ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 154 หนิวผีถัง
บทที่ 154 หนิวผีถัง
“รับข้าเถิด ข้าแข็งแกร่งมาก!”
“ข้าไม่เพียงแข็งแกร่ง แต่ยังวิ่งได้เร็วอีกด้วย!”
“ข้าเคยล่าหมู่ป่าบนเขาได้!”
“ข้าทนความยากลำบากได้ดีกว่าบุรุษ ปีที่แล้วข้าขุดดินคนเดียวเป็นเวลาสามวันและพลิกหน้าดินในลานบ้านด้วยตัวเองทั้งหมด!”
เมื่อเห็นทหารหญิงเดินมา พวกนางก็รวมตัวกันและแนะนำตัวเองทันที
“ท่านอาจารย์สุดยอด!”
ชิ่งมู่หลานชื่นชมอยู่ในใจ นางกระโดดขึ้นไปบนก้อนหิน และส่งสัญญาณให้อาเหมยตีฆ้อง
เมื่อเสียงฆ้องดังขึ้น บริเวณโดยรอบก็เงียบลงทันที
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าหลายคนมาที่นี่เพราะว่าที่ผ่านมาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ในกรณีนี้ข้าต้องบอกพวกเจ้าล่วงหน้าว่าโรงงานสิ่งทอของท่านอาจารย์จินอาจจะเปิดรับคนเพิ่มเร็ว ๆ นี้ และเขาน่าจะรับสมัครคนงานในหมู่บ้านของพวกเจ้าในอนาคต”
เมื่อมีคนมามากขึ้น ตัวเลือกก็มากขึ้นเช่นกัน ชิ่งมู่หลานยังพูดอย่างแข็งกร้าวอีกว่า “ถ้าเพียงมาสมัครเพราะอยากหารายได้ก็รออีกหน่อย เมื่อได้เข้าไปทำงานในโรงงานสิ่งทอแล้ว ข้ารับรองว่าพวกเจ้าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน”
“ก่อนอื่นข้าขอพูดอะไรหยาบคายสักหน่อย ในการเข้าร่วมกองทัพหญิงของข้า พวกเจ้าต้องลงนามในข้อตกลงที่ระบุว่าภายในหนึ่งปีพวกเจ้าจะไม่ได้รับอนุญาตให้ลาออก หากมีการผิดสัญญาจะต้องจ่ายค่าชดใช้เป็นสองเท่าของเงินเดือน ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะคิดเรื่องนี้อย่างรอบคอบ!”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมาก็เหมือนกับการเทน้ำเย็นลงในกระทะที่ร้อนจัด
“แม่นางชิ่งมู่หลาน เจ้าพูดจริงหรือ?”
“แล้วท่านอาจารย์จินจะขยายโรงงานสิ่งทอเมื่อใด?”
“ท่านอาจารย์จินต้องการรับสมัครคนกี่คน? เขาจะรับคนจากหมู่บ้านใดบ้าง?”
“แม่นางชิ่งมู่หลาน หากพวกเรามาทำงานที่นี่มีอาหารให้พร้อมหรือไม่?”
“หากจ้างคนจากหมู่บ้านอื่น ค่าจ้างจะเท่าซีเหอวานหรือไม่?”
“ที่โรงเผาอิฐกับพื้นที่ก่อสร้างยังรับคนเพิ่มหรือไม่? สามีของข้าอยากมาด้วย!”
…
เหล่าสตรีไม่สนใจสมัครเป็นทหารหญิงอีกต่อไป และถามถึงการขยายโรงงานสิ่งทอแทน
“ในส่วนของโรงงานสิ่งทอ พวกเจ้าควรถามท่านอาจารย์จิน”
เมื่อชิ่งมู่หลานเห็นจินเฟิงมา นางก็ยิ้มและโบกมือให้บัณฑิตหนุ่ม
“เจ้านี่จริง ๆ เลย…”
จินเฟิงยิ้มเจื่อนพร้อมส่ายหัว
เขามาที่นี่เพียงเพื่อดูว่ามีสตรีกี่คนที่จะสมัคร แต่เขาไม่คาดคิดว่าจะถูกชิ่งมู่หลานดึงตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เขากำลังเตรียมประกาศรับสมัครคนงานที่โรงงานสิ่งทอจริง จินเฟิงจึงไม่ได้ตำหนิชิ่งมู่หลาน เพราะหากประกาศไว้แต่เนิ่น ๆ ถึงเวลาเปิดรับสมัครก็จะหาคนได้ง่ายขึ้น
“ทักทายทุกคน ข้าคือจินเฟิง”
จินเฟิงกระโดดขึ้นไปบนก้อนหินแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “เรากำลังเตรียมที่จะรับสมัครคนงานให้กับโรงงานสิ่งทออยู่แล้ว คาดว่าจะเปิดรับสมัครภายในไม่เกินหนึ่งเดือนนี้ ถึงเวลานั้นข้าคาดว่าจะรับคนเพิ่มประมาณสามร้อยคน ทุกคนสามารถเข้ามาสมัครเพื่อทำงานร่วมกันได้”
ต่อไปจินเฟิงจึงตอบคำถามของบรรดาสตรีที่มารวมตัวกันทันที เมื่อคำพูดของจินเฟิงจบลง พวกนางส่วนใหญ่ก็แยกย้ายกันกลับไป
อย่างไรก็ตาม ยังมีสตรีอีกเจ็ดสิบแปดสิบคนที่ตัดสินใจอยู่ต่อและเข้าร่วมกองทัพสตรี
ในครอบครัวของพวกนางไม่มีบุรุษ การทำงานในโรงงานสิ่งทอเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้
ในหมู่พวกนางอาจมีบางคนที่มีใจรักอยากเป็นทหารจริง ๆ
“ข้าดีใจมากที่พวกเจ้าอยู่ แต่ข้าอยากจะบอกทุกคนให้ชัดเจนว่า ข้าไม่ได้รับสมัครทหารหญิงมาเย็บปักถักร้อย เมื่อทุกคนได้รับค่าจ้างเท่าทหารชาย แน่นอนว่าความรับผิดชอบในอนาคตก็เหมือนกับทหารชายเช่นเดียวกัน ความรับผิดชอบที่ว่ารวมทั้งการคุ้มกันสินค้าและการถือดาบออกสู้กับโจร”
ชิ่งมู่หลานกล่าวต่อ “หากมีใครในที่นี้กลัวก็ให้ถอนตัวไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ หากพวกเจ้าไปหดหัวในขณะที่มีการต่อสู้และละทิ้งสหายระหว่างการสู้รบ คนผู้นั้นจะต้องถูกฆ่าตายทันที ยิ่งไปกว่านั้นผู้ละทิ้งจะไม่ได้รับค่าชดเชยใด ๆ และการตายของคนเหล่านั้นก็จะไร้ค่า สิ่งเหล่านี้จะถูกระบุไว้ในข้อตกลงด้วย ดังนั้นพวกเจ้าควรคิดให้รอบคอบ”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ประกาศออกมาก็มีสตรีอีกสามคนเลือกที่จะถอนตัว
แต่คนที่เหลือส่วนใหญ่กลับมีความมุ่งมั่นมากขึ้น
“หากเจ้าคิดได้อย่างถี่ถ้วนแล้วก็มาลงนามในข้อตกลงตอนนี้ หากยังไม่ได้ตัดสินใจ ก็กลับไปคิดทบทวนแล้วค่อยกลับมาใหม่พรุ่งนี้ได้”
ชิ่งมู่หลานกล่าวว่า “ข้าจะให้เวลาถึงวันพรุ่งนี้อีกแค่วันเดียวเท่านั้น ใครมาวันมะรืนนี้ข้าขอปิดรับ”
“ข้าลงนาม!”
“ข้าก็จะลงนามเช่นกัน!”
สตรีอีกหลายสิบคนที่เหลือต่างประทับลายนิ้วมือลงบนข้อตกลง จากนั้นจึงเริ่มการฝึกและการทดสอบในเช้าวันนั้น
สุดท้ายก็มีผู้ที่ถูกคัดออกอีกสิบกว่าคน ส่วนที่เหลือสามสิบกว่าคนผ่านการประเมิน เดิมทีชิ่งมู่หลานตั้งใจจะรับไว้แค่ห้าสิบคน แต่ในครั้งนี้ได้คนเกินมาเจ็ดถึงแปดคน อย่างไรก็ตาม นางเลือกที่จะเก็บคนที่เกินมาเอาไว้
หลังจากการเกณฑ์ทหารหญิงในครั้งนี้ ทหารหญิงก็มีจำนวนเกือบจะเทียบเท่ากับทหารชาย นั่นทำให้ชิ่งมู่หลานมีความสุขอย่างมาก
แต่เมื่อมีผู้คนมากขึ้น อุปกรณ์ก็จำเป็นมากขึ้น ชิ่งมู่หลานจึงทำตัวเป็นหนิวผีถัง*[1] ทุกวันนางจะคอยไปเกาะแกะจินเฟิงและขอให้เขาสร้างอาวุธสำหรับทหารหญิง
เมื่อจินเฟิงตื่นขึ้นมาเขาก็เห็นชิ่งมู่หลานมายืนอยู่ในลานหน้าบ้านแล้ว
“นี่แม่นาง ข้าก็รับปากเจ้าไปแล้วมิใช่หรือว่าจะทำอาวุธให้?”
จินเฟิงพูดอย่างช่วยไม่ได้ “แต่เหตุใดเจ้ายังไม่ไปดูแลการฝึกของทหารหญิงเล่า มาที่นี่ทำไมอีก”
“ก็ข้ากลัวว่าท่านอาจารย์จะนอนตื่นสาย ข้าก็เลยมาเรียก”
ชิ่งมู่หลานกล่าวด้วยรอยยิ้ม
จินเฟิงชอบนอนตื่นในช่วงสาย ๆ แต่หลังจากที่ชิ่งมู่หลานรู้ นางก็มาปลุกจินเฟิงแต่เช้าตรู่สองวันแล้ว ซึ่งทำให้ชายหนุ่มหงุดหงิดเป็นอย่างมาก
“ข้าตื่นแล้ว เจ้าออกไปได้แล้วไป”
ตอนนี้เขารู้สึกปวดหัวเมื่อเห็นชิ่งมู่หลาน
“มู่หลาน ไหน ๆ เจ้าก็มาแล้ว กินข้าวเช้าด้วยกันก่อนสิแล้วค่อยไปที่เขาด้านหลัง?”
กวานเสี่ยวโหรวเดินออกจากครัวและเรียกชิ่งมู่หลานให้อยู่กินข้าวด้วยกันพร้อมรอยยิ้ม
“ได้เลย! ได้เลย!”
ชิ่งมู่หลานเช็ดมุมปากของนาง จากนั้นก็วิ่งเข้าไปในครัวโดยไม่มีความเกรงใจใด ๆ นางเข้าไปช่วยรุ่นเหนียงและถังตงตงยกสำรับอาหารออกมา
นางเติบโตมาด้วยเสื้อผ้าชั้นดีและอาหารชั้นยอด แต่หลังจากมาที่ซีเหอวาน นางก็ได้กินแต่ข้าวหม้อใหญ่กับทหารหญิงทุกวัน นั่นทำให้นางรู้สึกอยากอาเจียนจะแย่
ตอนนี้รุ่นเหนียงกำลังมุ่งความสนใจไปที่การทำอาหาร ด้วยคำแนะนำของจินเฟิง ทักษะการทำอาหารของนางจึงดีขึ้นเรื่อย ๆ ชิ่งมู่หลานที่มาคอยรบกวนจินเฟิงในช่วงนี้ก็ได้อยู่ร่วมกินอาหารไปด้วย และนางก็ชื่นชมฝีมือการทำอาหารของรุ่นเหนียงเป็นอย่างมาก
“มู่หลาน คนที่เป็นผู้บังคับบัญชาต้องมีวุฒิภาวะ เป็นผู้นำ เป็นแบบอย่างที่ดี กิน นอน และคลุกคลีกับทหาร!”
จินเฟิงบรรยายว่า “แต่เจ้ากำลังแยกตัวออกจากบรรดาสหายด้วยการทำเช่นนี้ เจ้าจะโน้มน้าวใจคนอื่นในอนาคตได้อย่างไร?”
“ท่านอาจารย์หยุดตำหนิข้าได้แล้ว!”
ชิ่งมู่หลานกลอกตาไปที่จินเฟิงด้วยความโกรธ “ท่านก็เป็นผู้นำกองกำลังทหารชาย เหตุใดข้าไม่เห็นท่านกินนอนกับพวกเขาล่ะ”
“ผู้นำกองกำลังทหารชายคือพี่เหลียง ไม่ใช่ข้า”
“ไม่ใช่ท่าน แล้วเหตุใดท่านถึงเป็นผู้สั่งการการต่อสู้ในขณะที่เรากำลังต่อสู้กับโจร?”
“ข้าเพียงรับช่วงต่อคำสั่งชั่วคราวตามสถานการณ์เท่านั้น”
“ฟังดูดีมากเลย หรือว่าท่านแอบอู้และคิดแต่จะชี้นิ้วสั่งผู้อื่นอย่างเดียว?”
ชิ่งมู่หลานทำหน้าบูดบึ้ง “ข้าเองก็ได้มอบคำสั่งให้กับอาเหมยในการดูแลกองทหารหญิงไว้แล้วเช่นกัน เมื่อข้ากลับไปค่อยถอนคำสั่ง”
จินเฟิงตกตะลึงและไม่สามารถหาคำมาหักล้างได้
“ฮ่า ๆ ๆ!”
ถังตงตงทนไม่ไหวและระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
เมื่อเห็นใบหน้าที่มืดมนของจินเฟิง นางก็ปิดปากของตนอย่างรวดเร็ว
ดวงตาของกวานเสี่ยวโหรวและรุ่นเหนียงหรี่ลงพร้อมกับมีเสียงหัวเราะลอดออกมาเบา ๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นจินเฟิงถูกต้อนจนไปต่อไม่ถูก
“เจ้าหัวเราะอะไร”
จินเฟิงรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวและตบโต๊ะ “เหตุใดเสี่ยวเอ๋อยังไม่ตื่น?”
“ข้าจะไปเรียกนางเดี๋ยวนี้!”
กวานเสี่ยวโหรวปิดปากแล้ววิ่งไปที่ห้องของเสี่ยวเอ๋อ
ทันทีที่นางเดินเข้าไป จินเฟิงก็ได้ยินนางระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
ในที่สุดถังตงตงก็อดไม่ได้อีกต่อไป นางกับชิ่งมู่หลานพร้อมใจหัวเราะออกมาเช่นกัน
ปึง!
จินเฟิงโกรธมากจนเขาวางตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรง
มื้อนี้คงกินไม่อร่อยแล้ว…
“ท่านพี่ พวกท่านหัวเราะอะไรกันหรือ มีความสุขอะไรกัน?”
เสี่ยวเอ๋อเดินตามกวานเสี่ยวโหรวออกมาพร้อมขยี้ตาแล้วถามอย่างสงสัย
[1] หนิวผีถัง (牛皮糖) : คือขนมงาอ่อนหรือเหม่งทึ้ง ในที่นี้เป็นคำเปรียบเปรยที่มีความหมายว่า ‘ติดหนึบ’