาคงไม่มารบกวนพวกเราอีกแล้ว”
“ท่าน…” หลี่เยว่หานกัดริมฝีปาก “คนฉวยโอกาส!”
“เจ้าเป็นภรรยาของข้าแล้ว ข้าจูบเจ้าสักหน่อยจะเป็นไรไป” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางคว้ามือของหลี่เยว่หาน “ข้าหวังว่าจะได้อยู่กับเจ้าตราบนานเท่านาน ไม่ใช่พอผ่านไปสองปีแล้วเจ้าก็ไปจากข้า”
จู่ ๆ เมิ่งฉีฮ่วนก็มาสารภาพความในใจโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย หลี่เยว่หานใจเต้นราวกับรัวกลอง ยามนั้นไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
“เจ้าไม่ต้องกลัวข้า ถ้าเจ้าไม่มีความรู้สึกอะไรให้ข้า เมื่อครบสองปีแล้ว เจ้าจะไปข้าก็จะไม่ห้ามเจ้า” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวอย่างอ่อนโยน
น้ำเสียงของเขาราวกับแฝงพลังชั่วร้ายบางอย่าง หลี่เยว่หานผ่อนคลายความระวังโดยไม่รู้ตัว แต่หญิงสาวก็ยังคงไม่รับปาก
เห็นท่าทางอึดอัดใจของนาง เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง เขาปล่อยมือหลี่เยว่หาน “ดึกมากแล้ว เจ้ากลับไปนอนเถอะ”
ได้ยินอย่างนั้น หลี่เยว่หานก็หันหลังเดินกลับไป แต่กลับถูกอีกฝ่ายดึงกลับจนชนเข้ากับแผ่นอกแกร่งอย่างแรง