ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 616 การโจมตีเชิงรุกและการตั้งรับ
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 616 การโจมตีเชิงรุกและการตั้งรับ
บทที่ 616 การโจมตีเชิงรุกและการตั้งรับ
พื้นที่ของหยางเจวี้ยนหลิ่งและชิงสุยกู่มีความแตกต่างกันอยู่มาก
สองข้างของชิงสุยกู่เป็นหน้าผา ขณะที่หยางเจวี้ยนหลิ่งมีทั้งหน้าผาและเหว
กระนั้นก็ตาม ทั้งสองแห่งนี้มีความคล้ายคลึงกันอยู่อย่างหนึ่งคือมีเส้นทางเดินทัพเพียงหนึ่งเส้นทางเท่านั้น
ดังนั้นหยางเจวี้ยนหลิ่งจึงเหมาะกับกลยุทธ์แฟแลงซ์มาซิโดเนียเป็นอย่างมาก
สิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือเขาเถี่ยกว้านมีโล่ป้องกันตัวน้อยเกินไป อีกทั้งศัตรูก็มาเกือบถึงหยางเจวี้ยนหลิ่งแล้ว จะรีบเร่งผลิตก็ไม่ทัน จึงได้แต่ใช้ฝาหม้อมาทดแทนไปพลางก่อน
เขาเกรงว่าเหล่าคนงานหญิงจะใช้โล่ป้องกันตัวไม่เป็น อีกทั้งยังกลัวว่าหากต้องต่อสู้แบบประชิดเหล่าคนงานหญิงจะกลัว ฉินเฟยจึงได้เกณฑ์ผู้คุ้มกันภัยที่รับผิดชอบเฝ้ายาม มาสองหมู่โดยเฉพาะเพื่อให้ถือโล่คอยปกป้องอยู่แนวหน้า
ก่อนหน้านี้ เหล่าคนงานหญิงก็ไม่ได้ซ้อมกระบวนทัพแฟแลงซ์มาซิโดเนีย ฉินเฟยจึงได้แต่ให้จั่วเฟยเฟยเรียกบรรดาหัวหน้าหมู่เข้ามาประชุม พอช่วงที่คนงานหญิงสาวกำลังจัดเตรียมธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหิน ก็ใช้ก้อนกรวดอธิบายให้เหล่าหัวหน้าหมู่ฟัง
แท้จริงแล้วแฟแลงซ์มาซิโดเนียไม่ได้ซับซ้อน เหล่าหัวหน้าหมู่จึงเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว หลังจากเลิกประชุมแล้ว ก็พาเหล่าลูกน้องเริ่มซักซ้อมกันต่อไป
……
ซีเหอวาน
นับตั้งแต่ที่ได้รับรู้ว่า โจรจากไกว่จือโกวกำลังจะบุกมา ทั้งหมู่บ้านก็ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศตึงเครียด
กวานเสี่ยวโหรวนำถังตงตงและเสี่ยวอวี้เดินตรวจตราไปทั่วหมู่บ้านครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะหวั่นเกรงว่าจะมีบางจุดที่เกิดปัญหา
หากคำนวณจากเวลา พวกโจรน่าจะมาถึงซีเหอวานในยามเซิน แต่นี่ก็มาถึงยามโหย่วแล้ว ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า แต่พวกโจรก็ยังไม่มา
ความกลัวที่ยังมาไม่ถึงนั้นน่ากลัวที่สุด กวานเสี่ยวโหรวกลัวว่าพวกโจรจะมาโจมตี แต่สิ่งที่น่าหวาดกลัวกว่าก็คือการรู้อยู่แล้วว่าพวกโจรจะมา แต่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไร
แต่บัดนี้ภายนอกหมู่บ้านถูกรายล้อมไปด้วยกลุ่มโจร หน่วยสอดแนมจึงไม่สามารถเข้ามาได้ และหน่วยสอดแนมที่อยู่ในหมู่บ้านก็ไม่สามารถออกไปได้เช่นกัน
ส่งข่าวสารออกไปกี่ครั้ง นกพิราบที่หน่วยสอดแนมส่งออกไปก็ถูกส่งกลับคืนมาหมด
กล่าวคือ บัดนี้หมู่บ้านซีเหอวานกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดไปแล้ว กองกำลังที่ออกไปปราบข้าศึกไปอยู่ที่ใดก็ไม่รู้
กวานเสี่ยวโหรวอยากจะเอ่ยถามเสี่ยวอวี้ว่าได้ข่าวสารผิดพลาดหรือโจรท้องถิ่นไปที่อื่นหรือไม่
ทว่านับตั้งแต่เที่ยงเป็นต้นมา นางก็อยู่กับเสี่ยวอวี้ตลอด สิ่งใดที่นางไม่รู้ เสี่ยวอวี้ก็ย่อมไม่รู้เช่นกัน
“หรือว่าพวกโจรรอให้เกิดหมอกก่อนแล้วจึงจะโจมตี” ถังตงตงคาดการณ์
“มีความเป็นไปได้สูง” กวานเสี่ยวโหรวได้ยินคิ้วเรียวสวยก็ขมวดเข้าหากัน
เวลานี้อาทิตย์ยังไม่ตก แต่อากาศกลับมืดครึ้มมากแล้ว ยามค่ำคืนมาเยือน หมอกย่อมจะหนาทึบเทียบเท่าเมื่อคืนวัน
สถานการณ์เช่นนี้เป็นผลเสียต่อชาวซีเหอวานอย่างมาก
ยามเมื่อหมอกหนาทึบ ข้าศึกซ่อนตัวอยู่ที่ใดก็มองไม่เห็น ธนูจ้งหนู่ เครื่องเหวี่ยงหินก็กลายเป็นของประดับบ้านไปแล้ว
ผู้คุ้มกันภัยไม่สามารถตั้งขบวนต่อต้านได้ ทำได้แต่แบ่งกำลังเสริมไปทั่วทุกหนแห่ง ก่อให้เกิดการสูญเสียกำลังรบในหมู่ผู้คุ้มกันภัยอย่างมาก
“เสี่ยวอวี้ เจ้าช่วยคิดหาวิธีหน่อย ต้องสืบหาให้ได้ว่าโจรจากไกว่จือโกวไปอยู่ที่ใด!”
กวานเสี่ยวโหรวกล่าว “หากว่าพวกนั้นคิดเช่นนี้จริง เราจะเฝ้ารอให้พวกนั้นมาทำร้ายเราไม่ได้!”
“เสี่ยวโหรว เจ้าจะออกนอกหมู่บ้านเพื่อทำการโจมตีเชิงรุกงั้นหรือ?” ถังตงตงขมวดคิ้วพร้อมเอ่ยเตือน “เจ้าคิดให้รอบคอบนะ ออกนอกหมู่บ้านไม่ใช่เรื่องยาก ทว่าหากเข้าไปติดกับดักของโจรขึ้นมา จะกลับเข้ามาอย่างไรล่ะ!”
ขณะนี้ผู้คุ้มกันภัยและบุรุษที่เหลือในซีเหอวานนั้นมีน้อย วิธีที่ดีที่สุดคือการตั้งรับอยู่หลังแนวป้องกันของหมู่บ้าน
ออกจากหมู่บ้านมันเสี่ยงเกินไปหน่อย
“ข้ารู้ แต่สามีกล่าวว่าการโจมตีเชิงรุกดีกว่าการเป็นฝ่ายตั้งรับ!”
กวานเสี่ยวโหรวเอ่ยว่า “พวกเราซ่อนตัวในหมู่บ้าน พวกมันจะรุกหรือไม่รุกล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่พวกโจรเป็นผู้ตัดสิน อย่างไรตอนนี้พวกเราก็เสียเปรียบ
ไม่เท่ากับฉวยโอกาสตอนที่ยังมองเห็นอยู่นี้ ให้หัวหน้ากองร้อยฝานจัดให้ผู้คุ้มกันภัยออกไปสู้ก่อน เผื่อว่าไม่สามารถจะจัดการโจรที่อยู่ด้านนอกหมู่บ้านให้สิ้นซากได้ ก็ยังสามารถฆ่าพวกมันได้บ้าง พวกโจรที่จะบุกเข้าหมู่บ้านตอนกลางคืนก็จะน้อยลง!”
“เมื่อเจ้ากล่าวเช่นนี้ก็ดูมีเหตุผล!” ถังตงตงพยักหน้า
ปัจจุบันอำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือพวกโจร การตั้งรับเพียงอย่างเดียวสำหรับซีเหอวาน ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นผลดีอย่างยิ่ง
“เสี่ยวอวี้ เดี๋ยวข้าจะไปพูดคุยกับหัวหน้ากองร้อยฝานถึงเรื่องที่จะออกไปสู้รบ เจ้าจงหาสายลับที่ฉลาดหลักแหลมมาสักสองสามคน หากว่าหัวหน้ากองร้อยฝานตกลงกับความคิดของข้า เจ้าจงให้พวกมันติดตามหัวหน้ากองร้อยฝานออกไปด้วยกัน!”
กวานเสี่ยวโหรวกล่าวว่า “เจ้าจำเป็นต้องให้พวกสายลับสืบหาให้ชัดเจน ประการแรก พวกโจรไกว่จือโกวมาถึงที่ใดแล้ว ประการที่สองขณะนี้มีพวกที่อยู่นอกหมู่บ้านมีทั้งหมดกี่คน!”
“รับทราบ!” เสี่ยวอวี้พยักหน้า และกำลังจะเรียกคน แต่ก็กลับเห็นผู้คุ้มกันภัยหญิงคนหนึ่งวิ่งมาอย่างหน้าตาตื่น
เสื้อผ้าบนร่างกายเปื้อนดินโคลนและมีรอยขาดวิ่นทั่วทั้งตัว อีกทั้งใบหน้ายังมีคราบเลือดติดอยู่
“เสี่ยวเถียน เจ้าไม่เป็นอะไรนะ?”
เสี่ยวอวี้รีบวิ่งเข้าไปหานางทันที
นางผู้นี้เป็นหนึ่งในผู้คุ้มกันภัยหญิงที่สามารถพึ่งพาได้มากที่สุด นางมีความคล่องตัวสูงและยังทำอะไรก็คล่องแคล่วอีกด้วย ก่อนหน้านี้เสี่ยวอวี้ได้ส่งนางออกไปสืบหาข่าวสารจากภายนอก
หลังจากที่ซีเหอวานถูกพวกโจรท้องถิ่นปิดล้อม นางก็เป็นสายลับคนแรกที่เดินทางกลับมา
“ไม่เป็นไร เพียงแค่ใบหน้าถูกกิ่งไม้ขีดข่วนในป่าเท่านั้น”
โจรท้องถิ่นปิดล้อมซีเหอวาน จำเป็นต้องฝ่าป่ารกทึบด้านหลังภูเขามา
ขณะนั้นป่ารกทึบมีหิมะหนาจนท่วมเข่า การฝ่าฟันเข้ามาย่อมยากลำบากยิ่งนัก
แต่เสี่ยวเถียนก็ยังฝ่ามาได้
เสี่ยวอวี้ตรวจสอบแล้วพบว่านางปลอดภัยดีก่อนจะถอดเอาเสื้อคลุมของตนให้นางสวมใส่ พร้อมกับเอ่ยถามอย่างร้อนรนว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าโจรของไกว่จือโกวมาถึงที่ใดแล้ว?”
กวานเสี่ยวโหรวฅและถังตงตงได้ยินดังนั้นจึงต่างก็หันมาจ้องมอง
“รู้ ข้ากลับมาเพื่อเรื่องนี้”
เสี่ยวเถียนกล่าว “โจรจากไกว่จือโกวถูกหัวหน้าโรงงานจั่วที่เขาเถี่ยกว้านนำคนไปสกัดกั้นไว้ที่หยางเจวี้ยนหลิ่งแล้วและตอนนี้การต่อสู้ได้ปะทุขึ้นแล้ว”
“ว่าอย่างไรนะ?”
กวานเสี่ยวโหรวและถังตงตงเบิกตากว้างขึ้น
เสี่ยวอวี้เองก็เผยสีหน้าฉงนสงสัย
กวานเสี่ยวโหรวเป็นผู้ตั้งสติได้ก่อน จึงรีบซักถามว่า “สถานการณ์เป็นอย่างไร?”
“ในตอนแรก พวกโจรคาดไม่ถึงว่า หัวหน้าโรงงานจั่วจะนำคนมาขัดขวาง พวกมันจึงตั้งตัวไม่ทันและคนงานที่โรงงานสบู่หอมก็มีความชำนาญในการใช้ธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหินเป็นอย่างมาก ทำให้โจรท้องถิ่นถูกปิดล้อมอยู่ที่ด้านหน้าหยางเจวี้ยนหลิ่งไม่สามารถผ่านเข้ามาได้ พวกโจรพยายามบุกเข้าโจมตีหลายครั้ง แต่กลับสูญเสียผู้คนไปมากมาย”
เสี่ยวเถียนเล่าอย่างรวดเร็ว “ทว่าโจรท้องถิ่นจากไกว่จือโกวนั้นมีคนอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน เมื่อพบว่าไม่สามารถโจมตีผ่านเข้ามาได้ ก็สั่งให้หยุดการโจมตี”
“พวกโจรเลิกราแล้วอย่างนั้นหรือ?” ถังตงตงถาม
“ไม่รู้ ข้าเห็นโจรไม่สู้รบกันแล้ว จึงรีบมาแจ้งข่าว”
เสี่ยวเถียนส่ายหน้า “แต่โจรก็ไม่ได้ถอยทัพ และไม่ได้ก่อกองไฟหุงหาอาหาร แต่กลับนั่งพักกันที่หยางเจวี้ยนหลิ่ง ภายนอกหุบเขา ดูไม่เหมือนว่าจะถอดใจ”
“หยางเจวี้ยนหลิ่ง มีหมอกขึ้นหรือไม่” กวานเสี่ยวโหรวถามขึ้นทันใด
“หมอกลงแล้ว และหมอกค่อนข้างหนาแน่นด้วย…”
เสี่ยวเถียนพูดมาถึงตรงนี้ก็เบิกตากว้างขึ้นทันที “ข้าเข้าใจแล้ว โจรคงรอให้ฟ้ามืดหมอกลงหนาขึ้นเสียก่อน ถึงตอนนั้นกลุ่มของหัวหน้าโรงงานจั่วก็จะมองไม่เห็นแล้ว”
“เมื่อหมอกลง ศัตรูวิ่งเข้ามาใกล้ในระยะหนึ่งจั้งจึงจะมองเห็น เมื่อคืนพวกเราประสบความสูญเสียเพราะหมอกมิใช่หรือ?”
ถังตงตงกล่าวด้วยความกังวล “หากเป็นเช่นนี้ จั่วเฟยเฟยคงตกอยู่ในอันตราย”
กวานเสี่ยวโหรวกำมือแน่นและคิ้วขมวดจนเป็นปม
ถังตงตงรู้จักกวานเสี่ยวโหรวดี เห็นนางเป็นเช่นนี้จึงร้อนใจขึ้นมา “เสี่ยวโหรว เจ้าคงไม่ได้คิดจะไปช่วยจั่วเฟยเฟยหรอกนะ?”