ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 606 ไฟสงครามโหมกระพือ
บทที่ 606 ไฟสงครามโหมกระพือ
เฉินซือเหยียวางแผนไว้นานเพียงนี้ เขาจะยอมให้ซีเหอวานรับมือง่าย ๆ ได้อย่างไร?
การโยกย้ายฟางเหลย เจิ้งฟาง เถี่ยฉุย รวมไปถึงเหล่าผู้คุ้มกันภัยในหมู่บ้านเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
บัดนี้กำลังป้องกันของซีเหอวานลดลงถึงจุดวิกฤติจนไม่สามารถดึงผู้คุ้มกันภัยออกมาได้อีกแล้ว
เพียงสามวันหลังจากเถี่ยฉุยและคณะเดินทางจากไป กลุ่มโจรท้องถิ่นกว่าสิบกลุ่มก็โผล่มารอบอำเภอจินชวนและพากันบุกเข้าจู่โจมทุกสารทิศ ปล้นสะดมชาวบ้านอย่างบ้าคลั่ง
ด้วยการพัฒนาอย่างรวดเร็วของซีเหอวาน บัดนี้แทบทุกหมู่บ้านในเมืองจินชวนต่างก็มีผู้คนทำงานอยู่ในซีเหอวาน
พวกโจรท้องถิ่นไม่ได้ผลประโยชน์จากชาวบ้านอีกต่อไป ในขณะที่ทุกครอบครัวต่างก็มีคนที่ทำงานในโรงงาน ชีวิตความเป็นอยู่ทั่วทั้งเมืองล้วนดีขึ้น
หมู่บ้านที่ยากจนที่สุดในอำเภอจินชวน หากนำไปเปรียบเทียบกับเมืองอื่น ๆ ยังจัดว่าเป็นหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์
สิ่งนี้ทำให้พวกโจรท้องถิ่นที่ยกโขยงมาปล้นสะดมพากันดีใจจนตัวลอยและกวาดล้างทุกสิ่งอย่างบ้าคลั่ง
ถึงแม้แต่ละกลุ่มของโจรท้องถิ่นจะไม่ได้มีจำนวนคนมากนัก แต่ชาวบ้านในเมืองต่างก็มารวมตัวกันที่ซีเหอวานหรือโรงงานต่าง ๆ จึงเหลือเพียงผู้สูงอายุ คนป่วย และคนพิการไว้ที่บ้าน แล้วพวกเขาจะต้านทานพวกโจรท้องถิ่นที่โหดเหี้ยมได้อย่างไร?
ชาวบ้านตามแนวชายแดนเมืองจินชวนล้วนโชคร้าย บ้านถูกปล้นว่าแย่แล้ว แต่ยังมีหลายคนถูกพวกโจรท้องถิ่นสังหารอีก
“ข้าขออภัยพี่สะใภ้ที่ข้าทำงานได้ไม่ดีและปล่อยให้โจรท้องถิ่นฉกฉวยโอกาส!”
เสี่ยวอวี้ถือรายงานฉบับหนึ่งแล้วเดินเข้ามาหากวานเสี่ยวโหรวเพื่อยอมรับความผิด
กลุ่มจงหมิงแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยกลุ่มหนึ่งของหานเฟิงรับผิดชอบภายนอก ส่วนกลุ่มสองที่มีเสี่ยวอวี้เป็นหัวหน้า มีหน้าที่รับผิดชอบภายใน มีภารกิจหลักคือการสืบหาข่าวสารรอบ ๆ จินชวนและระวังไส้ศึกภายในซีเหอวาน
“โจรท้องถิ่นเพิ่งเข้ามาในจินชวน เจ้าก็ได้รับข่าวแล้ว นี่ไม่ใช่ความผิดเจ้า มันเป็นเพราะเซี่ยสี่กวางต่างหาก!”
ถังตงตงกัดฟันกล่าวว่า “เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา พี่เหลียงเพิ่งจะกวาดล้างโจรท้องถิ่นในกวางเหยวียนไป ตอนนี้จู่ ๆ ทำไมถึงมีโจรโผล่มาได้มากมายขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นฝีมือของเซี่ยสี่กวางแน่ ๆ!”
“ตอนนี้พูดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา” กวานเสี่ยวโหรวกล่าวด้วยความร้อนใจ “พวกเราต้องรีบคิดหาวิธี ไม่ใช่ปล่อยให้โจรท้องถิ่นออกอาละวาดไปทั่วแบบนี้!”
“ตอนนี้ในหมู่บ้านเหลือเพียงหนึ่งกองร้อย เราไม่มีหนทางใดแล้ว!”
ถังตงตงกล่าวอย่างสิ้นหวัง “ตอนนี้ทำได้แต่ภาวนาให้จินเฟิงกลับมาเร็ว ๆ!”
“พี่ชายของข้าบอกว่า จากตงไห่มายังจินชวนมีระยะทางหลายพันลี้ แม้สามีจะออกเดินทางอย่างเร็วที่สุดก็ยังต้องใช้เวลาอีกครึ่งเดือนกว่าจะกลับมาถึง ถึงเวลานั้น โจรท้องถิ่นคงจะปล้นสะดมทั่วทั้งจินชวนแล้ว!”
กวานเสี่ยวโหรวแทบจะร้องไห้ออกมา
“เสี่ยวโหรว พวกเราไม่มีหนทางใดแล้วจริง ๆ!”
ถังตงตงกล่าว “สิ่งเดียวที่พวกเราทำได้ตอนนี้คือถอยร่น ป้องกันและปกป้องหมู่บ้านกับโรงงานต่าง ๆ ให้ปลอดภัย!”
กวานเสี่ยวโหรวได้แต่นิ่งเงียบ นางเองก็พูดอะไรไม่ออก
ถังตงตงพูดด้วยเหตุผล กวานเสี่ยวโหรวเองก็เข้าใจ เพียงแต่นางอดคิดถึงจินเฟิงที่เพิ่งจะทำให้ชาวเมืองจินชวนมีชีวิตที่ดีได้ไม่นาน ทว่าตอนนี้พวกเขากลับต้องมาถูกโจรท้องถิ่นรังแกอีกครั้ง กวานเสี่ยวโหรวรู้สึกเจ็บปวดในใจ
ถังตงตงตบไหล่กวานเสี่ยวโหรวแล้วพาเสี่ยวอวี้จากไป
ตอนนี้โจรท้องถิ่นได้บุกเข้ามาในอำเภอจินชวนแล้ว พวกนางต้องเตรียมตัวให้พร้อม เผื่อโจรท้องถิ่นจะบุกเข้ามาในซีเหอวาน
บ่อยครั้งที่ความดีความชั่วอยู่ห่างกันเพียงแค่ความคิด ชาวบ้านกลายเป็นโจรท้องถิ่นได้เพียงชั่วข้ามคืน
ปีนี้เป็นปีแห่งภัยพิบัติ ชาวจินชวนได้รับการช่วยเหลือจากจินเฟิง แต่ชาวบ้านในเมืองอื่น ๆ กลับยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ
ชาวบ้านหลายคนลำบากอยู่ เมื่อได้ยินว่าสามารถไปปล้นสะดมในจินชวนแล้วจะได้ทรัพย์สมบัติ ชาวบ้านจำนวนมากในเมืองรอบ ๆ จินชวนก็เริ่มเคลื่อนไหว
นอกจากนี้ ยังมีเฉินซือเหยียยังคอยหนุนหลังอยู่เงียบ ๆ ด้วย ในอีกหลายวันถัดมา ชาวบ้านจำนวนมากต่างกลายเป็นโจรท้องถิ่นไหลบ่ากันเข้ามาในจินชวน
พริบตาเดียว ทั้งจินชวนก็เต็มไปด้วยไฟแห่งสงครามเพราะมีแต่โจรอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
เมื่อเจิ้งฟาง ฟางเหลย และเถี่ยฉุยได้รับข่าวสาร ความคิดแรกคือสั่งให้คนกลับไปปกป้องความปลอดภัยของซีเหอวาน
ทว่าพวกเขายังไม่ทันได้เตรียมตัวออกเดินทาง โจรท้องถิ่นที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าลี้ก็เคลื่อนไหว
เถี่ยฉุยยังพอรับมือได้ ตอนนี้เขาไม่สนแล้วว่าสนามรบอยู่ที่ใดจึงสั่งให้ผู้คุ้มกันภัยกลับไปที่เฮยเฟิงหลิ่งโดยเร็ว
ถ้าหากโจรท้องถิ่นกล้าไล่ตามก็แค่สู้กันที่เฮยเฟิงหลิ่ง
แต่เจิ้งฟางและฟางเหลยกลับถูกปิดล้อมจนเคลื่อนทัพไม่ได้
หากพวกเขาเคลื่อนไหว โจรท้องถิ่นต้องยกทัพมาโจมตีซวงถัวเฟิงและเฮยสุ่ยโกวแน่ ๆ
ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือหน่วยลาดตระเวนพบเครื่องเหวี่ยงหินและธนูจ้งหนู่ในกลุ่มพวกโจรด้วย
“เหตุใดโจรท้องถิ่นจึงมีเครื่องเหวี่ยงหินได้?”
เมื่อถังตงตงได้รับข่าวก็อดแปลกใจไม่ได้
“ท่านพี่ตงตงลืมไปแล้วหรือ ตอนที่ชิ่งโหวมอบแบบการสร้างเครื่องเหวี่ยงหินให้ราชสำนัก ต่อมามันก็รั่วไหลไปถึงชาวตั่งเซี่ยง”
เสี่ยวอวี้กล่าว “ชาวตั่งเซี่ยงมี พวกขุนนางในราชสำนักก็คงจะได้สักชุดเหมือนกัน
จากการรายงานของหน่วยสอดแนม เครื่องเหวี่ยงหินของโจรท้องถิ่นเป็นรุ่นแรก ๆ ที่ท่านอาจารย์สร้างที่ชิงสุยกู่”
“เจ้าหมายความว่าเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับราชสำนักอย่างนั้นหรือ?”
ถังตงตงขมวดคิ้วแน่น
ก่อนหน้านี้นางสงสัยมาโดยตลอดว่ากุนซือเฝิงที่หลบหนีไปได้คราวก่อนอาจอยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด แต่บัดนี้กระจ่างแล้วว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกุนซือเฝิงเลย
แม้กุนซือเฝิงจะสมคบกับชาวตั่งเซี่ยง แต่ชาวตั่งเซี่ยงก็ไม่มีทางสอนวิธีสร้างเครื่องเหวี่ยงหินแก่เขาเป็นแน่
เหตุผลเดียวที่เป็นไปได้คือ วิธีสร้างเครื่องเหวี่ยงหินนั้นหลุดมาจากราชสำนัก
ขณะที่ทั้งสามกำลังครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง อาจวี๋ก็วิ่งปรี่เข้ามาจากด้านนอก
เมื่อเห็นนาง ทั้งสามก็ใจหายวาบ
ไม่กี่วันที่ผ่านมาข่าวที่อาจวี๋นำมาล้วนไม่ใช่ข่าวดี
“ฮูหยิน เกิดเรื่องแล้ว! สะพานแขวนของเฮยเฟิงหลิ่งถูกเผาทำลายแล้ว!”
“อะไรนะ?!”
กวานเสี่ยวโหรวตกใจกับข่าวที่ได้รับจนแทบจะล้มลงกับพื้น
ถังตงตงเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะถามว่า “พี่ใหญ่เถี่ยฉุยเป็นอย่างไรบ้าง?”
ปลายด้านหนึ่งของสะพานแขวนคือซีเหอวาน อีกด้านหนึ่งคือเฮยเฟิงหลิ่ง
สะพานแขวนถูกเผา นั่นหมายความว่ามีฝั่งใดฝั่งหนึ่งถูกตีแตกแล้ว
ในหมู่บ้านไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ดังนั้นความคิดแรกของกวานเสี่ยวโหรวและถังตงตงจึงเป็นเฮยเฟิงหลิ่งถูกตีแตก ฝ่ายผู้คุ้มกันภัยจึงจำใจเผาสะพานแขวนทิ้ง
อาจวี๋เห็นว่าทั้งสองเข้าใจผิดจึงรีบอธิบาย “พี่ใหญ่เถี่ยฉุยน่าจะไม่เป็นไร เพราะสะพานแขวนถูกคนทรยศเผาทำลาย”
“คนทรยศอย่างนั้นหรือ? ผู้ใดกัน?” เสี่ยวอวี้ขมวดคิ้วถาม
ผู้ที่ได้รับหน้าที่ดูแลสะพานแขวนล้วนผ่านการคัดสรรมาอย่างดี ไม่เพียงแต่ต้องมีคุณสมบัติการต่อสู้ที่แข็งแกร่งแต่ประวัติก็ต้องขาวสะอาดด้วย
กล่าวคือ ต้องมาจากซีเหอวานและกวานเจียวาน หรือไม่ครอบครัวของพวกเขาก็ต้องอาศัยในหมู่บ้าน
คนเหล่านี้ล้วนได้รับความเมตตาจากจินเฟิง เสี่ยวอวี้ไม่อยากเชื่อจริง ๆ ว่าพวกเขาจะทรยศ
“เป็นคนทำอาหารให้ผู้คุ้มกันภัยที่เฝ้าสะพาน เหล่าเถียน!” อาจวี๋กล่าว “เขาใช้ยาสลบให้ผู้คุ้มกันภัยที่เฝ้าสะพาน แล้วก็ใช้ไฟเผาสะพานแขวน จากนั้นเขาก็ฆ่าตัวตาย!”
“คนทำอาหาร เหล่าเถียนน่ะหรือ?” เสี่ยวอวี้คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามจี้ “คนที่ขาพิการคนนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว เขาคนนั้นแหละ!” อาจวี๋พยักหน้า
คนขาพิการผอมแห้งคนนั้นมาขอทานที่ซีเหอวานเมื่อหลายเดือนก่อนแล้วบิดาของนางก็พบเข้า
ทั้งสองคนคุยถูกคอกันดี บิดาของนางเลยแนะนำเหล่าเถียนไปเป็นคนช่วยหุงหาอาหารที่โรงอาหารของพื้นที่ก่อสร้าง
บิดาของนางเป็นหัวหน้าหมู่บ้านซีเหอวาน แค่เพิ่มคนมาช่วยงานอีกหนึ่งคนใครจะว่าอะไรได้
แม้แต่เสี่ยวอวี้ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
“เหล่าเถียนไม่ได้ช่วยงานที่โรงอาหารพื้นที่ก่อสร้างอยู่หรือ เขาไปอยู่ที่สะพานแขวนได้อย่างไร?” เสี่ยวอวี้ถาม
อาจวี๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “คนงานที่นั่นบอกว่าหัวหน้าหมู่บ้านเห็นว่างานของเหล่าเถียนที่โรงอาหารพื้นที่ก่อสร้างหนักเกินไปเลยจัดให้เขาไปทำอาหารให้ผู้คุ้มกันภัยที่เฝ้าสะพานแทน…”
“ท่านพ่อของข้าสับสนอะไรอยู่ สะพานแขวนเป็นสถานที่สำคัญ จะจัดคนไปที่นั่นสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร?”
เสี่ยวอวี้โกรธจนร้อนรน “พี่สะใภ้ หัวหน้าโรงงานถัง พวกท่านรออยู่ตรงนี้ ข้าจะไปตามท่านพ่อของข้ามา!”
“เสี่ยวอวี้ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาตามหาท่านพ่อของเจ้า!”
ถังตงตงคว้าตัวเสี่ยวอวี้ไว้ “อีกฝ่ายจงใจวางแผนทำลายสะพานแขวน ความเป็นไปได้คือเพื่อที่จะโจมตีหมู่บ้าน การทำเช่นนี้ก็เพื่อหยุดยั้งพี่ใหญ่เถี่ยฉุยให้กลับมาช่วยหมู่บ้านไม่ได้ เจ้าควรจะรีบไปตรวจสอบรอบ ๆ หมู่บ้านว่ามีความผิดปกติหรือไม่!”