ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 621 การปะทะที่หยางเจวี้ยนหลิ่ง(3)
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 621 การปะทะที่หยางเจวี้ยนหลิ่ง(3)
บทที่ 621 การปะทะที่หยางเจวี้ยนหลิ่ง(3)
ขณะที่พวกโจรท้องถิ่นกำลังโจมตี ทำให้คนงานหญิงและฉินเฟยมุ่งความสนใจไปที่การต่อสู้ เฉินซือเหยียก็ส่งคนนำเครื่องเหวี่ยงหินมาอีกครั้งและก็สามารถทำลายธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหินของพวกคนงานหญิงได้ในครั้งเดียว
แม้ว่าเมื่อเผชิญหน้ากันในการต่อสู้ระยะประชิด ธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหินจะไม่สามารถโจมตีได้อีก แต่ก็ยังคงสามารถปิดกั้นเส้นทางบนภูเขาที่อยู่ด้านหลังพวกโจรท้องถิ่นได้ ทำให้พวกโจรที่บุกเข้ามาแล้วไม่สามารถถอยกลับไปได้และไม่ให้พวกโจรที่อยู่ด้านหลังเข้ามาช่วยเหลือได้
หลังจากทำลายธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหินได้แล้ว พวกโจรก็หมดความกังวลนี้ไป จึงกรูกันเข้ามาโจมตีแนวรบของเหล่าคนงานหญิงอย่างบ้าคลั่ง
ฉินเฟยไม่สนใจเครื่องเหวี่ยงหิน และได้สั่งให้เหล่าผู้คุ้มกันภัยใช้โล่ป้องกันตัวและสวมหมวกเกราะที่ทำจากหม้อไว้เพื่อต้านทานพวกโจ จากนั้นก็จัดระเบียบให้เหล่าคนงานหญิงใช้ไม้ไผ่ยาวโจมตีกลับ
ต้องบอกว่ารูปแบบการรบแบบแฟแลงซ์แห่งมาซิโดเนียเหมาะกับหยางเจวี้ยนหลิ่งมาก
ชั่วครู่หนึ่งเหล่าคนงานหญิงและผู้คุ้มกันภัยก็สามารถต้านทานพวกโจรท้องถิ่นไว้ได้
เฉินซือเหยียที่เพิ่งได้รับรายงานก็รีบส่งพวกโจรเข้าไปพร้อมเหยวี่ยงไหน้ำมันข้ามไปทันที
โล่ป้องกันตัวและหมวกหม้อสามารถต้านทานคมดาบของพวกโจรได้ แต่ไม่สามารถต้านทานไฟที่โหมกระหน่ำได้
ผู้คุ้มกันภัยที่ฉินเฟยนำมาด้วยนั้นมีจำนวนไม่มากนัก และในครั้งนี้ก็ถูกไฟคลอกตายไปเกือบหมด
ผู้ที่โชคดีรอดชีวิตมาได้ก็ถูกไฟคลอกอย่างรุนแรงจนสูญเสียความสามารถในการต่อสู้
เขาเถี่ยกว้านรู้ว่าความจงรักภักดีของเหล่าคนงานหญิงต่อจินเฟิงนั้นไม่ต้องสงสัย แต่พวกนางไม่ได้รับการฝึกฝนอย่างมืออาชีพ เมื่อไม่มีผู้คุ้มกันภัยคอยถือโล่กันอยู่ข้างหน้า แนวรบก็ถูกพวกโจรตีแตกทันที!
เมื่อไม่มีธนูจ้งหนู เครื่องเหวี่ยงหินและโล่ป้องกันตัวของผู้คุ้มกันภัย เหล่าคนงานหญิงก็ทำได้เพียงต่อสู้ระยะประชิดกับพวกโจรท้องถิ่น
ไม้ไผ่ในมือก็ยาวเกินไป ทำให้สะดวกในการแทงแต่ในการต่อสู้ระยะประชิดก็ไม่สามารถใช้ได้เต็มที่ ฝ่ายของคนงานหญิงจึงตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบอย่างสิ้นเชิง
และจำนวนผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว!
ขณะที่ฉินเฟยและจั่วเฟยเฟยกระวนกระวายและโกรธแค้นอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงกีบม้าจำนวนมากดังมาจากทางด้านหลัง
ฉินเฟยมีทั้งความคาดหวังและความระมัดระวังปรากฏอยู่บนใบหน้า
เสียงกีบม้าที่ดังมาจากทิศทางของซีเหอวาน อาจจะเป็นกองหนุนก็เป็นได้
จากเสียงกีบม้าที่ดังถี่ ๆ พอจะบอกได้ว่ากองหนุนมีจำนวนไม่น้อย
หากเป็นเช่นนี้ กลุ่มคนงานหญิงก็ยังมีโอกาสรอด
แต่ถ้าเป็นศัตรูมา พวกนางก็อาจจะกลายเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบและถูกโจมตีจากทั้งหน้าและหลังจนอาจต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ท่ามกลางความขัดแย้งในจิตใจ ฉินเฟยก็เห็นม้าศึกฝ่าหมอกจาง ๆ เข้ามา
แม้หมอกจะหนามากจนมองไม่เห็นใบหน้าของผู้มาเยือน แต่ฉินเฟยก็เห็นว่าเป็นธงสีดำของสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยน!
ฉินเฟยจึงรีบกระโดดลงจากก้อนหินวิ่งไปหาขบวนม้าด้านหน้าทันที
“เหล่าฉิน สถานการณ์เป็นอย่างไร!”
หลิวเถี่ยรั้งม้าไว้ก่อนจะเอ่ยถาม
เพราะหมอกหนามากจนเขาไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ในสนามรบได้อย่างชัดเจน
ฉินเฟยไม่ทันได้เอ่ยทักถ่ายหลิวเถี่ยก็รีบถาม “เถี่ยจือ เจ้าพาคนมาเท่าใด?”
“แปดสิบคน!”
“ล้วนเป็นทหารม้าหรือไม่?”
“ใช่และทุกคนสวมชุดเกราะด้วย!”
“ถ้าข้าถอนกำลังคนงานหญิงออกไป พวกเจ้า 80 คนจะรับมือกับโจรได้หรือไม่?”
“เส้นทางในภูเขาแคบเช่นนี้ พวกข้ารับมือได้แน่!”
หลิวเถี่ยพยักหน้าอย่างมั่นใจ แล้วถามอีกครั้งว่า “แล้วตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร?”
“ไม่ดีเลย!” ฉินเฟยส่ายหน้า “หากพวกเจ้าไม่มาภายในครึ่งชั่วยามนี้ คนงานหญิงก็คงจะตายหมด!”
“เจ้ารีบให้พวกนางถอยออกมาเดี๋ยวนี้!” หลิวเถี่ยกล่าวอย่างร้อนใจ
“ทราบ!”
ฉินเฟยหันหลังและวิ่งออกไปทันทีเมื่อได้ยิน
เขาวิ่งพลางตะโกน “หัวหน้าโรงงานจั่ว หมิงจิน ถอยทัพ! ถอยทัพเร็วเข้า!”
หง่าง! หง่าง! หง่าง! ……
เสียงฆ้องดังกังวานไปทั่วหยางเจวี้ยนหลิ่ง
เหล่าคนงานหญิงที่ไม่มีทางต่อสู้ได้อยู่แล้วได้ยินเสียงฆ้องก็เริ่มถอยทัพทันที
เฉินซือเหยียที่อยู่ที่อีกฟากหนึ่งของสมรภูมิไม่ได้ยินเสียงกีบม้า และเป้าหมายของเขาไม่ใช่คนงานหญิงเหล่านี้ แต่เป็นซีเหอวาน
ยิ่งไปกว่านั้น หมอกยังหนาทึบ เฉินซื่อเหยียกลัวว่าอีกฝ่ายจะมีเล่ห์กลจึงไม่ได้ให้โจรไล่ตามคนงานหญิง แต่สั่งให้พวกโจรรวมพลและเตรียมที่จะออกจากหยางเจวี้ยนหลิ่งอย่างรวดเร็วและเดินทางต่อไป
หมอกหนาทึบเช่นนี้ไม่ได้มีทุกวัน เฉินซื่อเหยียต้องอาศัยความมืดของค่ำคืนนี้เพื่อตีซีเหอวานให้ได้!
ก็เพราะการตัดสินใจของเฉินซือเหยียเป็นเช่นนี้ คนงานหญิงจึงสามารถล่าถอยได้สำเร็จ
และพวกโจรก็ยึดครองแนวของคนงานหญิงทั้งยังถืออาวุธโห่ร้องกันเกรียวกราว
แต่ยังไม่ทันที่เสียงโห่ร้องจะจบสิ้น ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น
จากนั้นก็เห็นกองกำลังหน่วยหนึ่งเดินออกจากหมอกด้วยขบวนที่เป็นระเบียบ
ทุกคนสวมใส่ชุดเกราะสีดำอย่างมิดชิด เหลือเพียงดวงตาที่โผล่ออกมา
แม้ว่าเส้นทางเดินบนภูเขาจะไม่แคบนัก แต่ก็ไม่ได้กว้างม้าศึกจึงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทหารม้าได้อย่างเต็มที่ กลับจะง่ายต่อการที่โจรจะมาฟันม้าศึกให้บาดเจ็บได้
ดังนั้นหลิวเถี่ยจึงได้คิดเอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เดินทางมาแล้วว่าจะต้องต่อสู้ด้วยอาวุธกับพวกโจร!
พวกเขามีชุดเกราะดำ กองทหารราบชั้นยอดของตานจูพวกเขายังไม่กลัว แล้วจะต้องกลัวโจรท้องถิ่นไปทำไม?
ชุดเกราะดำล้วนใหม่เอี่ยมวาววับ เมื่อกองกำลังเคลื่อนไปข้างหน้า ก็เกิดเสียงโลหะเสียดสีกันดังก้อง
ประกอบกับเสียงฝีเท้าและการตั้งแถวที่เป็นระเบียบ ส่งให้ผู้สวมใส่ชุดเกราะสีดำนั้นดูเป็นนี่น่าเกรงกลัวมากยิ่งขึ้น…
กองกำลังที่คุ้มกันภัยนี้แสดงให้เห็นถึงพลังที่เข้มแข็ง แม้ว่าการต่อสู้ยังไม่เริ่มต้น แต่กลับกดดันโจรท้องถิ่นได้อย่างหมดสิ้น!
หัวหน้ากลุ่มโจรกลืนน้ำลายลงคอ และมีความคิดที่อยากจะล่าถอยก็เกิดขึ้น
ทว่าเฉินซือเหยียเพียงแค่จ่ายเงินมัดจำให้เท่านั้น เพราะหากว่าหลบหนีไปในเวลานี้ เงินที่เหลือก็จะไม่ได้แล้ว
พวกเขามาจากแดนไกลทั้งยังมีผู้เสียชีวิตอีกมากมาย หากกลับไปเช่นนี้ก็จะขาดทุนอย่างมาก หัวหน้าใหญ่ก็คงจะไม่ไว้ชีวิตเขาเป็นแน่!
กองกำลังคุ้มกันภัยยังคงเดินหน้าอยู่ การจะไปขอคำสั่งในเวลานี้ก็คงไม่ทันแล้ว
คิดได้ดังนี้ หัวหน้ากลุ่มโจรก็กัดฟันก่อนจะชูมีดคำรามว่า “สหาย จัดการพวกมันให้สิ้นซาก!”
กล่าวจบก็ชูมีดวิ่งนำหน้าออกไป
โจรท้องถิ่นคนอื่น ๆ ที่แต่เดิมทีมีความหวาดกลัวอยู่บ้าง เมื่อเห็นหัวหน้าเป็นผู้นำ ก็ได้แต่กรูกันตามไป
พวกเขาเพิ่งจะสังหารคนงานหญิงไป เมื่อได้รุดหน้ามาก็ยิ่งมีไฟ คนไม่มีผู้ใดสังเกตว่าผู้เป็นหัวหน้าค่อย ๆ ลดความเร็วลงและหลบไปอยู่ด้านหลัง
“ฟัน!”
หลิวเถี่ยคำราม ผู้คุ้มกันภัยชักดาบทมิฬออกมาในทันที
ในเวลาถัดมา กลุ่มโจรก็วิ่งเข้ามาประสานกับแนวรบของเหล่าผู้คุ้มกันภัย
แม้ว่าโจรท้องถิ่นกลุ่มนี้จะเป็นโจรที่เฉินซือเหยียเป็นผู้รวบรวมมา แต่โจรก็ยังคงเป็นโจรวันยังค่ำ การรังแกคนงานหญิงนั้นย่อมทำได้ไม่ยาก แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเหล่าทหารผ่านศึกผู้ชำนาญและแข็งแกร่งนำโดยหลิวเถี่ยก็ยากที่จะต่อกร
เหล่าทหารผ่านศึกนั้นฟันแทงได้อย่างเฉียบขาดและโหดเหี้ยม
แทบทุกการฟันแทงจะมุ่งไปยังจุดสำคัญของเหล่าโจร
บรรดาโจรท้องถิ่นก็มีผู้ที่กล้าแกร่งอยู่บ้าง แต่เกราะดำของเหล่าทหารผ่านศึกนั้นแข็งแกร่งเกินไป พวกโจรไม่สามารถฟันหรือแทงทะลุเกราะได้
ฉะนั้นการต่อสู้ในครั้งนี้ทำให้โจรท้องถิ่นมิอาจต้านทานเหล่าผู้คุ้มกันภัยได้
เนื่องจากหมอกหนา กลุ่มโจรที่อยู่ด้านหลังยังไม่รู้ว่าเกิดเหตุใดขึ้น และพวกเขาก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนงานหญิงอีกครั้ง จึงวิ่งกรูกันมาคนแล้วคนเล่า
หัวหน้าใหญ่เคยกล่าวไว้ว่าหลังจากสงครามจะจ่ายรางวัลตามจำนวนหู ใครที่หูได้มากก็จะได้รับรางวัลมาก
ทว่าในตอนนี้กลับมีหมอกหนาทึบเกินไป เมื่อพวกโจรวิ่งมาจนเห็นแนวรบของเหล่าผู้คุ้มกันภัยแล้ว เมื่อคิดจะเปลี่ยนใจก็สายเกินไปเสียแล้ว
พวกโจรทางด้านหลังยังคงรุกเข้ามาเรื่อย ๆ พวกมันคิดจะถอยก็ถอยไม่ได้แล้ว จึงจำต้องถูกต้อนให้บุกไปข้างหน้าต่อไป
ผ่านไปสิบกว่านาที เฉินซือเหยียจึงรู้ว่าได้ปรากฏกลุ่มชุดเกราะดำขึ้นในสนามรบ
พวกเขาเป็นกองกำลังคุ้มกันจากซื่อชวน ความน่ากลัวของพวกกลุ่มชุดเกราะดำเป็นที่เด่นชัด!
พวกเขาเป็นกองกำลังชั้นยอดที่แม้แต่ตานจูส่งทหารราบชั้นยอดมาเป็นสิบเท่ามาสู้ ก็ยังไม่สามารถขัดขวางได้
ตั้งแต่ตอนที่เดินทางมาจากซื่อชวน เฉินซือเหยียก็คิดอยู่เสมอว่าจะทำอย่างไรหากต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มชุดเกราะดำ
หลังจากคิดมาตลอดทาง เขาก็คิดหาวิธีได้สำเร็จ
“เร็วเข้า ให้คนไปบรรจุไหน้ำมัน แล้วโจมตีด้วยไฟออกไปเท่านั้นถึงจะจัดการกลุ่มชุดเกราะดำได้”