ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 619 การปะทะที่หยางเจวี้ยนหลิ่ง - บทที่ 620 การปะทะที่หยางเจวี้ยนหลิ่ง(2)
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 619 การปะทะที่หยางเจวี้ยนหลิ่ง - บทที่ 620 การปะทะที่หยางเจวี้ยนหลิ่ง(2)
บทที่ 619 การปะทะที่หยางเจวี้ยนหลิ่ง
หยางเจวี้ยนหลิ่ง
เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า หมอกก็ยิ่งหนาขึ้น
ถนนบนภูเขานั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด
การต่อสู้ของเหล่าคนงานหญิงกับกลุ่มโจรเริ่มต้นได้อย่างราบรื่น ภายใต้การบัญชาการของฉินเฟย คนงานหญิงจึงใช้ธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหินปิดกั้นเส้นทางบนภูเขาจนพวกโจรไม่สามารถฝ่าเข้ามาได้
แต่เมื่อหมอกลงหนาขึ้น คนงานหญิงก็เริ่มมองไม่เห็นตำแหน่งของโจร
ในเริ่มแรกคนงานหญิงเหล่านี้สามารถสกัดกั้นศัตรูไว้ได้ที่ระยะทางหลายร้อยก้าว
หลังจากนั้นเมื่อหมอกยิ่งหนาขึ้น ก็ยิ่งทำให้การมองเห็นนั้นลำบากและพวกโจรก็เข้ามาใกล้มากขึ้น
เมื่อครู่ที่ผ่านมา กลุ่มโจรได้กรูเข้าโจมตีอีกครั้ง แม้จะถูกตีถอยไปได้ แต่ครั้งนี้พวกเขามาอยู่ห่างจากเหล่าคนงานหญิงไม่ถึงห้าสิบก้าว
ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน หมอกก็ยิ่งทึบขึ้น
ทัศนวิสัยที่มองเห็นในตอนนนี้มีไม่ถึงห้าจ้างด้วยซ้ำ
สิ่งนี้ทำให้ฉินเฟยเป็นกังวลมาก เขาจึงสั่งให้ผู้คุ้มกันภัยพากลุ่มคนงานหญิงไปจุดไฟกองใหญ่ด้านหน้า ขณะเดียวกันก็คิดว่าจะโน้มน้าวให้จั่วเฟยเฟยล่าถอยไปก่อน
แต่เขายังคิดไม่ออกดี ภายใต้หมอกหนาก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นหลายครั้ง จากนั้นก็มีเสียงธนูหัวนกหวีดดังก้องกลางอากาศ
“ศัตรูมาแล้ว!”
ผู้คุ้มกันภัยพาคนงานหญิงล่าถอยกลับมาอย่างรวดเร็ว
“ทุกคน เตรียมโจมตี!”
คนงานหญิงและโจรท้องถิ่นต่อสู้กันมาครึ่งบ่ายแล้ว จนตอนนี้ชำนาญการเป็นอย่างมาก
ไม่ต้องรอให้ฉินเฟยและจั่วเฟยเฟยสั่งการ ผู้ช่วยของจั่วเฟยเฟยก็ถือโทรโข่งแผ่นเหล็กสั่งการลงมา
บริเวณสองข้างทางของเนินเขา เหล่าคนงานหญิงก็จัดการปรับทิศทางธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหิน ก่อนจะเล็งเป้าหมายไปทางด้านหน้า
แต่ว่ารออยู่ตั้งนานกลุ่มโจรก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ
ฉินเฟยและจั่วเฟยเฟยก็ไม่กล้าที่จะส่งคนออกไปสอดแนมภายใต้หมอกหนา ทั้งสองฝ่ายก็เลยต่างคนต่างเป็นฝ่ายตั้งรับเช่นนี้
จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืดลงจนมองเห็นได้ไม่ถึงหนึ่งจ้าง ในหมอกหนาก็ปรากฏกลุ่มเงาดำขึ้น
ผู้ช่วยของจั่วเฟยเฟยเฝ้าจับตามองหมอกหนาอย่างไม่ลดละ และประสาทก็ยังคงตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเห็นว่ามีเงาคนปรากฏขึ้นก็เผลอตะโกนขึ้นมาว่า “ยิง!”
ตอนนี้เหล่าคนงานหญิงก็ไม่ต่างอะไรจากผู้ช่วยของจั่วเฟยเฟยนัก พวกนางต่างก็ตกอยู่ในอาการตื่นตัว เมื่อได้รับคำสั่งก็ได้ยิงธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหินออกไปทันที
ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ!
ทางเดินบนภูเขาหน้ากระบวนแถวของคนงานหญิงก็เต็มไปด้วยลูกธนูจ้งหนู่และก้อนหินที่ตกลงมาเป็นสายฝน
แต่ทว่าเมื่อการโจมตีผ่านไป พวกนางก็รู้สึกว่ามันผิดปกติ
เพราะว่าเงาที่ถูกยิงและถูกหินถล่มใส่มีจำนวนไม่น้อย แต่เหตุใดเสียงร้องครวญครางจึงมีน้อยนัก
หรือว่าจะถูกยิงและถูกหินถล่มทับจนตายคาที่ อีกฝ่ายจึงไม่ทันได้เปล่งเสียงออกมา
กลุ่มคนงานหญิงยังรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ไม่ต้องพูดถึงฉินเฟยที่เป็นถึงผู้คุ้มกันภัยผู้มากประสบการณ์ การระวังภัยของเขาแน่นอนว่าไม่เป็นรองใคร
“เหล่าซาน ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น!”
ฉินเฟยที่ยืนอยู่บนก้อนหินด้านข้างตะโกนออกคำสั่ง
ผู้คุ้มกันภัยที่อยู่ด้านล่างตอบรับคำสั่งก่อนจะคว้าดาบแล้ววิ่งออกไป
ระยะทางเพียงแค่ไม่กี่จั้ง ไม่นานผู้คุ้มกันภัยก็วิ่งไปถึง
ถัดมาก็เป็นฉินเฟยที่ได้ยินผู้คุ้มกันภัยร้องตะโกนว่า “หัวหน้าหมวด มันเป็นหุ่นฟาง!”
“หุ่นฟาง?”
ฉินเฟยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตกใจจนหน้าถอดสี “เร็ว ขึ้นสาย! เหล่าซานกลับมาเร็ว!”
จั่วเฟยเฟยเบิกตาโพลงก่อนจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งขึ้นมา
“แย่แล้ว เราติดกับแล้ว!”
ถึงแม้ว่าจะสามารถขึ้นสายธนูจ้งหนู่ได้อย่างรวดเร็ว และลูกธนูนั้นก็แรงทะลุทะลวงดีเยี่ยม แต่พิสัยสังหารกลับย่ำแย่
ปัจจุบัน พวกโจรนั้นฉลาดขึ้นแล้ว ทุกครั้งที่โจมตีพวกมันล้วนพยายามกระจายออก ทุกครั้งที่ธนูจ้งหนู่ยิงลูกธนูออกไป หากสังหารโจรได้ถึงสองสามคนก็นับว่าไม่เลวแล้ว
ลูกธนูบางดอกอาจยิงพลาดก็เป็นได้
แม้พิสัยการโจมตีของเครื่องเหวี่ยงหินจะกว้างขวาง แต่การบรรจุและขึ้นสายก็ช้ากว่าธนูจ้งหนู่มาก
พวกโจรได้ใช้หุ่นฟางมาตบตาคนงานหญิง ถัดไปพวกมันจะต้องเปิดฉากโจมตีอย่างแน่นอน
และผู้คุ้มกันภัยอย่างเหล่าซานก็ยืนยันการคาดการณ์ของฉินเฟยอีกครั้ง
“พวกเจ้ารีบขึ้นสายธนูโดยไว ศัตรูโจมตีมาแล้ว!”
เหล่าซานวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็วและตะโกนเสียงดัง
แต่ก่อนที่เขาจะวิ่งกลับไปยังกลุ่มของตนเอง จู่ ๆ ก็มีธนูหลายดอกพุ่งออกมาจากด้านหลัง
เหล่าซานถูกธนูหลายดอกปักที่คอและหลังจนล้มลงและแน่นิ่งไป
ฉินเฟยไม่ทันได้เสียใจกับการจากไปของเหล่าซาน พวกโจรก็วิ่งกรูออกมาจากกลุ่มหมอก!
ในขณะที่เครื่องเหวี่ยงหินยังไม่ได้บรรจุก้อนหินด้วยซ้ำ!
มีธนูจ้งหนู่บางส่วนที่ขึ้นสายไว้พร้อมยิงแล้ว ทว่าหลังจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ก็ทำให้ผู้ช่วยของจั่วเฟยเฟยและคนงานหญิงกลัวว่าจะโดนหลอกอีกครั้งจึงเกิดความลังเล
“พวกเจ้ารออะไรอยู่ ยิงออกไป!”
ฉินเฟยตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “คราวนี้ของจริง รีบยิง!”
คนงานหญิงทั้งหลายจึงเพิ่งจะได้สติ และทำการเหนี่ยวไกออกไปทันทีหลังสิ้นคำสั่ง!
แต่หมอกตรงหน้านั้นหนาเกินไป กว่าที่คนงานหญิงจะเห็นโจรทหารท้องถิ่น ทหารท้องถิ่น ก็อยู่ห่างออกไปแค่สามวาแล้ว
พวกนางจึง ลังเล อีกครั้ง
ขณะที่ฉินเฟยเอ่ยเตือน โจรท้องถิ่นก็อยู่ห่างออกเพียงแค่สองจั้งแล้ว!
ถึงแม้ว่าธนูจ้งหนู่จะสังหารโจรบางส่วนได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่รอดไปได้
โจรท้องถิ่นเหล่านี้มิใช่ชาวบ้านปลอมตัวมา แต่เป็นโจรจริง ๆ ที่เฉินซือเหยียไปรวบรวมมา
และจ้างด้วยเงินรางวัลก้อนโตเพื่อตามหาคนกล้าหาญ
หลังจากที่ฝ่าธนูจ้งหนู่เข้ามาได้ พวกมันก็ไม่ลังเลใจที่จะถืออาวุธนานาชนิดตรงเข้าสังหารคนงานหญิง
โชคดีที่ฉินเฟยให้คนงานหญิงตั้งกระบวนทัพแฟแลงซ์มาซิโดเนีย และให้ผู้คุ้มกันภัยถือโล่ป้องกันตัวและสวมหมวกเกราะที่ทำจากหม้อไว้บนศีรษะ โดยยืนอยู่แนวหน้า ทำให้พวกโจรตีแถวไม่แตก
“ตีกลอง!”
ฉินเฟยตะโกนจนสุดเสียง
ทหารที่ได้รับการส่งสัญญาณด้านหลังก็รีบตีกลองรบทันที
ตามแผนแล้ว สัญญาณนี้คือให้คนงานหญิงถอยไปอยู๋ด้านหลังผู้คุ้มกันภัย และใช้ไม้ไผ่โจมตี
แต่คนงานหญิงก็มิใช่ทหารอาชีพ ทว่าก่อนหน้านี้พวกนางคิดแค่ว่าไม่อยากจะยอมแพ้คนงานหญิงจากโรงงานสิ่งทอก็เลยลุกฮือขึ้นมา
แต่ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับโจรท้องถิ่นจริง ๆ คนงานหญิงจากเขาเถี่ยกว้านหลายคนกลับกลัวจนตัวสั่น
หลังจากที่มีการตีกลองรบไปสองครั้ง มีคนงานหญิงเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ตอบโต้ และอันเนื่องมาจากความตื่นตระหนก จึงมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่แทงโจรท้องถิ่นได้
ถือว่าพวกนางยังใช้ได้ กล่าวคืออย่างน้อยก็มีสติตอบโต้และลงมือโจมตี
แต่คนงานหญิงที่เหลือกลับไม่รู้จะทำอย่างไร หลายคนมีท่าทีขี้ขลาดตื่นกลัว บางคนถึงกับโยนไม้ไผ่ทิ้งแล้วนั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่บนพื้น
ฉินเฟยโมโหมากจนกระทืบเท้าตึงแล้วตะโกนสุดเสียงว่า “พวกเจ้ารีบสู้สิ!”
ทว่าเสียงในสนามรบนั้นอื้ออึงเกินกว่าที่คนงานหญิงจะได้ยินเสียงตะโกนของเขา
เมื่อพบว่าผู้คุ้มกันภัยได้รับแรงกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ ฉินเฟย จึงต้องพาผู้ช่วยสองนายกระโดดลงจากก้อนหินใหญ่ และคว้าไม้ไผ่ยาวเอาไว้ก่อนจะพุ่งแทงไปทางโจรอย่างว่องไว
ผู้ชำนาญลงมือเองย่อมแตกต่าง ฉินเฟยไม่แทงพลาดแม้แต่เป้าเดียว ภายในเวลาไม่ถึงสามวินาทีเขาก็สามารถแทงโจรท้องถิ่นไปแล้วห้าคน!
ในขณะที่เขากำลังลงมือแทงโจร เขาก็สั่งการคนงานหญิงที่อยู่ใกล้ ๆ ไปด้วย “เห็นหรือไม่ ทำเหมือนอย่างข้า!”
ผู้ช่วยทั้งสองของเขาก็ทำเช่นกัน เมื่อมีตัวอย่างให้เห็น พวกนางจึงได้สติและเริ่มต่อสู้ตอบโต้
ฉินเฟยจึงโดดกลับขึ้นไปบนก้อนหินอีกครั้ง
มิใช่ว่าเขาขี้ขลาดกลัวตาย ทว่าเพราะเขาได้รับการฝึกฝนจากสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยน รู้ว่าภารกิจของตนยามนี้มิใช่การต่อสู้ ทว่าเป็นการสั่งการ
เขาจึงต้องอยู่บนที่สูงเพื่อสังเกตการณ์
หลังจากกระโดดขึ้นไปบนก้อนหินได้ไม่นาน ฉินเฟยก็เบิกตากว้างเพราะเห็นเปลวไฟพุ่งปราดมาทางที่พวกตนตั้งธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหิน!
ภาพนี้ฉินเฟยคุ้นเคยดี
นี่คือไหใส่น้ำมันที่บรรจุไว้ในเครื่องเหวี่ยงหินแล้วจุดไฟก่อนจะขว้างออกไปโจมตีฝ่ายตรงข้าม!
“โจรท้องถิ่นมีเครื่องเหวี่ยงหินได้อย่างไร?”
ในขณะนั้นเอง ฉินเฟยก็รู้สึกราวกับว่าหัวใจของตนหยุดเต้นไปแล้ว!
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อและความโกรธ!
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจและรู้สึกโกรธ แต่มันไร้ประโยชน์ที่จะหาคำตอบในเวลานี้
เพล้ง!!!…
เสียงแตกของไหน้ำมันนั้นตกลงตรงตำแหน่งที่ตั้งของธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหินจนมอดไหม้และกลายเป็นทะเลเพลิงในพริบตา!
บทที่ 620 การปะทะที่หยางเจวี้ยนหลิ่ง(2)
บทที่ 620 การปะทะที่หยางเจวี้ยนหลิ่ง(2)
ที่ด้านล่างของเทือกเขาหยางเจวี้ยนหลิ่ง หลิวเถี่ยได้นำทหารม้าเคลื่อนทัพไปตามเส้นทางบนภูเขา
โดยปกติกวานเสี่ยวโหรวจะไม่ค่อยได้ขี่ม้า และฝีมือการขี่ม้าของนางนั้นก็ยังสู้ถังเสียวเป่ยไม่ได้ หลายครั้งที่เส้นทางบนภูเขาที่มีทางโค้งและคับแคบ ก็ทำให้นางเกือบจะพุ่งชนก้อนหิน
แต่กวานเสี่ยวโหรวก็ยังคงพยายามควบคุมม้าศึก เพื่อตามหลังทหารม้าไปอย่างใกล้ชิด
โชคดีที่หมอกหนา เส้นทางบนภูเขาที่คับแคบและคดเคี้ยว ทำให้พวกหลิวเถี่ยวิ่งได้ไม่เร็วนักไม่เช่นนั้นกวานเสี่ยวโหรวก็คงจะตามพวกเขาไม่ทันจริง ๆ
และระยะทางที่ต้องมุ่งหน้าไปก็ยังเหลืออีกสามลี้ก่อนจะถึงหยางเจวี้ยนหลิ่ง ทว่าด้านหน้าซ้ายมือกลับเกิดเปลวไฟลุกโชนขึ้น
คิ้วของหลิวเถี่ยขมวดเข้าหากันทันที
ก่อนหน้านี้ เขาทำการขนส่งสินค้าไปที่ตัวอำเภอบ่อยครั้ง จึงคุ้นเคยกับพื้นที่โดยรอบเป็นอย่างดี
แม้ว่าหมอกจะปกคลุม แต่ตำแหน่งที่เปลวไฟปรากฏขึ้นนั้น ทำให้หลิวเถี่ยรู้ได้ในทันทีว่าสถานที่เกิดเพลิงไหม้ก็คือหยางเจวี้ยนหลิ่ง!
“ฮูหยิน เกิดเพลิงไหม้ที่หยางเจวี้ยนหลิ่ง ต้องมีการต่อสู้กันเกิดขึ้นแล้วแน่นอน ฮูหยินค่อย ๆ ตามหลังข้ามาเถิด ข้าจะนำคนล่วงหน้าไปก่อน!”
หลิวเถี่ยหันไปบอกกวานเสี่ยวโหรวแล้วตะโกนออกคำสั่ง “ฟางโจว เจ้าพาคนมาคุ้มกันฮูหยินหนึ่งหมู่ ส่วนคนที่เหลือตามข้ามา!”
พูดจบ เขาก็ไม่รอช้าและรีบนำคนเร่งความเร็วไปด้านหน้าทันที
แต่เส้นทางบนภูเขาช่วงนี้แคบเกินไป เป็นพื้นที่ขรุขระและไม่เรียบ พวกของหลิวเถี่ยจึงไม่สามารถวิ่งได้
และทำความเร็วได้มากกว่าเดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ประกอบกับหมอกหนาที่ทำให้มองไม่ชัด เมื่อเข้าโค้งจึงทำให้ผู้คุ้มกันภัยสองคนพุ่งออกนอกเส้นทาง
โชคดีที่ใต้ถนนภูเขาแห่งนี้เป็นทุ่งนาไม่ใช่หน้าผา มิเช่นนั้นผู้คุ้มกันสองคนนี้คงได้จบชีวิตลงแน่
ด้วยความล่าช้าของผู้คุ้มกันสองคนนี้ หลิวเถี่ยไม่เพียงไม่สามารถทิ้งกวานเสี่ยวโหรวไว้ข้างหลังได้ กลับกลายเป็นว่าต้องให้กวานเสี่ยวโหรวหยุดรอเขา…
หลิวเถี่ยตบต้นขาตัวเองอย่างกระวนกระวายใจแต่เขาก็ไม่กล้าเสี่ยงอีกแล้ว จึงสั่งให้กองกำลังชะลอความเร็วในการเดินทางลง
กวานเสี่ยวโหรวเงยหน้าขึ้นมองแสงไฟจากที่ไกล ๆ และในใจของนางก็ร้อนรนมาก แต่นางก็ไม่กล้าเร่งเร้าหลิวเถี่ย
อีกด้านหนึ่ง เฉินซือเหยียยืนพิงก้อนหินขนาดใหญ่ ดูแสงไฟด้านหน้าด้วยความรู้สึกที่ตรงกันข้ามกับกวานเสี่ยวโหรวและหลิวเถี่ยโดยสิ้นเชิง
เพราะการกระทำครั้งนี้เป็นแผนที่เขาคิดขึ้นเอง แผนการกำจัดธนูจ้งหนู่และกลุ่มคนงานหญิงก็เป็นความคิดของเฉินซือเหยียเช่นกัน
เขาใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาทั้งชีวิตในการวางแผนทำเรื่องต่าง ๆ และยังเก่งในการคาดเดาใจผู้คน
ก่อนที่เฉินซือเหยียจะก่อการกบฏ จินชวนนั้นรุ่งเรืองมาก ชาวบ้านครึ่งหนึ่งในอำเภอทำงานอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างและโรงงานของจินเฟิง
ไม่เพียงแต่จะเลี้ยงตัวเองได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเลี้ยงดูคนในครอบครัวและช่วยเหลือญาติที่ยากจนได้อีกด้วย
เมื่อมีเงินเหลือก็สามารถพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น
ส่วนชาวบ้านที่ไม่ได้ทำงานในสิ่งที่จินเฟิงดูแล ก็มีหนทางทำมาหากินของตัวเองอยู่บ้าง
แต่ก่อนถ้าคนล่าสัตว์ได้เหยื่อขนาดใหญ่อย่างหมูป่าจะต้องนำไปขายที่ตัวอำเภอ ซึ่งมักจะต้องให้พ่อค้าขายเนื้อหลาย ๆ คนมารวมเงินซื้อ
ไม่ใช่ว่าพ่อค้าขายเนื้อคนเดียวซื้อหมูป่าไม่ไหว แต่เป็นเพราะประชาชนที่ซื้อเนื้อสัตว์นั้นมีน้อยเกินไป หมูป่าหนึ่งตัวใช้เวลาในการขายหลายวันก็ยังขายไม่หมด
ต้าคังก็ไม่มีตู้เย็น ถ้าขายเนื้อไม่หมดก็จะเน่า
ในตัวอำเภอยังเป็นเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหมู่บ้านและเมืองเล็ก ๆ
ร้านขายเนื้อในหมู่บ้านกล้ารับเพียงกระต่ายป่า ไก่ป่าและสัตว์ป่าขนาดเล็กเท่านั้น
บางครั้งก็ยังขายไม่ออก จึงต้องแปรรูปเป็นเนื้อรมควันหรือเนื้อแดดเดียวเพื่อถนอมอาหาร
ปัจจุบัน หากนายพรานได้หมูป่ามาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องส่งไปที่ตัวอำเภอ แต่ถ้าหากใกล้ ๆ มีโรงงานของจินเฟิงก็สามารถส่งไปขายได้เลย
หากบริเวณใกล้เคียงไม่มีโรงงาน ก็สามารถขายให้กับร้านขายเนื้อในตัวเมืองได้
ปัจจุบันนี้ ชีวิตของประชาชนในอำเภอนั้นดีขึ้นอย่างมาก มีผู้คนซื้อเนื้อสัตว์มากขึ้น ร้านขายเนื้อนตัวเมืองก็กล้ารับหมูป่าแล้ว
นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่จินเฟิงนำมาให้อำเภอจินชวน
ไม่ต้องกล่าวถึงผู้คนที่อยู่กันอย่างสงบสุข แต่ในปีนี้ผู้คนที่ล้มตายเพราะความหนาวเหน็บและความอดอยากนั้นน้อยกว่าปีก่อน ๆ เก้าในสิบส่วน
ทว่าการทำลายง่ายกว่าการสร้างเสมอ หลังจากที่เฉินซือเหยียลงมือ ความเจริญรุ่งเรืองที่จินเฟิงนำมาให้ก็ถูกทำลายลงอย่างง่ายดายราวกับฟองสบู่
เวลาเพียงไม่กี่วัน อำเภอจินชวนที่เคยเจริญรุ่งเรืองก็เต็มไปด้วยความทุกข์
โจรนับไม่ถ้วนได้หลั่งไหลเข้ามาดั่งฝูงตั๊กแตนที่กระจายไปทุกหนทุกแห่ง เสบียงทุกอย่างที่กินได้ล้วนถูกกวาดไปจนหมดสิ้น
นี่คืออานุภาพของนักวางแผน!
เฉินซือเหยียเองก็ปลาบปลื้มใจกับแผนการในครั้งนี้ไม่น้อย
ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของเขา ดีไม่ดีราบรื่นกว่าที่วางแผนไว้เสียอีก
เพราะเขาเองก็ไม่คาดคิดว่าจะมีผู้คนมากมายอาสารับบทเป็นโจร
เฉินซือเหยียวางแผนทุกอย่างก็เพื่อกดดันจางเหลียง ให้จางเหลียงละทิ้งการปราบปรามโจรและกลับมาปกป้องอำเภอจินชวนโดยเร็ว
เมื่อไม่กี่วันก่อน จางเหลียงได้รับข่าวร้ายว่ามีโจรที่จินชวน จึงได้รีบเรียกกองทัพเจิ้นเหยวี่ยนกลับมา แล้วรีบเดินทางมาโดยเร็ว
แต่แล้วในขณะที่เหล่าผู้มีอำนาจคิดว่าแผนของเฉินซือเหยียได้ผลแล้ว จางเหลียงก็ได้บุกโจมตีโจรท้องถิ่นอีกครั้ง
อีกทั้งเพื่อเป็นการแก้แค้น เพราะจางเหลียงได้ใช้กลอุบายโดยการอ้อมไปตีที่มั่นของโจรท้องถิ่นถึงสองแห่ง
ซึ่งที่มั่นของโจรท้องถิ่นทั้งสองแห่งนี้เป็นพื้นที่ซับซ้อน มีโจรอาศัยอยู่มาก ทั้งยังมีการเก็บเสบียงไว้มากมาย จึงเป็นที่ที่เหล่าขุนนางหรือผู้มีอำนาจใช้ในการสำรองเสบียงอาหารเอาไว้มากที่สุด
คนใหญ่คนโตและโจรท้องถิ่นต่างก็ไม่คาดคิดว่าในยามนี้จางเหลียงยังจะกล้าอ้อมมาโจมตี จึงทำให้พวกตนตั้งตัวไม่ทันและพ่ายแพ้ในที่สุด
ตอนนี้พวกเขาต่างก็ได้รับความสูญเสียอย่างหนัก ก่อนจะโทษว่าจางเหลียงและจินเฟิงเป็นพวกคนบ้า แล้วก็รีบส่งจดหมายไปให้เฉินซือเหยียเพื่อเร่งการรบที่จินชวน
แต่แท้จริงแล้วจางเหลียงไม่ได้บ้า เพียงแต่เขาได้รับจดหมายจากจินเฟิง
เหล่าขุนนางไม่อยากให้จินเฟิงได้อยู่อย่างสบาย จินเฟิงก็จะไม่ให้พวกเขาได้อยู่อย่างสบายเช่นกัน
เมื่อรู้ว่าจางเหลียงคงไม่สามารถกลับไปได้ในเวลาอันสั้น จินเฟิงจึงได้สั่งให้จางเหลียงไม่ต้องสนใจจินชวน แต่ให้กวาดล้างพวกโจรให้สิ้นซาก
เฉินซือเหยียได้รับจดหมายจากเหล่าขุนนางแล้ว เพื่อที่จะเพิ่มแรงกดดันจึงได้ว่าจ้างโจรที่เป็นโจรจริง ๆ อีกกลุ่มไกว่จือโกว แล้วยกขบวนไปตีซีเหอวาน
แต่คิดไม่ถึงว่าเดินมาได้ครึ่งทาง ก็จะถูกคนงานหญิงจากเขาเถี่ยกว้านเข้าขัดขวาง
เหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้กองกำลังของเฉินซือเหยียก็ไม่คาดคิดเช่นกัน
เพราะเขาเถี่ยกว้านเกี่ยวข้องกับสูตรสบู่หอม ซึ่งปกติแล้วจะมีการควบคุมอย่างเข้มงวด เฉินซือเหยียจึงไม่ค่อยได้รับข่าวสาร
เพียงแค่รู้ว่าโรงงานสบู่หอมของจินเฟิงอยู่ที่นี่ คนงานที่ใช้ต่างก็เป็น ‘ม้าเนื้อ’ จากที่มั่นของโจรท้องถิ่นเดิม รวมถึงทาสที่ซื้อมาจากตลาดนายหน้า
ส่วนอย่างอื่นก็ไม่รู้แล้ว
แต่ว่าเฉินซือเหยียกลับไม่ใส่ใจนัก
กลุ่มคนงานหญิงอ่อนแอเช่นนี้ มีอะไรให้ต้องใส่ใจ
นอกจากการทำสบู่หอมแล้ว พวกนางจะทำอะไรได้อีก
แต่ความเป็นจริงกลับตบหน้าเขาอย่างแรง
เพราะว่าอยากที่จะเอาชนะคนงานหญิงจากโรงงานสิ่งทอในงานแข่งขันกีฬาในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า คนงานหญิงจากเขาเถี่ยกว้านจึงได้ฝึกฝนการควบคุมเครื่องเหวี่ยงหินและธนูจ้งหนู่จนเชี่ยวชาญเหมือนผู้คุ้มกันภัยหญิงและสุดท้ายก็สามารถสกัดกั้นทางเดินเขาไว้ได้อย่างแน่นหนา
เฉินซือเหยียสั่งให้โจมตีหลายครั้ง แต่กลับถูกคนงานหญิงโจมตีกลับจนต้องถอยออกมา
กลุ่มโจรท้องถิ่นได้รับความสูญเสียอย่างย่อยยับ ในขณะที่คนงานหญิงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแม้แต่คนเดียว
แม้ว่าเฉินซือเหยียจะนำเครื่องเหวี่ยงหินมาด้วย แต่เครื่องเหวี่ยงหินของเขากลับเป็นรุ่นดั้งเดิมที่จินเฟิงใช้ในชิงสุยกู่ ระยะการยิงสู้รุ่นปรับปรุงที่คนงานหญิงใช้ไม่ได้ เขาเลยไม่กล้าที่จะนำออกมาใช้
พวกโจรที่แสนกล้าหาญกลับถูกคนงานหญิงที่แสนอ่อนแอขวางกั้นไว้ที่หยางเจวี้ยนหลิ่ง
หากต้องการที่จะเลี่ยง หยางเจวี้ยนหลิ่งก็ต้องเดินอ้อมภูเขาเพิ่มอีกหลายสิบหลี่
เฉินซือเหยียจึงจำเป็นต้องหยุดการโจมตีชั่วครู่ จนกว่าจะถึงเวลากลางคืน เมื่อหมอกลงหนามากพอจึงค่อยโจมตีอีกครั้ง
เพื่อที่จะลดความสูญเสียฝั่งตนเอง เฉินซือเหยียจึงให้โจรที่เป็นกองกำลังหลักซ่อนตัวอยู่ในหมอกหนา จากนั้นจึงส่งคนถือหุ่นฟางไปหลอกล่อ
ด้วยวิธีนี้จึงทำให้คนงานหญิงหลงกลตามคาดหมายและด้วยความตื่นตระหนกจึงยิงธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหินออกไป
เฉินซือเหยียจึงสั่งการให้โจรท้องถิ่นบุกเข้าไปยังแนวหน้าของคนงานหญิง ก่อนที่พวกนางจะบรรจุลูกธนูหรือก้อนหินใหม่