ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 34 เก้าร้อยเหรียญทองแดง
บทที่ 34 เก้าร้อยเหรียญทองแดง
“ใต้เท้ายังจำพวกข้าได้หรือ”
หลิวเถี่ยถามด้วยความเคารพว่า “ใต้เท้า ท่านมีเรื่องอะไรกับพวกข้าหรือไม่?”
จินเฟิงนึกขึ้นได้ว่าวันที่เขานำเสือมาขึ้นเงินที่นี่ เหมือนเจ้าหน้าที่คนนี้จะเป็นผู้รับเรื่อง
“เป็นพวกเจ้าจริง ๆ ด้วย”
เจ้าหน้าที่แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจ
ด้วยความกลัวว่าจะเกิดความเข้าใจผิดโดยไม่จำเป็น จินเฟิงจึงไม่ได้นำหน้าไม้เข้ามาในศาลาว่าการ
เมื่อครู่เจ้าหน้าที่เกือบจะจำพวกเขาไม่ได้จึงเอ่ยถามออกมาด้วยความไม่มั่นใจ
ครั้งก่อน คุณชายสามตระกูลชิ่งไปที่โรงเตี๊ยมช้าไปหนึ่งก้าว ทำให้ปรมาจารย์ในการใช้ธนูปราบเสือคืนห้องพักและเดินทางกลับไปก่อน
จนกระทั่งถึงตอนนี้คุณชายชิ่งก็ยังส่งคนไปสืบหาข่าวคราววีรบุรุษปราบเสือถึงสองครั้ง เห็นได้ชัดว่าเขาสนใจในตัววีรบุรุษปราบเสือผู้นี้มาก
ถึงแม้ว่าเขาจะเริ่มถอดใจแล้ว แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ นี่เป็นโอกาสดีที่พวกเขาควรไขว่คว้าเอาไว้
หากสามารถช่วยคุณชายหาตัวคนผู้นั้นเจอได้ อย่างน้อยก็คงได้เงินมาเป็นรางวัลจำนวนไม่น้อย
หากโชคดีทำให้คุณชายพึงพอใจมาก เขาอาจได้เลื่อนตำแหน่งใหญ่โตมากขึ้นก็เป็นได้
เดิมที เจ้าหน้าที่วางแผนไว้ว่าจะไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อตามหาจินเฟิง แต่น่าเสียดายที่ในช่วงนี้มีผู้ลี้ภัยหลบหนีจำนวนมาก จึงยังไม่มีเวลา
คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอกับอีกฝ่ายง่าย ๆ ที่นี่
และตอนนี้เรื่องที่ทำให้คุณชายวุ่นวายใจก็ถึงเวลาสิ้นสุดลงแล้ว
“เจ้าเป็นคนฆ่าเสือหรือ?”
เจ้าหน้าที่มองไปที่หลิวเถี่ยแล้วเอ่ยถาม
“ตัวข้าไม่มีความสามารถเช่นนั้นหรอก เฟิงจื่อเป็นผู้ฆ่า”
หลิวเถี่ยชี้ไปที่จินเฟิง
“เขาหรือ?!”
เจ้าหน้าที่มองไปที่ใบหน้าของจินเฟิง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เจ้าไม่ได้โกหกข้าใช่หรือไม่!”
ในความคิดของเขา คนที่ปราบเสือตัวนั้นได้ต้องเป็นบุรุษที่ดูแข็งแกร่งเป็นแน่ แต่จินเฟิงผู้นี้กลับดูเป็นคนอ่อนแอมากจนไม่เหมือนคนที่สามารถฆ่าเสือได้
“ใต้เท้า ข้าจะโกหกท่านทำไมกัน?”
หลิวเถี่ยกล่าวว่า “ตอนที่จินเฟิงสังหารเสือตัวนั้น ชาวบ้านในหมู่บ้านหลายสิบชีวิตก็เห็นเหตุการณ์”
“ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ!”
เจ้าหน้าที่ประสานมือเพื่อคารวะบัณฑิตหนุ่มและเอ่ยชื่นชม
“ข้าขอยกย่อง”
จินเฟิงค้อมตัวลงเล็กน้อยตามมารยาทอันควรของบัณฑิต แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะบ่นในใจว่า ‘รูปร่างของข้ามันทำไม มีปัญหาอะไรหรือ?’
เขาพอจะมองออกว่าเจ้าหน้าที่ผู้นี้นอกจากยกย่องเขาแล้วคงไม่รู้จักเอื้อนเอ่ยคำอื่น
“เจ้าเป็นบัณฑิตหรือ?”
เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นจินเฟิงมีมารยาทราวกับบัณฑิตมีการศึกษา เขาก็รู้สึกยินดีขึ้นอีกไปอีก
น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความยินดีที่เพิ่มขึ้น
ในต้าคังนั้นนับว่ามีบัณฑิตน้อยมาก และบัณฑิตที่มีความสามารถในการล่าเสือได้ด้วยก็แทบจะไม่มี
อีกฝ่ายตรงตามมาตรฐานทั้งบุ๋นและบู๊
ได้ยินมาว่าคุณชายก็เป็นบัณฑิตผู้รู้ทั้งเรื่องของวรรณกรรมและศิลปะการต่อสู้เช่นเดียวกัน หากเขาได้ยินเรื่องนี้ต้องดีใจเป็นแน่
“ข้าเคยร่ำเรียนหนังสือมาบ้าง”
หากไปสอบถามเรื่องนี้ที่ซีเหอวาน แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ก็รับรู้ จินเฟิงจึงไม่ได้ปฏิเสธ เขาพยักหน้ายอมรับและเอยถามว่า “ใต้เท้า ข้ายังไม่ได้ถามท่านเลย ท่านตามหาพวกข้ามีเรื่องอะไรหรือ?”
“คุณชายจากเรือนชิ่งเฟิงได้ซื้อเสือตัวที่พวกเจ้าฆ่า เขาชื่นชมชมวีรบุรุษผู้ฆ่าเสือและต้องการพบกับคนผู้นั้น ทว่าครั้งก่อนกว่าพวกข้าจะไปถึงโรงเตี๊ยม พวกเจ้าก็กลับไปเสียแล้ว”
เจ้าหน้าที่ตอบด้วยรอยยิ้ม
“คุณชายจากเรือนชิ่งเฟิง?”
จินเฟิงมองไปที่หลิวเถี่ยด้วยความงุนงง
หลิวเถี่ยเองก็งุนงงเช่นเดียวกัน ดูเหมือนว่าเขาเองก็ไม่รู้จักว่าเรือนชิ่งเฟิงคืออะไร
“วีรบุรุษไม่รู้หรือ คุณชายแห่งเรือนชิ่งเฟิงเป็นถึงท่านโหว อีกทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่อีกด้วย เขาชอบที่จะผูกมิตรกับผู้ที่มีความสามารถ”
เจ้าหน้าที่โค้งคำนับให้กับจินเฟิง “วีรบุรุษผู้มีทักษะทั้งบุ๋นและบู๊ หากท่านได้ติดตามท่านโหวจะต้องมีอนาคตอันรุ่งเรืองเป็นแน่”
ไม่ว่าในอนาคตจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับจินเฟิง ตอนนี้เขาพูดดีกับอีกฝ่ายไว้ปลอดภัยที่สุด
หากบัณฑิตผู้นี้มีความเจริญรุ่งเรืองในอนาคต ก็ถือได้ว่าพวกเขามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
เมื่อจินเฟิงได้ยินสิ่งนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
หากเป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับท่านโหวอะไรนั่นเลย
ในยุคศักดินานี้ไร้ซึ่งสิทธิมนุษยชน ขุนนางจำนวนมากไม่ได้เห็นหัวประชาชน และไม่เห็นว่าพวกเขาเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ
ตำแหน่งเจ้าเมืองต่าง ๆ จะมีนามลงท้ายว่ามู่ อย่างเช่น จ้าวโจวมู่ หรือยงโจวมู่ ความหมายของมันคือไต้เทียนจื่อมู่หมินหรือการปกครองประชาชนแทนโอรสสวรรค์
แต่คำว่ามู่หมินในที่นี้ไม่ได้หมายถึงประชาชนที่ทำปศุสัตว์ แต่หมายถึงสายตาที่พวกเขามองประชาชนเหมือนโคเหมือนควายต่างหาก และขุนนางเหล่านั้นก็มีหน้าที่ดูแลวัวควายแทนโอรสสวรรค์
ในสมัยโบราณ ขุนนางจำนวนมากแต่งงานกับญาติสนิทเพื่อสืบเชื้อสายตระกูลหรือที่เรียกกันว่าสืบสายเลือดบริสุทธิ์
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่เกิดมาโง่เขลาและไม่ปกติ
ปัจจุบัน ตัวเขาก็เป็นเพียงบัณฑิตที่ไร้ค่าและยากจน หากคุณชายนั่นเป็นคนดีก็แล้วไป แต่หากเขาผู้นั้นไม่ใช่คนดี สุดท้ายจินเฟิงอาจจะโดนประหารหากเกิดความขัดแย้งขึ้น
คนแบบนี้เขาหลบเลี่ยงไว้เป็นดีที่สุด
แต่ว่าหลิวเถี่ยกลับรู้สึกตื่นเต้น “ใต้เท้า ข้าขอถามหน่อยว่าท่านโหวจะเรียกพวกข้าเข้าพบเมื่อใดหรือ?”
เพราะเท่าที่บัณฑิตหนุ่มรู้ ท่านโหวสูงส่งราวกับเทพเซียน
สวรรค์ ตัวละครในตำนานอยากพบเขาอย่างนั้นหรือ?
“ท่านโหวออกไปล่าสัตว์ นี่ก็เพิ่งจะผ่านไปสองวันเท่านั้น เกรงว่ากว่าท่านจะกลับมาก็คงใช้เวลาราว ๆ ครึ่งเดือน”
เจ้าหน้าที่เอ่ยถาม “พวกเจ้าอาศัยอยู่ที่ใดหรือ? หากท่านโหวกลับมา ข้าจะได้รีบไปแจ้งข่าวแก่พวกเจ้า”
“พวกข้าเพิ่งมาถึงศาลาว่าการ ยังไม่มีเวลาได้หาที่อยู่อาศัย”
จินเฟิงส่ายศีรษะ
เจ้าหน้าที่ต้องการเอ่ยถามเขาอีกครั้ง ทว่ากลับมีเด็กรับใช้ชายผู้หนึ่งวิ่งออกมาจากศาลาว่าการ “จางปู่โถว เหตุใดท่านยังไม่เข้าไปด้านใน นายท่านและท่านที่ปรึกษากำลังร้อนใจ”
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
เจ้าหน้าที่พูดกับจินเฟิงว่า “รบกวนท่านทั้งสองรอข้าสักครู่ ข้าจะรีบไปรีบกลับ”
ก่อนที่เขาจะพูดจบ ก็ถูกเด็กรับใช้ชายลากเข้าไปในศาลาว่าการเสียก่อน
เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่กับเด็กรับใช้ชายไปแล้ว จินเฟิงเลยรีบหมุนตัวกลับทันที
“เฟิงจื่อ เจ้าจะไปไหน?”
เหลิวเถี่ยถามอย่างกังวล “เจ้าไม่รอท่านใต้เท้าหรือ?”
“ข้าจะรอเขาทำไม?”
“ก็รอเขาแนะนำพวกเราให้ท่านโหวรู้จักอย่างไรเล่า! เฟิงจื่อ นี่เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ก้าวหน้านะ!”
“ข้าไม่สนใจ”
ชายหนุ่มก้าวขาไวขึ้น
“เจ้า!”
เมื่อหลิวเถี่ยเห็นว่าจินเฟิงไปไกลแล้ว เขาจึงกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ ทว่าก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากว่าต้องตามให้ทัน
เมื่อพวกเขามาถึงสถานที่นัดหมาย ถังตงตงก็ได้ขายด้ายป่านทั้งหมดแล้ว บรรดาลูกจ้างในร้านกำลังช่วยกันขนป่านมัดหนึ่งขึ้นรถเข็น
ในมือของถังตงตงถือกระเป๋าใบหนัก ในขณะที่เฉินเหล่าลิ่วและจางเหลียงต่างก็มองไปรอบ ๆ พร้อมกระชับหน้าไม้ในมือแน่นอย่างตื่นตัวตลอดเวลา
“ขายได้เท่าใดหรือ?”
จินเฟิงถามถังตงตง
“สองพันสามร้อยเหรียญทองแดง”
ถังตงตงตบถุงบรรจุเงินอย่างตื่นเต้น “ข้าคำนวณมาแล้ว ตัดค่าใช้จ่ายในการซื้อป่าน ค่าจ้าง ค่าอาหาร เครื่องดื่ม รายได้ของเราจะอยู่ที่ประมาณเก้าร้อยเหรียญทองแดง”
“ไม่เลว”
จินเฟิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ตอนนี้เขามีไนปั่นด้ายกว่ายี่สิบตัวย่อมแก้ปัญหาเรื่องปากท้องได้เป็นแน่
ในทุกเดือนพวกเขาจะสร้างรายได้ถึงสี่พันเหรียญทองแดง คิดเป็นเงินสี่ตำลึงเงิน สามารถอยู่อาศัยในต้าคังได้อย่างไม่เดือดร้อน
“ไม่เลวงั้นหรือ?”
ถังตงตงไม่พอใจอย่างมากกับปฏิกิริยาของชายหนุ่ม “กิจการปั่นด้ายที่อื่นต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนถึงจะได้เงินมาสองร้อยเหรียญทองแดง โดยที่พวกเขาต้องทำงานอย่างไม่ได้หยุดไม่ได้หย่อนทั้งกลางวันกลางคืน แต่เราใช้เวลาเพียงหกวันเท่านั้นถึงได้สิ่งนี้มา ซึ่งเร็วกว่าพวกเขาถึงห้าเท่า…”
หากโรงงานอื่นรู้ พวกเขาต้องคลั่งกับสิ่งที่ได้ยินแน่นอน
“เชื่อข้าเถิด หลังจากที่เสียวเป่ยและคนอื่น ๆ คุ้นเคยกับการใช้ไนปั่นด้ายแล้ว ความเร็วก็จะเพิ่มขึ้นอีก”
จินเฟิงกล่าวอย่างมั่นใจ
สตรีบางคนไม่เคยใช้ไนปั่นด้ายแบบเหยียบมาก่อนจึงยังไม่ค่อยคุ้นเคยและอยู่ในช่วงเรียนรู้
หลังจากที่พวกนางเชี่ยวชาญแล้ว ความเร็วในการปั่นด้ายต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ในความเป็นจริง เขาสามารถสร้างไนปั่นด้ายให้เร็วขึ้นได้ นั่นจะทำให้เขาสามารถหาเงินได้เร็วขึ้นด้วย แต่ถังตงตงไม่คิดเช่นนั้น
จินเฟิงได้แต่คิดเรื่องนี้อยู่สักพักแล้วก็ล้มเลิกแผนการดังกล่าวไป