ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 630 ชีวิตขมขื่น
บทที่ 630 ชีวิตขมขื่น
คนที่โหวจื่อส่งไปยังไม่กลับมา ถังเสียวเป่ยจึงช่วยสอบถามให้จินเฟิงก่อน
แต่ละอาชีพต่างมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เป่ยเชียนสวินมีฝีมือเก่งกาจและยังได้รับการฝึกฝนให้ทนทานต่อการถูกบังคับสอบสวนอย่างโหดร้าย
หากใช้วิธีทรมานอย่างหนัก อาจจะไม่ได้คำตอบอะไรเลยเหมือนตอนที่อยู่ในเรือนจำที่ซื่อชวน ในตอนนั้นเป่ยเชียนสวินก็ไม่ยอมพูดอะไรเลย
แต่ถังเสียวเป่ยไม่ใช้วิธีนั้น นางเลือกที่จะพูดจาอย่างเอาใจ และเล่าเรื่องราวในครอบครัวอย่างเปิดอก
เป่ยเชียนสวินกับถังเสียวเป่ยถือว่าเป็นคนคุ้นเคยกันมานาน หลังจากที่เป่ยเชียนสวินช่วยชีวิตถังเสียวเป่ยไว้ ทั้งสองก็ได้อยู่ด้วยกันหลายวัน
แต่อารมณ์ของคนจะได้รับผลกระทบจากร่างกาย ตอนนั้นเป่ยเชียนสวินมีความมั่นใจสูง ส่วนถังเสียวเป่ยมีอารมณ์ตกต่ำและยังกังวลเรื่องหอการค้าจึงไม่มีใจไปสอบถาม
ตอนนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร เป่ยเชียนสวินกำลังตกอับ
การได้พบคนรู้จักในต่างถิ่น ย่อมทำให้รู้สึกใกล้ชิดได้ง่าย โดยเฉพาะเวลาที่ตัวเองอ่อนแอ
ดังนั้นการพบกันครั้งนี้ เป่ยเชียนสวินจึงไม่มีความหยิ่งผยองเหมือนแต่ก่อน และลดความระมัดระวังลงโดยไม่รู้ตัว
ภายใต้การชักนำของถังเสียวเป่ย อะไรที่ถูกถามนางก็ตอบทั้งหมด โดยไม่รู้ตัวว่าเรื่องราวในอดีตแทบจะถูกถังเสียวเป่ยล่วงรู้จนหมดแล้ว
และในที่สุด จินเฟิงก็ได้รู้ว่าทำไมเป่ยเชียนสวินถึงได้มาอยู่ที่นี่และมีเรื่องกับโจรท้องถิ่น
หลังจากแยกจากจินเฟิง เป่ยเชียนสวินก็ออกไปตระเวนไปตามที่ต่าง ๆ แล้วได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังตกปลาอยู่แถวนั้น
พ่อแม่ของนางออกไปจับปลาในฤดูใบไม้ร่วง แล้วเจอโจรแม่น้ำเข้า และเพราะไม่ยอมมอบเรือประมงที่ใช้เลี้ยงชีพ ให้พวกโจร พวกเขาจึงถูกฆ่าตายและทิ้งให้หญิงสาวอยู่กับน้องสาวตัวน้อยสองคน
เป่ยเชียนสวินคุยกับหญิงสาวคนนั้นจนถูกคอ อาจเพราะเหนื่อยจากการเดินทางไกล นางจึงได้ไปพักอยู่ที่บ้านของหญิงสาวคนนั้นชั่วคราว
หลังจากใช้ชีวิตอยู่กับนางนานขึ้น ก็รู้สึกว่ายิ่งเข้ากันได้ดี ทั้งสองจึงกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน
เป่ยเชียนสวินคิดว่าหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ไม่เลว จึงตั้งใจจะซื้อเรือประมงลำหนึ่ง หลังจากนั้นก็จะตั้งรกรากที่นี่ ไม่ออกตระเวนไปทั่วอีกแล้ว
แต่ในวันที่นางไปรับเรือนั้น มีกลุ่มโจรท้องถิ่นบุกเข้ามาในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้
กว่าที่เป่ยเชียนสวินจะนำเรือประมงกลับมาจากในเมือง ก็ได้พบร่างที่ไร้วิญญาณของหญิงสาวคนนั้น และรอยแผลที่น่าตกใจบนร่างของนางเสียแล้ว!
ในตอนนั้นเป่ยเชียนสวินโกรธจัดและพยายามไล่ตามไปกำจัดพวกโจร
แต่เพื่อที่จะแสดงอำนาจ หัวหน้าโจรก็ได้ส่งคนไปฆ่าล้างหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนั้น!
ทั้งสองฝ่ายจึงผูกอาฆาตกันด้วยเหตุนี้
เป่ยเชียนสวินมีฝีมือสูงส่ง ปรากฏตัวและหายตัวไปราวกับวิญญาณ พวกโจรมีกำลังคนไม่มาก จึงไม่กล้าลงจากภูเขา ไม่อย่างนั้นออกมาคนหนึ่งก็ตายคนหนึ่ง
ต่อให้ลงจากภูเขาไปซื้อเกลือแค่ห่อเดียว ก็ต้องให้โจรอย่างน้อยหลายสิบคนไปด้วยกันจึงจะได้
ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีโจรท้องถิ่นถูกเป่ยเชียนสวินลอบสังหารเป็นครั้งคราว
ทั้งสองฝ่ายจึงต่อสู้กันอย่างคับขันเช่นนี้
จนกระทั่งเมื่อวานนี้ ไม่รู้ว่าพวกโจรไปรู้ที่ซ่อนตัวของเป่ยเชียนสวินและเด็กได้อย่างไร จึงยกทัพออกมาล้อมเนินเขาเล็ก ๆ แห่งนั้น
ตอนที่เป่ยเชียนสวินพาเด็กหลบหนี นางก็ถูกลูกธนูยิงโดนขา
หากไม่ใช่ว่าบังเอิญเจอกับหน่วยลาดตระเวนที่โหวจื่อส่งออกไปสำรวจเส้นทาง นางอาจจะต้องตายที่นี่แล้ว
“ชีวิตของท่านพี่เชียนสวินช่างขมขื่น” ถังเสียวเป่ยกล่าวอย่างสะเทือนใจ “เจอกับคุณหนูที่ดีต่อตัวเอง แต่กลับถูกตระกูลเซวียทำร้าย เมื่อกำลังจะหาที่ตั้งหลักปักฐานได้แล้ว แต่ก็ยังถูกพวกโจรรังแก”
“ผู้คนใต้หล้านี้ย่อมต้องพบเจอกับความทุกข์!” จินเฟิงถอนหายใจ
ในช่วงดึก คนที่โหวจื่อส่งคนออกไปก็กลับมารายงานว่าข้อมูลที่ได้นั้นใกล้เคียงกับที่ถังเสียวเป่ยบอกไว้
จินเฟิงจึงคลายความกังวลลงได้
เนื่องจากเสียเวลากับเรื่องของเป่ยเชียนสวินไปไม่น้อย วันรุ่งขึ้นขบวนก็ออกเดินทางต่อทันที
สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากชวนสู่ไม่ไกลแล้ว ระหว่างทางก็เป็นไปตามที่จินเฟิงคาดการณ์ไว้ ยิ่งเดินทางต่อไป ก็ยิ่งพบผู้อพยพมากขึ้นเรื่อย ๆ และดูยากจนข้นแค้นมากขึ้นด้วย
เมื่อพวกเขาเห็นจินเฟิง หลายคนอยากเข้ามาขอทาน แต่พอเห็นว่าพวกของต้าหลิวพกดาบศึกติดตัว ชาวบ้านพากันถอยห่างออกไปด้วยความหวาดกลัว
จินเฟิงและคณะต้องการเดินทางอย่างรวดเร็ว จึงไม่ได้นำเสบียงแห้งติดตัวมามากนัก ถึงแม้จะสงสารพวกเขา แต่ก็ไม่มีทางช่วยอะไรได้
สิ่งที่ทำได้ก็เพียงแต่เพิ่มความเกลียดชังต่อเหล่าขุนนางที่พาองค์หญิงเก้าไปและยึดยุ้งฉางของตนเอาไว้
ผู้อพยพที่พบในช่วงเช้ายังพอมีข้าวของติดตัวมาบ้าง แต่คนที่เจอในภายหลังแทบจะมือเปล่าทั้งนั้น
ทุกคนดูเหมือนศพเดินได้ สายตาไร้ซึ่งความหวัง
พวกเขาได้ยินมาอย่างคลุมเครือว่าเจียงหนานอุดมสมบูรณ์ หากไปถึงเจียงหนานอาจมีชีวิตรอด
แต่เจียงหนานอยู่ที่ใด ยังต้องเดินทางไกลอีกเท่าไร และเมื่อใดจะไปถึง พวกเขาไม่มีใครรู้เลย
อย่างไรก็ตาม ทุกคนรู้ดีว่าหากยังอยู่ที่ชวนสู่ต่อไป ก็มีแต่ความตายรออยู่
ต้นไม้ข้างทางหลายต้นถูกลอกเปลือกออกจนหมด บางต้นถูกขุดรากขึ้นมา
เหล่านี้ล้วนเป็นต้นไม้ที่เปลือกและรากย่อยง่ายกว่าต้นอื่น ๆ
ทว่าต้นไม้เช่นนี้มีอยู่ไม่มากนัก และเมื่อกินเข้าไปแล้ว มักจะทิ้งกากไว้ในท้องเป็นจำนวนมาก ทำให้ขับถ่ายได้ยากลำบาก
เมื่อเข้าสู่ชวนสู่แล้ว เริ่มมีศพของราษฎรที่ตายด้วยความหิวโหย ร่างกายเย็นจัด หรือถูกฆ่าหรือตายด้วยโรคปรากฏอยู่ข้างทาง
ศพเหล่านี้ไม่มีเสื้อผ้าติดตัวเลยสักชิ้น นอนเปลือยเปล่าอยู่ข้างทางจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง
“โหดร้ายเสียจริง ถอดเอาเสื้อผ้าของพวกเขาไป อย่างน้อยก็ควรขุดหลุมฝังพวกเขาสักหน่อย”
ถังเสียวเป่ยมองศพแม่ลูกคู่หนึ่งข้างทางด้วยสายตาเวทนา “ช่างไร้มนุษยธรรมเสียจริง!”
นางเคยคิดว่าชะตาชีวิตของนางน่าสงสาร แต่พอได้เห็นคนที่ตายอยู่ข้างทางเหล่านี้ นางจึงรู้ว่าอะไรคือความน่าสงสารที่แท้จริง
“ไม่ใช่ไร้มนุษยธรรม แต่พวกเขาอยากฝังก็ฝังไม่ได้”
จินเฟิงถอนหายใจ “ตอนนี้อากาศหนาวเหน็บ ดินก็กลายเป็นน้ำแข็ง หากไม่มีเครื่องมือ พวกเขาก็ขุดหลุมไม่ได้หรอก”
“ต่อให้ชาวบ้านจะยากจนแค่ไหน ก็ต้องมีมีดทำครัวหรือจอบอยู่บ้างมิใช่หรือ เหตุใดไม่เอาติดตัวมาด้วยเวลาอพยพกันทั้งครอบครัวล่ะ?” ถังเสียวเป่ยถาม
“ข้าก็อยากรู้เช่นกัน” จินเฟิงก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน
ถึงแม้เครื่องเหล็กของแคว้นต้าคังจะเป็นของมีค่า แต่ครอบครัวชาวบ้านทั่วไปก็ยังต้องมีหนึ่งหรือสองชิ้น
เพราะหากไม่มีจอบ ก็ไม่สามารถทำนาได้ ไม่มีมีดทำครัวการประกอบอาหารก็ไม่สะดวก
แต่ผู้อพยพที่เห็นตลอดทางนั้น หลายคนมาตัวเปล่าและไม่มีอะไรติดตัวเลย
“ท่านอาจารย์อาจไม่เคยเดินทางไกลมาก่อน ถ้าเดินไปข้างหน้าอีกสักพักจะรู้เองว่าทำไม”
ต้าหลิวที่เดินตามมาด้วยกล่าว “เรื่องแบบนี้ ตอนที่พวกข้าเป็นหน่วยคุ้มกัน ก็เคยเห็นมามากแล้ว”
“อย่ามัวแต่พูดเป็นปริศนา รีบบอกมาเร็ว!”
ระหว่างทาง ภาพความทุกข์ยากที่ได้เห็นทำให้จินเฟิง รู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก และน้ำเสียงที่พูดจึงดุดันขึ้นมา
“ก็เพราะว่า เครื่องใช้ในบ้านของพวกเขา ถูกพ่อค้าข้าวยึดไปหมดแล้ว”
ต้าหลิวยื่นมือชี้ไปข้างหน้า “ท่านอาจารย์ดูตรงนั้นสิ ดูเหมือนจะมีเพิงขายข้าวอยู่นะ!”
“ไปดูหน่อยเถิด!”
จินเฟิงขมวดคิ้ว ก่อนจะสะบัดแส้ใส่ม้าศึกเบา ๆ
ม้าศึกรู้สึกเจ็บ จึงวิ่งเหยาะ ๆ ไป
“เร็วเข้า ตามข้ามาให้หมด!”
ต้าหลิวรีบเร่งผู้คุ้มกันภัยที่อยู่ด้านหลังให้ตามจินเฟิงไป
มาถึงหน้าเพิงขายข้าว จินเฟิงจึงรู้ว่าทำไมต้าหลิวถึงได้พูดว่าเครื่องเหล็กของชาวบ้านถูกพ่อค้าข้าว ‘ยึด’ ไป
ข้าง ๆ เพิงขายข้าว มีป้ายไม้ปักอยู่ป้ายหนึ่ง บนป้ายเขียนไว้ว่าเครื่องเหล็กที่ชาวบ้านใช้กันทั่วไป สามารถแลกเป็นอาหารได้เท่าไร
จินเฟิงเป็นช่างตีเหล็ก จึงรู้ดีถึงราคาของเครื่องเหล็ก
ในยามปกติมีดทำครัวเล่มหนึ่ง อย่างน้อยก็ต้องแลกข้าวฟ่างได้หนึ่งถุง แต่ที่นี่กลับแลกได้แค่สามเหลี่ยง*[1]
จอบที่ใช้เหล็กมากกว่า ก็แลกได้แค่ครึ่งจิน
สำหรับชาวบ้านหลายคน เครื่องเหล็กถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่สืบทอดกันมาในครอบครัว จอบหนึ่งเล่มใช้ได้หลายชั่วอายุคน
แต่ตอนนี้กลับถูกพ่อค้าข้าวใช้ข้าวฟ่างมาแลกแค่ครึ่งจิน
นี่มันต่างจากการปล้นกลางวันแสก ๆ อย่างไร?
[1] สามเหลี่ยง เท่ากับ 120 กรัม