ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 602 เช่นนี้จะเหมาะสมหรือ?
บทที่ 602 เช่นนี้จะเหมาะสมหรือ?
การฝึกฝนในสนามรบคือการฝึกที่ดีที่สุดสำหรับกองทัพรวมไปถึงเหล่าแม่ทัพด้วย
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ฟางเหลยออกไปรบตลอด อีกทั้งยังปราบปรามโจรท้องถิ่นที่กล้าต่อกรกับสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยน
กองพันที่สองคือกองพันที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตมากที่สุดก่อนที่เจียงหนานจะถูกโจมตีและยังเป็นกองพันที่เติบโตเร็วที่สุดอีกด้วย
ผู้คุ้มกันภัยที่จินเฟิงพาไปซื่อชวนคราวนี้ กองพันที่สองครองสัดส่วนที่มากที่สุด
สมาชิกที่จางเหลียงจัดตั้งขึ้นในกลุ่มชุดเกราะดำก็มาจากกองพันที่สองเกินครึ่ง
ฟางเหลยไม่ใช่คนทึ่มอย่างเมื่อก่อนอีกต่อไป เขาได้รับการฝึกฝนให้กลายเป็นแม่ทัพที่มีคุณสมบัติเหมาะสมแล้ว
นอกจากวิธีการที่โหดเหี้ยม เด็ดเดี่ยว ฟางเหลยยังรอบคอบยิ่งกว่าเดิมด้วย
การโจมตีของโจรท้องถิ่นครั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนว่ามีคนวางแผนไว้
ระหว่างที่เดินทางมา ฟางเหลยยังคงระมัดระวังสูงสุด โดยส่งหน่วยลาดตระเวนออกไปสำรวจข้างหน้าเพราะกลัวจะถูกศัตรูซุ่มโจมตี
แต่เดินมาจนถึงบริเวณซวงถัวเฟิงแล้วก็ยังไม่เห็นศัตรูแม้แต่คนเดียว
เรื่องนี้ทำให้จิตใจของฟางเหลยเป็นกังวลอยู่บ้างและยังสงสัยว่าตนคิดผิดไปหรือไม่
หรือแท้จริงแล้วไม่มีใครวางแผนแต่เป็นเพียงโจรท้องถิ่นที่มาแก้แค้น
เพราะนับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนขึ้นมา พวกเขาก็ได้สร้างความโกรธแค้นให้แก่โจรท้องถิ่นมากมาย
คนหลายพันคนที่ไปขุดถ่านหินในเฮยสุ่ยโกวล้วนเป็นโจรท้องถิ่นที่ถูกจับมาทั้งสิ้น
แต่เมื่อมาถึงขนาดนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องสู้รบกันสักตั้ง
เมื่อคิดได้ดังนั้น ดวงตาของฟางเหลยก็วาวโรจน์ หันไปออกคำสั่งว่า “หมวดสอง หมวดสาม สวมชุดเกราะ คนอื่น ๆ เตรียมพร้อมระวังภัย!”
“รับทราบ!”
เหล่าผู้คุ้มภัยขานรับคำสั่งแล้วลงมือปฏิบัติในทันที
เหล่าทหารกล้าที่ผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดีเริ่มสวมชุดเกราะ ส่วนคนที่เหลือต่างก็ยกธนูและหน้าไม้เล็งเป้ารอบด้าน
ฟางเหลยฉวยโอกาสนี้เรียกระดมเหล่ากองกำลังมาประชุมสงครามก่อนรบ
“ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล หากการรบได้เริ่มต้นขึ้นและสถานการณ์ปกติก็ทำตามแผนที่วางไว้ พยายามสังหารข้าศึกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้!”
ฟางเหลยกำชับว่า “แต่หากข้าศึกมีเล่ห์เหลี่ยมกลใดก็อย่าได้ดันทุรัง แต่ให้รีบนำกำลังไปสมทบที่ซวงถัวเฟิง เข้าใจหรือไม่?”
เขายังคงรู้สึกกระวนกระวายใจจึงเน้นย้ำคำสั่งอีกครั้ง
มิฉะนั้นหากเกิดการสู้รบแล้ว สถานการณ์จะโกลาหลมาก เขากลัวว่าจะเกิดความผิดพลาดและไม่สามารถถอยทัพได้ทัน
“รับทราบ!” เหล่ากองกำลังต่างพากันพยักหน้ารับ
ในเมื่อพวกเขากล้ามาด้วยกำลังกว่าร้อยคน แปลว่าซวงถัวเฟิงก็คือที่พึ่งพิงสุดท้ายของพวกเขา
หากสู้ได้ก็สู้ หากสู้ไม่ได้ พวกเขาก็สามารถถอยทัพไปซวงถัวเฟิงได้เช่นกัน
หลังจากที่หมวดสองและหมวดสามสวมชุดเกราะดำเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ออกจากช่องเขาเพื่อตั้งขบวนรบ
บนพื้นที่โล่งใต้เขาซวงถัวเฟิง พวกโจรท้องถิ่นไม่เพียงแต่ไม่มีทีท่าว่าจะหลบหนี ทว่ายังรวมตัวกันเป็นกลุ่มตามภูเขาและจัดกลยุทธ์การรบแบบกระจัดกระจาย เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้
ครั้งนี้เหล่าผู้มีอำนาจได้ควักทุนทรัพย์ออกมา เฉินซือเหยียล่อลวงพวกโจรท้องถิ่นโดยนำหีบเงินสดไปด้วย
พวกโจรท้องถิ่นเหล่านี้ไม่ใช่ชาวกวางเหยวียน ทว่ารังโจรของพวกเขาทั้งหลายล้วนตั้งอยู่บนเส้นทางที่จางเหลียงจะเดินทางผ่าน ครั้นได้ยินข่าวว่าจางเหลียงกวาดล้างโจรตลอดเส้นทาง พวกเขาย่อมหวาดกลัวอยู่แล้ว แต่เมื่อมีเงินตรามาล่อใจ พวกเขาก็ถูกเฉินซือเหยียหลอกล่อได้อย่างง่ายดาย
หลังจากมาถึงซวงถัวเฟิง เฉินซือเหยียก็มิได้ให้พวกเขาบุกโจมตีโดยตรง ทว่าให้ปล้นสะดมพ่อค้าที่เดินทางมาขนเกลือแทน
ตั้งแต่ที่จินเฟิงกวาดล้างโจร ความสงบสุขในเมืองจินชวนก็เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยทั่วไปแทบไม่พบเห็นพวกโจรท้องถิ่นปล้นฆ่ากลางทาง พ่อค้าจึงไม่ต้องว่าจ้างผู้คุ้มกันภัยมากมายอีกต่อไป
แม้แต่หอการค้าจินชวนก็ได้ลดจำนวนผู้คุ้มกันภัยลง
ตอนนี้เมื่อมีโจรท้องถิ่นปรากฏตัวขึ้น พ่อค้าจึงถูกโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัว
มิเพียงแต่สูญเสียทรัพย์สมบัติหรือสินค้า แต่ผู้คนยังถูกโจรท้องถิ่นสังหารไปจำนวนมาก
ขบวนขนส่งสินค้าของหอการค้าจินชวนก็ถูกปล้นเช่นกัน ผู้รับผิดชอบขบวนขนส่งสินค้าคือทหารหมู่เล็ก ๆ เพราะมีกำลังคนน้อยกว่า พวกเขาจึงพ่ายแพ้และเสียชีวิตทั้งหมด
ชัยชนะที่ผ่านมาทำให้เหล่าโจรท้องถิ่นรู้สึกว่า สำนักคุ้มกันภัยเจิ้นเหยวี่ยนเป็นเพียงชื่อที่ไม่คู่ควรกับความสามารถ โดยคิดว่าชื่อเสียงของสำนักคุ้มกันภัยเจิ้นเหยวี่ยนเป็นเพียงการโม้โอ้อวด แต่ความเป็นจริงไม่ได้เก่งกาจอย่างที่กล่าวอ้างเอาไว้เลย
ฉะนั้นพวกเขาจึงไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อยเมื่อได้รับแจ้งจากเฉินซือเหยียว่ามีผู้คุ้มกันภัยอีกกว่าร้อยนายเดินทางมาช่วยเหลือที่ซวงถัวเฟิง ตรงกันข้าม พวกเขากลับรู้สึกตื่นเต้นเสียด้วยซ้ำ
“สหาย หากผู้ใดจัดการผู้คุ้มกันภัยได้หนึ่งคนก็จะได้รางวัลหนึ่งตำลึงเงิน จัดการหัวหน้าหมู่จะได้สามตำลึงเงิน จัดการหัวหน้าหมวดจะได้รับห้าตำลึงเงิน จัดการหัวหน้ากองร้อยจะได้รับสิบตำลึงเงิน!”
เหล่าหัวหน้าโจรท้องถิ่นให้กำลังใจลูกน้องของตนเป็นการใหญ่ “พวกเรามีมากกว่าหกร้อยคน พวกเขามีเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น หากผู้ใดชักช้าก็จะอด!”
เงินที่เฉินซือเหยียนำมาให้มากมายมหาศาล หากสังหารผู้คุ้มกันภัยและลูกจ้างของหอการค้าจินชวนลงก็สามารถนำหยาผายของคนเหล่านั้นไปแลกเป็นเงินได้
เมื่อศึกครั้งก่อนสิ้นสุดลง เฉินซือเหยียก็ได้ส่งคนมาทำตามสัญญาที่ให้ไว้ทันที
ด้วยเหตุนี้ เหล่าโจรท้องถิ่นจึงมองผู้คุ้มกันภัยเสมือนว่ากำลังมองกองเงินกองทอง
ไม่รอให้ผู้คุ้มกันภัยเข้ามาใกล้ พวกเขาต่างคนต่างวิ่งกรูเข้าหาผู้คุ้มกันภัยทันที
เพราะกลัวว่าหากวิ่งช้า ผู้คุ้มกันภัยจะถูกคนอื่นฆ่าตายแล้วไปรับรางวัลจนหมด
แต่แล้วพวกเขาก็ได้เห็นพลังการต่อสู้ที่แท้จริงของสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยน
ก่อนหน้านี้ผู้คุ้มกันภัยที่พวกเขาฆ่าตายเป็นเพียงทหารหมู่เล็ก ๆ หมู่เดียวที่ยังไม่ทันได้ตั้งกระบวนทัพต่อสู้ก็ถูกโจรท้องถิ่นโจมตี
ตอนนี้พวกผู้คุ้มกันภัยมีกันเป็นร้อยชีวิต มีทั้งชุดเกราะดำที่ไม่สามารถทำลายได้และความสามัคคีที่สั่งสมกันมาเป็นเวลานานจึงแสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่
พฤติกรรมของโจรท้องถิ่นก็เหมือนกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ วิ่งเข้ามากี่คนก็ตายลงเรื่อย ๆ
ด้านหน้าแนวรบของผู้คุ้มกันภัยเต็มไปด้วยศพอย่างรวดเร็ว
แม้จะเป็นเช่นนี้ โจรท้องถิ่นก็ยังคงวิ่งเข้ามาเพราะมีเงินเป็นแรงจูงใจ
จังหวะนี้เอง ผู้คุ้มกันภัยก็ควักระเบิดมือออกมา
แม้แต่กองทหารม้าจากเกาเหยวียนที่ผ่านการรบมาโชกโชนยังต้องผวากับพลังของระเบิดมือ นับประสาอะไรกับพวกโจรท้องถิ่นที่รวมตัวกันขึ้นมา
โจรท้องถิ่นที่ก่อนหน้านี้ยังคงมีขวัญกำลังใจดีแทบจะฉี่ราดเพราะความกลัว พวกเขาตั้งใจจะหันหลังวิ่งกลับไป
แต่ตอนนี้แม้อยากหนีก็ไม่ทันแล้ว เพราะผู้คุ้มกันภัยที่รับผิดชอบในการปกป้องซวงถัวเฟิงได้รับข่าวจากพิราบส่งสารและได้รวมผู้คุ้มกันภัยทั้งหมดเอาไว้แล้ว
เมื่อเห็นว่าโจรท้องถิ่นกำลังจะหลบหนี เขาก็รีบบัญชาการให้คนลงมาจากภูเขาแล้วใช้ธนูจ้งหนู่ปิดทางหนีของโจรท้องถิ่นทันที
บริเวณเชิงเขานั้นไม่มีพื้นที่ได้เปรียบ ตอนนี้จำนวนของโจรท้องถิ่นยังคงเหนือกว่ากลุ่มผู้คุ้มกันภัยที่มารวมกันจึงน่าจะสามารถฝ่าวงล้อมออกไปได้
แต่พวกเขาขวัญเสียไปแล้ว แถมพวกโจรยังไม่ใช่กลุ่มก้อนเดียวกันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดความสามัคคี
โจรท้องถิ่นหลายร้อยคนถูกผู้คุ้มกันภัยไม่กี่สิบคนสกัดเอาไว้ได้!
ข่าวที่ว่าสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนไม่ฆ่าเชลยศึกได้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองตั้งนานแล้ว
เมื่อโจรท้องถิ่นเห็นว่าหนีไม่รอด พวกเขาต่างก็โยนอาวุธทิ้งลงพื้นแล้วนอนหมอบเอามือกุมหัว ปล่อยให้ผู้คุ้มกันภัยมัดตน
เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ไม่ต้องให้ฟางเหลยลงมือ เขาเพียงแค่ยกกล้องส่องทางไกลขึ้นเพื่อสอดส่องดูรอบ ๆ
“หัวหน้ากองพัน ข้าบอกแล้วว่าพวกมันเป็นโจรกระจอก ตอนนั้นข้าโดนตำหนิ ดูตอนนี้สิ พวกมันกลัวจนตัวสั่นไปแล้ว!”
หลังจากชนะศึก หัวหน้ากองร้อยคนหนึ่งที่สนิทกับฟางเหลยก็วิ่งเข้ามากระทบไหล่ฟางเหลยอย่างอารมณ์ดี
แท้จริงแล้วฟางเหลยยังคงสงสัยอยู่บ้าง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏชัดอยู่ตรงหน้า โจรท้องถิ่นเหล่านี้ไม่ได้ดักซุ่มโจมตีแต่อย่างใด
ฟางเหลยเก็บกล้องส่องทางไกลลงแล้วกล่าวว่า “ระมัดระวังไว้ก่อนไม่เสียหาย”
“ถูกต้อง หัวหน้ากองพันพูดมีเหตุผล” หัวหน้ากองร้อยพยักหน้าแล้วถามว่า “แล้วเราจะจัดการกับคนกลุ่มนี้อย่างไร ส่งไปเฮยสุ่ยโกวหรือไม่?”
“ส่งไปเฮยสุ่ยโกวเพื่ออะไร?”
แววตาฟางเหลยเย็นชาและคำที่พูดออกมาก็ยิ่งเย็นชาขึ้นไปอีก “สอบสวนก่อน สอบสวนเสร็จแล้วก็แขวนคอให้หมด”
“แขวนคอให้หมดเลยหรือ?!” หัวหน้ากองร้อยตกใจ “ท่านอาจารย์บอกว่าไม่ให้ฆ่าเชลยศึก ทำเช่นนี้จะเหมาะสมหรือ?”