ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 631 ฉวยโอกาสในยามยาก
บทที่ 631 ฉวยโอกาสในยามยาก
“มีดทำครัวเล่มหนึ่ง แลกได้แค่ข้าวฟ่างได้ไม่ถึงครึ่งจินเท่านั้นหรือ?”
ถังเสียวเป่ยมองป้ายไม้ ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“หากเจ้าต้องการแลกข้าวฟ่างสามเหลี่ยง มีดของเจ้าต้องทำจากวัสดุดี หนักเกินหนึ่งจิน ถ้าเป็นมีดเก่าที่ใช้มานานหลายปีจนเกือบสึกหมดแล้ว คงแลกข้าวฟ่างได้ไม่ถึงสามเหลี่ยงด้วยซ้ำ” ต้าหลิวกล่าว
“นี่มันการปล้นชัดๆ!” ถังเสียวเป่ยพูดอย่างโมโห
“ไม่เช่นนั้นพวกมันจะเตรียมคนมากขนาดนี้ไปทำไม?”
ต้าหลิวหัวเราะเยาะพลางเหลือบมองไปที่เพิงหญ้าคาหลังเล็ก ๆ
เพิงหลังเล็ก ๆ มีข้าวฟ่างเพียงสามถุง แต่กลับมีชายฉกรรจ์ถือดาบเฝ้ายามอยู่มากถึงสิบกว่าคน
เมื่อพวกเขาเห็นจินเฟิงกับพรรคพวกเดินมา ต่างก็ชักดาบขึ้นมาประหนึ่งเผชิญหน้ากับศัตรูคู่อาฆาต
ชาวบ้านที่เคยมุงดูอยู่แต่แรก ก็พากันหลีกทางให้และไปยืนมองอยู่ห่าง ๆ
ชายวัยกลางคนท่าทางเป็นหัวหน้า ดึงกางเกงเดินออกมาจากป่า ตามหลังมาด้วยสตรีผมยุ่งเหยิงคนหนึ่ง
หญิงผู้นั้นดูเหมือนจะเคยใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาก่อน ผิวไม่ดำคล้ำเหมือนชาวบ้านทั่วไปและไม่ผอมแห้งนัก ยังพอมีเค้าความงามให้เห็นอยู่บ้าง
เมื่อเดินออกมา นางก็มองจินเฟิงและคนอื่น ๆ ด้วยสายตาหวาดกลัว ก่อนจะหันไปมองชายวัยกลางคนอย่างออดอ้อน
ชายวัยกลางคนหยิบข้าวฟ่างสองกำมือจากถุงด้วยท่าทางร้อนรน ก่อนจะเทลงในกระบอกไม้ไผ่
แต่ดูเหมือนเขาจะรู้สึกว่าสองกำมือนั้นมากเกินไป จึงเทข้าวฟ่างออกไปอีกนิด ก่อนจะโยนกระบอกไม้ไผ่ให้หญิงผู้นั้น
นางเก็บกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมาและปิดหน้าเดินจากไป
หลังจากไล่หญิงผู้นั้นไปแล้ว ชายวัยกลางคนจึงวิ่งเหยาะ ๆ มาที่ด้านหน้าจินเฟิง ก่อนจะถามด้วยสีหน้าประจบประแจง “นายท่านมีธุระอะไรหรือไม่?”
พูดจบก็แกล้งตบเสาข้าง ๆ
บนเสามีธงแขวนอยู่ บนธงปักอักษร ‘เลี่ยว’
จินเฟิงเข้าใจท่าทางของชายวัยกลางคนนี้เป็นการเตือนเขาว่า นี่คือแผงของตระกูลเลี่ยว
ไม่ต้องพูดถึงว่าจินเฟิงจะรู้จักตระกูลเลี่ยวหรือไม่ เพราะต่อให้รู้จักเขาก็ไม่สนใจ
จินเฟิงพูดด้วยสีหน้าเย็นชา “ไม่มีอะไร แค่มาดูว่าพวกเจ้าปล้นชาวบ้านอย่างไรก็เท่านั้น”
“นายท่านพูดอะไรเช่นนั้น พวกข้าทำการค้าด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย จะเรียกว่าปล้นได้อย่างไร?”
“มีดทำครัวหนึ่งเล่ม แลกกับข้าวฟ่างสามเหลี่ยง ก็เป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายงั้นหรือ?”
“นายท่านลองไปสอบถามมาเถิด พวกข้าไม่เคยบังคับซื้อบังคับขาย ล้วนแต่เป็นชาวบ้านมาแลกด้วยความสมัครใจทั้งนั้น”
ชายวัยกลางคนแก้ตัว “เป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายอย่างแน่นอน”
“พวกเจ้าไม่ได้บังคับซื้อบังคับขายจริง ๆ แค่ฉวยโอกาสในยามยากเท่านั้น” จินเฟิงหัวเราะเยาะ “สองอย่างนี้ต่างกันมากหรือ?”
อีกฝ่ายมาตั้งแผงแลกอาหารที่นี่ ก็เพราะรู้ว่าเสบียงอาหารที่ชาวบ้านพกมาจะถูกกินหมดเมื่อเดินทางมาถึงที่นี่ หากไม่เอาของมีค่าไปแลกอาหาร วันพรุ่งนี้อาจจะอดตาย
ถ้าอดตายแล้ว ต่อให้ของมีค่าแค่ไหนมันก็เท่านั้น
ดังนั้นเพื่อเอาชีวิตรอด ชาวบ้านจึงจำต้องกัดฟันเพื่อทำการแลกเปลี่ยน
“นายท่านจะทำอะไรกันแน่?”
ชายวัยกลางคนสังเกตเห็นว่าจินเฟิงมีน้ำเสียงไม่เป็นมิตร รอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้าของเขาจึงหายไปทันที “หากท่านต้องการพักเท้า พวกข้ามีชาดี ๆ ให้บริการ แต่หากท่านต้องการทำอย่างอื่น ข้าต้องเตือนท่านก่อนว่า นี่คือแผงของตระกูลเลี่ยว”
“ตระกูลเลี่ยวหรือ? ข้าไม่เคยได้ยิน!” จินเฟิงส่ายหน้า “เจ้าอ้างชื่อตระกูลเลี่ยวขึ้นมากำลังขู่ข้าอยู่หรือ?”
จินเฟิงรู้ว่าแผงแบบนี้ในเมืองชวนสู่ต้องมีอีกมาก
เขาแค่มาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ได้คิดจะทำอะไรที่นี่
แต่น้ำเสียงของชายวัยกลางคนทำให้จินเฟิงรู้สึกไม่พอใจ
น่าเศร้าที่ชายวัยกลางคนยังไม่ตระหนักถึงปัญหานี้ ยังคงยิ้มเยาะเย้ยพูดว่า “หากท่านคิดว่าข้ากำลังขู่ท่าน ข้าก็ทำอะไรไม่ได้”
“อย่างนั้นก็หมายความว่า เจ้ายอมรับว่ากำลังขู่ข้าสินะ?”
จินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย “ต้าหลิว ทำลายแผงนี้ซะ!”
ระหว่างทางเห็นชาวบ้านที่น่าสงสารมากมาย จินเฟิงรู้สึกอึดอัดมาก ในที่สุดเขาก็เจอที่ระบายอารมณ์แล้ว
“เจ้ากล้า เจ้านายข้าคือเสี้ยนลิ่ง! นี่คือแผงของตระกูลเลี่ยว!” ชายวัยกลางคนได้ยินดังนั้น จึงรีบอ้างชื่อตระกูลเลี่ยวออกมาอีกครั้ง
เพื่อป้องกันไม่ให้จินเฟิงแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจต่อไป จึงบอกตรง ๆ ว่าเจ้านายคือเสี้ยนลิ่ง
“ในฐานะนายอำเภอ ไม่คิดจะช่วยประชาชนแต่กลับมาฉวยโอกาสในยามวิกฤตที่นี่น่ะหรือ!”
จินเฟิงได้ยินดังนั้นยิ่งโกรธมากขึ้น เขาตะโกนเสียงเย็น “ต้าหลิว ทำลายมันซะ!”
“รับทราบ!”
ต้าหลิวตอบรับ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าและเตะโต๊ะไม้ตัวเดียวในเพิงหญ้าคาให้พังทลาย
ชายวัยกลางคนอาจจะเคยชินกับการใช้อำนาจข่มขู่ผู้อื่นมาตลอด เมื่อเห็นว่าต้าหลิวกล้าที่จะทำลายแผงขายของจริง ๆ เขาก็โกรธมาก จึงตะโกนใส่พวกลูกสมุนว่า “พวกเจ้าไม่เห็นหรือว่ามีคนมาก่อกวน ยังจะยืนงงอยู่ทำไม ไปตีพวกมันเดี๋ยวนี้!”
“ผู้ดูแลเลี่ยว พวกนั้นได้ยินชื่อของเสี้ยนลิ่งแล้วยังกล้าทำลายแผงขายของ ข้าเกรงว่าพวกเขาคงไม่ใช่คนธรรมดา!”
ลูกสมุนคนหนึ่งเอ่ยเตือนเสียงเบา
ผู้คุ้มกันภัยที่จินเฟิงพามาดูยังไงก็ไม่ใช่พวกที่จะรับมือได้ง่าย ๆ จำนวนคนก็มากกว่าพวกตนมาก ถ้าพวกตนเข้าไปหาเรื่อง ก็เท่ากับรนหาที่ชัด ๆ
“มาถึงเขตอำเภอของข้า ไม่ว่าจะเป็นมังกรก็ต้องมานอนขดอยู่แทบเท้าข้า เสือก็ต้องหมอบราบต่อหน้าข้า!”
ชายวัยกลางคนตะโกนว่า “ไปตีพวกมันให้หมด ตีให้พวกมันตายไปเลย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เจ้านายจะรับผิดชอบเอง!”
แม้แต่พวกลูกสมุนยังมองออกว่าฐานะของจินเฟิงไม่ธรรมดา แล้วชายวัยกลางคนจะมองไม่ออกได้อย่างไร
แต่ก่อนออกมาเลี่ยวเสี้ยนลิ่งได้กำชับเป็นพิเศษว่า ไม่ว่าใครจะมาก่อกวน ก็ห้ามยอมแพ้เด็ดขาด
สำหรับพวกบ้าอำนาจแล้ว ตอนนี้คือโอกาสดีในการทำเงิน ใครตั้งแผงขายของได้มากกว่า คนนั้นก็จะได้เงินมากกว่า
ดังนั้นชายวัยกลางคนจึงคิดว่าจินเฟิงและพวกถูกส่งมาจากตระกูลใหญ่อื่น ๆ เพื่อมาก่อกวน
ทางแยกนี้เป็นหนึ่งในถนนหลวงที่สำคัญที่สุดที่เชื่อมระหว่างเข้าและออกชวนสู่ และเป็นหนึ่งในแผงขายของที่ทำเงินมากที่สุดด้วย ถ้าเขายอมถอยแผงไปเพียงเพราะคำขู่ของจินเฟิง ตำแหน่งผู้ดูแลของเขาก็คงจบลง
อย่างไรเสีย ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เจ้านายก็จะรับผิดชอบอยู่แล้ว ส่วนพวกที่ต้องออกแรงตีกันก็เป็นพวกลูกสมุน ชายวัยกลางคนจะยอมแพ้ได้อย่างไร
แต่น่าเสียดายที่เขาเดาฐานะของจินเฟิงผิดไป
เมื่อชายวัยกลางคนพูดเช่นนั้นแล้ว ถึงแม้พวกลูกสมุนจะกลัวแต่ก็ได้แต่กัดฟันบุกเข้าไป
เดิมทีต้าจ้วงและพวกก็เป็นคนธรรมดา จึงไม่มีทัศนคติที่ดีต่อลูกสมุนของเหล่าผู้มีอำนาจอยู่แล้ว พอเห็นพวกนั้นกล้าโต้ตอบ ไม่ต้องรอให้จินเฟิงออกคำสั่ง ก็พากันรุมเข้าไปตีพวกเขาจนร้องเสียงหลง
เมื่อผู้คุ้มกันภัยทั้งหลายถอยกลับมาแล้ว ไม่มีลูกสมุนคนใดที่ยังยืนอยู่ได้
แม้แต่ผู้ดูแลวัยกลางคนก็ไม่รอด ขาทั้งสองข้างถูกต้าหลิวทำร้ายจนหัก เจ็บปวดจนกลิ้งไปมาอยู่บนพื้น
“นายท่าน ที่ด้านหลังพบเกวียนบรรทุกเครื่องเหล็กห้าเล่ม และรถบรรทุกข้าวฟ่างหนึ่งเล่ม จะจัดการอย่างไรดี?”
โหวจื่อเข้ามาถามใกล้ ๆ
จินเฟิงเหลือบมองโหวจื่อแต่ไม่ตอบ
“ปกติเจ้าก็ชอบมีความคิดประหลาด ตอนนี้เหตุใดจึงได้โง่เขลาไปเสียแล้ว เกวียนบรรทุกเน่าๆ เหล่านั้น พวกข้าไม่ขนไปหรอก ให้คนขนไปทิ้งตรงโน้น ชาวบ้านคนใดอยากเก็บก็เก็บไปเถิด!”
ถังเสียวเป่ยเห็นว่าจินเฟิงอารมณ์ไม่ดี จึงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ยังต้องมาถามสามีที่รักด้วยหรือ?”
“เข้าใจแล้ว!”
ในที่สุด โหวจื่อในก็เห็นสีหน้าไม่ดีของจินเฟิงและรีบหลบไป
“ไปกันเถิด!”
จินเฟิงมองไปที่พวกลูกสมุนที่นอนครวญครางเต็มพื้น รวมถึงแผงลอยที่ถูกทุบจนยับเยินเป็นกอง แล้วกลับรู้สึกหมดอารมณ์ไปเสียดื้อ ๆ
ด้วยฐานะของเขา การไปรังแกพวกสุนัขรับใช้พวกนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจอะไรเลย กลับยิ่งทำให้รู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก
เพราะเขารู้ว่า ตอนนี้ในชวนสู่มีพวกสุนัขรับใช้แบบนี้อยู่ทุกหนทุกแห่ง และก็มีพวกฉวยโอกาสปล้นสะดมอยู่ทุกหนทุกแห่งเช่นกัน!
เขาไม่มีทางไปทุบทีละที่ตีทีละคนได้หรอก
วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือจัดการกับพวกเจ้าขุนมูลนายให้ได้
เมื่อจัดการกับพวกเจ้าสิทธิ์เจ้าเสียงได้แล้ว นั่นจึงจะเป็นการถอนรากถอนโคนอย่างแท้จริง แก้ปัญหาได้จากรากฐาน