ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 33 หนังสือแจ้งตาย
บทที่ 33 หนังสือแจ้งตาย
“ท่านทำได้หลายสิ่งเลยล่ะ”
จินเฟิงพูดต่อ “เช่นนั้น ท่านมาช่วยข้าดีหรือไม่?”
“งานที่นี่คือการปั่นด้าย ตัวข้ามีแขนเพียงข้างเดียว จะช่วยงานเจ้าได้อย่างไร?”
“ใครบอกว่าข้าจะให้ท่านมาช่วยปั่นด้ายกัน?”
จินเฟิงกล่าว “ตอนนี้ข้ากำลังต้องการคนนำด้ายป่านที่ปั่นเสร็จแล้วไปส่งในตัวอำเภอ รวมถึงไปขนป่านมาจากที่นั่นพร้อมกับซื้อพวกเสบียงอาหารหรือธัญพืชต่าง ๆ ด้วย หากพี่เหลียงไม่รังเกียจ ข้าก็อยากให้ท่านมาช่วยทำงานส่วนนี้ ข้าจะให้ค่าตอบแทนท่านเดือนละห้าร้อยเหรียญทองแดง และหากในอนาคตมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ข้าก็จะขึ้นค่าตอบแทนให้อีก”
“ไม่ได้ ห้าร้อยเหรียญทองแดงมันมากเกินไป”
เมื่อจางเหลียงได้ยินเช่นนั้น หัวเขาก็ตื้อไปหมด “ข้าได้ยินมาว่า มือปราบในอำเภอยังได้รับค่าตอบแทนเพียงสามร้อยเหรียญทองแดงเท่านั้น แล้วข้าผู้นี้จะได้รับเงินมากกว่ามือปราบได้อย่างไร?”
ในช่วงสองสามวันที่เขาออกล่าสัตว์ นอกเหนือจากเหยื่อที่เขาแบ่งให้จินเฟิงครึ่งหนึ่งแล้ว ส่วนที่เหลือเขาก็นำไปขายและได้เงินมาแปดร้อยเหรียญทองแดง
แต่ในอนาคตจางเหลียงคงไม่สามารถล่าเหยื่อได้มากขนาดนั้น ในหนึ่งเดือนหากได้เงินมาจุนเจือครอบครัว สักร้อยเหรียญทองแดงก็นับว่าโชคดีแล้ว
ทางที่จินเฟิงเสนอ สามารถลดความเสี่ยงที่เขาจะถูกเสือกินอีกไปได้มากโข
ข้าวเปลือกหนึ่งจิน มีราคาสองเหรียญทองแดง หากมีเงินร้อยเหรียญทองแดงบวกกับผักป่าที่เก็บไว้ที่บ้าน ก็น่าจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตของสมาชิกทั้งครอบครัว
ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนเงินก็ไม่ได้หามาได้ง่าย ๆ เขาไม่เคยเห็นสตรีที่สามารถทำงานหาเงินได้สามสิบเหรียญทองแดงต่อเดือนมาก่อน ชีวิตดีขึ้นได้ขนาดนี้ก็สุขจนไม่รู้จะสุขอย่างไรแล้ว
แต่เงินห้าร้อยเหรียญทองแดงสำหรับจางเหลียง เขารู้สึกว่ามันมากเกินไป
“พี่เหลียง การขนของไปกลับนั้นยากกว่าหน้าที่ของมือปราบเสียอีก อีกอย่าง งานนี้ข้าก็อยากให้พวกเราทำกันเอง เพราะหากจ้างคนนอก แล้วของถูกขโมยไป ข้าคงจะร้องจนไม่เหลือน้ำตาให้ร้องอีก”
จินเฟิงกล่าว “พี่เหลียง คนที่ข้าไว้วางใจที่สุดก็คือท่าน เช่นนั้นแล้ว ท่านคือตัวเลือกที่ดีที่สุดของข้า”
“เสี่ยวเฟิง เจ้าให้ข้าช่วยทำงานน่ะไม่มีปัญหาหรอก ทว่าเงินห้าร้อยเหรียญทองแดงต่อเดือนนั้น ข้าว่ามันมากเกินไป ไนปั่นด้ายสองสามตัวของเจ้า หนึ่งเดือนจะทำเงินได้เท่าใดเชียว อีกทั้งเจ้าก็ยังมีหน้าที่ต้องดูแลสตรีอีกหลายชีวิต…”
“พี่เหลียง ท่านดูถูกข้าหรือ”
บัณฑิตหนุ่มกล่าว “เอาเช่นนี้แล้วกัน ด้ายป่านนี้เพียงพอสำหรับหนึ่งรถเข็นแล้ว พรุ่งนี้ท่านไปศาลาว่าการกับข้า ท่านจะได้รู้ว่าพวกมันสามารถสร้างรายได้ได้เท่าใด”
“ตกลง”
จางเหลียงพยักหน้า
ในคืนวันเดียวกัน ถังตงตงก็ได้มอบหมายงานให้หญิงสาวช่วยกันขนด้ายป่านขึ้นรถเข็นที่ยืมมา
ก่อนรุ่งสาง จางเหลียงและลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้านอย่างเถี่ยจือ รวมถึงนายพรายเฉินเหล่าลิ่วก็มาถึงที่บ้านของจินเฟิง
เฉินเหล่าลิ่วถือธนูยาวไว้ในมือ ตรงเอวของเขาห้อยซองลูกธนูเอาไว้
จินเฟิงและจางเหลียงก็นำหน้าไม้ของพวกเขาติดตัวมาด้วยเช่นเดียวกัน
แม้แต่ถังตงตงยังแอบพกกรรไกรไว้ป้องกันตัว
เนื่องจากได้ยินมาว่าทางตะวันตกและทางเหนือเกิดสงครามขึ้นอีกครั้ง ทำให้มีผู้ลี้ภัยจำนวนมาก บนถนนจึงไม่ปลอดภัย คงไม่คุ้มหากมีใครมาดักปล้นพวกเขา
พวกเขาเข็นรถออกไปพร้อมออกเดินทาง แต่แล้วในจังหวะนั้นผู้ใหญ่บ้านก็วิ่งเข้ามา
“เสี่ยวเฟิง หนังสือแจ้งตายของเซี่ยกวาง ข้าให้เถี่ยจือนำติดตัวไปแล้วนะ มีการประทับตราจากตัวเมืองเรียบร้อยแล้ว ทว่าเถี่ยจือไม่รู้หนังสือ เมื่อไปถึงศาลาว่าการแล้ว ไหว้วานเจ้าพาเขาไปทำเรื่องหน่อย”
เมื่อเซี่ยกวางเสียชีวิต อู่จั้ว*[1] เจ้าหน้าที่ทางการจากในเมืองก็เข้ามาทำการตรวจสอบศพ แต่ก็ยังต้องไปทำเรื่องแจ้งตายกับศาลาว่าการ ไม่เช่นนั้น ในปีภาษีครั้งหน้าส่วนราชการอาจจะมาเก็บภาษีคนตายได้
และหากพวกเขาหาตัวเซี่ยกวางไม่พบ ชาวบ้านทุกคนในซีเหอวานจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบภาษีส่วนนี้
ส่วนชายหัวโล้นนั้นไม่มีใครรู้จักเขาอยู่แล้วและผู้ใหญ่บ้านก็ไม่รอให้ปัญหามาถึงตัว เขาจัดการขุดหลุมฝังชายผู้นั้นตั้งแต่วันเกิดเหตุ
“ตกลง”
จินเฟิงพยักหน้าตอบรับ
ด้ายป่านนี้มีน้ำหนักเบามาก สามารถขนย้ายไปได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องออกแรงมาก แต่กว่าพวกเขาจะเดินทางไปถึงตัวอำเภอจินชวนก็ยามซื่อแล้ว
เป็นเพราะถังตงตงเดินช้าเกินไป
แต่นางก็เป็นคนเดียวที่คุ้นเคยกับอุตสาหกรรมสิ่งทอมากที่สุด นางรู้ว่าด้ายป่านนี้จะขายอย่างไรให้ได้ราคามากและยังรู้ด้วยว่าเลือกซื้อป่านแบบไหนจึงจะได้คุณภาพดี ดังนั้นจะไม่พานางมาด้วยก็ไม่ได้
จินเฟิงให้จางเหลียงกับเฉินเหล่าลิ่วนำด้ายป่านนี้ไปส่งกับถังตงตง ส่วนเขาจะไปที่ศาลาว่าการกับเถี่ยจือ
“เซี่ยกวางอายุสิบเจ็ดปีหรือ?”
เสมียนผู้รับผิดชอบเรื่องนี้มองไปที่จินเฟิงและหลิวเถี่ย “เหตุใดอายุยังน้อยก็มาตายเสียแล้ว? คงไม่ใช่การเลี่ยงภาษีหรอกนะ?”
เพราะว่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
บางคนไม่มีเงินจ่ายภาษี ก็เลยหนีออกจากบ้านเกิด
และคนเหล่านี้ถูกเรียกว่าผู้ลี้ภัย
และสุดท้ายผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็นโจร บางคนก็หนีขึ้นไปอาศัยอยู่ในเขาลึก แน่นอนว่ามีบางส่วนที่ถูกจับได้
ต้าคังจะมีแผ่นไม้เล็ก ๆ เป็นแผ่นป้ายประจำตัว ซึ่งจะสลักชื่อ ภูมิลำเนา และวันเดือนปีเกิดเอาไว้
ทุกปีที่มีการเสียภาษี จะมีการประทับวันที่เสียภาษีเอาไว้บนแผ่นป้ายประจำตัว
หากไปข้างนอกแล้วไม่มีแผ่นป้ายประจำตัว หรือตราประทับการเสียภาษีประจำปี จะถือว่าคนนั้นเป็นผู้ลี้ภัย
และต้าคังก็โหดร้ายกับผู้ลี้ภัยมาก หากถูกจับได้ บุรุษจะถูกส่งตัวไปยังแดนรบแนวหน้า ส่วนสตรีจะถูกส่งตัวไปยังหอนางโลมที่จัดตั้งโดยทางการ
อย่างไรก็ตาม ทุก ๆ ปีก็ยังมีคนจำนวนมากที่หลบเลี่ยงภาษีและกลายเป็นผู้ลี้ภัยในที่สุด
เป็นเรื่องธรรมดาที่คนอย่างเซี่ยกวางจะถูกสงสัยเมื่อมีคนมาแจ้งว่าเสียชีวิตทั้ง ๆ ที่ผู้ตายอายุยังน้อย
“ข้าไม่กล้าพูดจาไร้สาระหรอก เซี่ยกวางผู้นี้ตายแล้วจริง ๆ เขาปล้นชาวบ้านโดยมีขวานเป็นอาวุธ แต่แล้วเขาก็โดนทุบตีจนตาย และข้าก็เป็นผู้ฝังร่างเขาเองกับมือ”
หลิวเถี่ยรีบอธิบาย “ดูสิ ตรงนี้มีการลงนามจากอู่จั้วที่ตรวจสอบศพเขาเรียบร้อยแล้ว”
เมื่อพูดจบเขาก็ยื่นนิ้วออกไปชี้ในตำแหน่งดังกล่าว
ตอนที่เสมียนมองตามก็พบว่าในกระดาษมีเศษเงินแนบมาด้วย
“ในเมื่อมีเจ้าหน้าจากทางการเป็นพยาน เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา”
เสมียนรับเศษเงินเอาไว้เงียบ ๆ จากนั้นก็หยิบตราขึ้นมาประทับลงกึ่งกลางกระดาษ เขาฉีกมันออกครึ่งหนึ่งแล้วคืนส่วนที่เหลือให้กับหลิวเถี่ยเป็นหลักฐาน
เมื่อมีการเก็บภาษีในปีหน้า หัวหน้าหมู่บ้านจะเป็นผู้ส่งมอบเอกสารส่วนนี้ให้กับฝ่ายจัดเก็บภาษี
หัวหน้าหมู่บ้านไหว้วานให้จินเฟิงไปศาลาว่าการเป็นเพื่อนหลิวเถี่ย ตอนแรกเขาคิดว่าหัวหน้าหมู่บ้านคงกลัวว่าลูกชายจะไม่รู้หนังสือและดำเนินการผิดพลาด
แต่เมื่อเขาและหลิวเถี่ยออกมาจากห้อง จินเฟิงก็รู้สึกว่าตนคิดผิด
เพราะไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดหรือทำอะไร ล้วนดูคล่องแคล่ว ฉลาด และมีเหตุผลกว่าเขาเสียอีก
ดังนั้นเหตุผลที่หัวหน้าหมู่บ้านขอให้เขามาด้วย จุดประสงค์อย่างเดียวคือ คงไม่อยากเอาเงินของตนมาติดสินบนให้เจ้าหน้าที่
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ บัณฑิตหนุ่มก็ยกยิ้มพร้อมควักเศษเงินออกมาแล้วยัดมันลงในมือหลิวเถี่ย
“เฟิงจื่อ เจ้าทำอะไรน่ะ?”
หลิวเถี่ยกางมือออกแล้วเอ่ยปากถามเขา
“ข้าเป็นคนทุบตีเซี่ยกวางจนตาย หัวหน้าหมู่บ้านเองก็ขอบคุณข้าไปแล้วที่ช่วยจัดการกับปัญหาใหญ่เช่นนี้ ข้าคงยอมให้เจ้าออกเงินในส่วนนี้อีกไม่ได้หรอก”
จินเฟิงยิ้มและพูดออกมาว่า “สองสามวันมานี้ข้ายุ่งมาก ข้าลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลย ข้าไม่ควรทำให้เจ้าลำบากด้วยซ้ำ”
เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อมีคนถูกฆ่า หากหัวหน้าหมู่บ้านไม่รีบจัดการเรื่องนี้อย่างทันท่วงทีและรอให้เบื้องบนมาสอบสวน เขาคงจะลำบากไม่น้อย
และจินเฟิงเองก็เป็นคนกลัวการเผชิญหน้ากับปัญหามาก
บัณฑิตหนุ่มรู้สึกขอบคุณหัวหน้าหมู่บ้านและหลิวเถี่ยจากก้นบึ้งของหัวใจ
“แต่นี่มันมากเกินไป”
หลิวเถี่ยลองชั่งน้ำหนักเศษเงินคร่าว ๆ แล้วบอกกล่าว
เขาติดสินบนเสมียนไปสองร้อยเหรียญทองแดง บิดาของเขาติดสินบนอู่จั้วที่มาดูศพไปร้อยเหรียญทองแดง แต่เงินที่จินเฟิงให้นั้นน่าจะอยู่ราว ๆ เจ็ดถึงแปดร้อยเหรียญทองแดงด้วยซ้ำ
“หัวหน้าหมู่บ้านคงกังวลเรื่องนี้มาก ไว้ข้าซื้อเหล้าไปฝากเพื่อเป็นการขอบคุณเขาเสียหน่อยแล้ว”
และจินเฟิงเห็นว่าหลิวเถี่ยมีท่าทีจะปฏิเสธ เขาก็ชิงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เอาล่ะ หากเจ้ายังยืนกรานปฏิเสธ ข้าจะโกรธ”
หลิวเถี่ยเห็นอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น เขาจึงรีบรับเงินเอาไว้
ทั้งสองเดินออกจากศาลาว่าการและพูดคุยหัวเราะกันไป ในจังหวะเดียวนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ร่างกายสูงใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามา
เป็นเรื่องปกติที่จะเจอเจ้าหน้าที่หรือนักการที่ศาลาว่าการ ทั้งสองคนจึงไม่ได้สนใจและเบี่ยงตัวเองไปด้านข้างเพื่อหลบให้เขาไปก่อน
เจ้าหน้าที่เหลือบมองพวกเขาที่อยู่ด้านข้างและเดินผ่านไป
แต่หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็ต้องหันหลังกลับมามองจินเฟิงอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถาม
“พวกเจ้าใช่วีรบุรุษปราบเสือที่ฆ่าเสือตายก่อนหน้านี้หรือไม่?”
[1] อู่จั้ว (仵作) : เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพในสมัยจีนโบราณ ผู้ชันสูตรศพเพื่อหาสาเหตุการตาย