ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 638 ปล่อยของเต็มที่
บทที่ 638 ปล่อยของเต็มที่
“พวกเจ้ามองข้าทำไม?”
ชายอ้วนสวีกล่าว “จินเฟิงจะกล้าฆ่าขุนนางของราชสำนักจริง ๆ หรือ? นั่นมีโทษถึงประหารชีวิต ไม่ต้องพูดถึงเขาที่เป็นเพียงผู้มีบรรดาศักดิ์หนานตัวเล็ก ๆ ในหมู่ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ ใครกล้าฆ่าไช่หลิวหยางบ้างเล่า?”
“ผู้อื่นไม่กล้า ไม่ได้หมายความว่าจินเฟิงจะไม่กล้า”
ชายเคราเพาะกล่าวว่า “เขาเป็นแค่คนบ้า แม้แต่เซวียเหิงหลูเขายังกล้าโจมตี นับประสาอะไรกับไช่หลิวหยาง?”
“แล้วตอนนี้ไช่หลิวหยางเป็นอย่างไรบ้าง? ถูกจินเฟิงฆ่าตายแล้วหรือ?”
ชายอ้วนสวีตื่นตัวขึ้นมาทันที
ผู้มีอิทธิพลคนอื่น ๆ ต่างมองไปที่หัวหน้าขันทีด้วยความคาดหวัง
หากจินเฟิงฆ่าไช่หลิวหยาง พวกเขาไม่จำเป็นต้องขออนุญาตราชสำนัก ก็สามารถจับกุมเขาได้ทันที
บางทีอาจจะฉวยโอกาสลงมือโดยตรงเลยก็ได้ ภายหลังก็แค่บอกว่าจินเฟิงขัดขืนการจับกุมและถูกฆ่าโดยไม่ได้ตั้งใจ
อย่างไรพวกเขาก็มีพรรคพวก แม้แต่องค์หญิงเก้ามาสอบสวนก็ไม่ต้องกลัว
ส่วนไช่หลิวหยางนั้นก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่มีก็ได้ไม่มีก็ได้ หากแลกมาด้วยการกำจัดจินเฟิงที่เป็นศัตรูตัวฉกาจได้ ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก
“หากจินเฟิงฆ่าไช่หลิวหยางไปแล้ว กงกงคงจะสั่งให้พวกเราส่งกำลังไปแล้ว ตอนนี้ที่พูดแบบนี้แสดงว่ามีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น”
ชายเคราแพะลูบเคราของตนเองก่อนจะเหลือบมองชายอ้วนสวีเหมือนมองคนโง่
“ใต้เท้าโจวพูดถูกต้องแล้ว” กงกงถอนหายใจ “ก่อนที่จินเฟิงจะเข้าไปในจวนว่าการอำเภอจินชวน องค์หญิงอู่หยางได้ขวางเขาไว้ก่อน”
“อู่หยางอีกแล้วหรือ? นางไม่อยู่เมืองหลวงให้ดี ๆ กลับมาทำอะไรที่ชวนสู่?”
ชายอ้วนสวีด่าทอว่า “อีกทั้งยังเดินทางมาด้วยความเร็วขนาดนี้ เหตุใดระหว่างทางถึงไม่ล้มตายซะให้รู้แล้วรู้รอด!”
“ใต้เท้าสวี โปรดระวังวาจาด้วย!” หัวหน้าขันทีตะโกนเสียงเย็น “หากเจ้าอยากตาย อย่าลากพวกข้าไปด้วยเชียว!”
ในยุคสังคมศักดินา ราชสำนักถือเป็นสิ่งสูงสุดที่ไม่มีใครเหนือกว่า
ไม่ต้องพูดถึงการใส่ร้ายธิดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน แค่กล่าวหาขุนนางในราชสำนักธรรมดาก็ถือเป็นข้อห้ามใหญ่แล้ว
ชายอ้วนสวีรู้ตัวว่าพูดผิดจึงหน้าเจื่อนพิงพนักเก้าอี้และไม่พูดอะไรอีก
“ข้าเรียกทุกท่านมาที่นี่ก็เพื่อจะเตือนทุกคนว่าอู่หยางและจินเฟิงกลับมาแล้ว ต่อจากนี้พวกเขาต้องขัดขวางพวกท่านแน่”
หัวหน้าขันทีกล่าวว่า “เราต้องรีบตัดสินใจ ตอนนี้ทุกท่านลงมือได้แล้ว”
ตอนนี้ยังไม่ใช่ช่วงที่ภัยพิบัติรุนแรงที่สุด ดังนั้นเหล่าผู้มีอิทธิพลจึงยังคงรอคอยอยู่
รอให้อากาศหนาวเย็นลงไปอีก ให้จางเหลียงกลับมาจินชวนงั้นหรือ
พอนึกถึงจางเหลียง พวกเขาก็โกรธแค้นยิ่งนัก
นับตั้งแต่รู้ว่ากวานเสี่ยวโหรวควบคุมสถานการณ์ในจินชวนได้แล้ว จางเหลียงก็ไม่รีบร้อนอีกต่อไปและเพื่อแก้แค้นพวกผู้มีอิทธิพลการกวาดล้างพวกโจรจึงยิ่งโหดเหี้ยมและเด็ดขาดมากขึ้น
กองทัพเจิ้นเหยวี่ยนตั้งมาได้ไม่นาน การใช้โจรท้องถิ่นมาเป็นหินลับมีดนั้นเหมาะสมที่สุดแล้ว
จินเฟิงรู้ข่าวก็ยังเขียนจดหมายไปให้กำลังใจจางเหลียงเป็นพิเศษอีกด้วย
จางเหลียงมีประสบการณ์ในการกวาดล้างพวกโจรอยู่แล้ว อีกทั้งยังได้รับการปลูกฝังความรู้ด้านทฤษฎีการทหารจากจินเฟิงอีกมาก ตอนนี้เขาได้รับการสนับสนุนจากจินเฟิงจึงปล่อยของเต็มที่ ถือว่าการเดินทางไปทางเหนือครั้งนี้เป็นสนามฝึกซ้อมและพิสูจน์ความคิดของตัวเองไปในตัว
เขาใช้กลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจ กลยุทธ์เหนือความคาดหมาย กลยุทธ์ทำลายกำลังใจ กลยุทธ์หวนโจมตี กลยุทธ์น้ำไฟ…
จางเหลียงได้ใช้กลยุทธ์ทางทหารที่จินเฟิงสอนไว้เกือบทั้งหมด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของโจรท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่
มีสองครั้งที่เขาส่งคนลงเรือไปตามกระแสน้ำ แล้วหวนกลับไปสังหารใกล้ ๆ ซื่อชวนอีกครั้ง
พวกผู้มีอิทธิพลและโจรท้องถิ่นคงคิดไม่ถึงว่าจางเหลียงจะย้อนกลับมา เรือบรรทุกข้าวหลายลำถูกขนส่งมาจากเจียงหนาน พอส่งขึ้นภูเขา ยังไม่ทันได้ชั่งน้ำหนักด้วยซ้ำ ก็ถูกจางเหลียงยึดไปทั้งหมดแล้ว
จากนั้นจางเหลียงก็แจกจ่ายข้าวให้ชาวบ้านในที่เกิดเหตุ แล้วพากองกำลังเดินทางไปทางเหนือในตอนกลางคืน
ระหว่างทางเดินทางไปทางเหนือ พวกโจรท้องถิ่นที่ก่อนหน้านี้หลบหนีกองกำลังปราบโจรไปซ่อนตัวตามที่ต่าง ๆ รอจนจางเหลียงจากไปได้สักพักก็กลับไปยังรังเก่า ปรากฏว่าจางเหลียงได้ย้อนกลับมา…
ทั้งชวนเป่ยถูกจางเหลียงปั่นป่วนราวกับไก่บินหนีสุนัขไล่เห่า
การกวาดล้างพวกโจรถือเป็นนโยบายพื้นฐานของต้าคัง ต่อให้ฟ้องร้องถึงราชสำนักก็เป็นจางเหลียงที่มีเหตุผล
พวกผู้มีอิทธิพลแค้นเคืองยิ่งนักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
มีผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งที่สูญเสียหนักไม่ยอมจำนน ได้ส่งนักฆ่าไปลอบสังหารจางเหลียงเป็นการส่วนตัว
แต่น่าเสียดายที่จางเหลียงอยู่กินร่วมกับกองกำลัง นักฆ่าจึงหาโอกาสเข้าใกล้เขาได้ยาก
ครั้งหนึ่งตอนแจกจ่ายอาหารให้ชาวบ้าน นักฆ่าคนหนึ่งมีโอกาสเข้าใกล้จางเหลียง แต่พอจะลงมือก็ถูกผู้ช่วยของจางเหลียงจับได้เสียก่อน
การรับมือกับผู้มีฝีมือระดับสูงเป็นวิชาบังคับของผู้คุ้มกันทุกคน นักฆ่าจึงทำได้แค่ล้มผู้ติดตามไปหนึ่งคนก็ถูกยิงจนร่างกายเป็นรูพรุน
แม้การฝึกนักฆ่าจะง่ายกว่าฝึกนักวางแผน แต่ก็ต้องใช้ทรัพยากรพอสมควร
หลังจากนั้น พวกผู้มีอิทธิพลก็ยอมแพ้ที่จะลอบสังหารพวกเขา
จินเฟิงยังไม่กลับมา จางเหลียงก็ทำได้ขนาดนี้แล้ว ตอนนี้จินเฟิงกลับมาแล้ว จางเหลียงยิ่งไม่ต้องกังวลเรื่องจินชวน และเขาคงจะปั่นป่วนทั้งชวนสู่ให้วุ่นวายไปหมดแน่ ๆ
ยิ่งไปกว่านั้นข้างจินเฟิงยังมีองค์หญิงเก้าเพิ่มขึ้นมาอีกคน
บรรดาผู้มีอิทธิพลรู้สึกกดดันอย่างหนัก
แต่พวกเขาใช้ความพยายามวางแผนมานานกว่าครึ่งปีเพื่อวางกับดักนี้ เมื่อถึงเวลาที่จะได้ผลประโยชน์สูงสุด หัวหน้าขันทีกลับให้พวกเขายุติแผนการอย่างกะทันหัน ผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นรู้สึกเจ็บใจยิ่งนัก
“จ๋าเจียรู้ว่าทุกท่านไม่พอใจ แต่สถานการณ์ตอนนี้วิกฤตมากแล้ว”
หัวหน้าขันทีกล่าวว่า “อย่าโทษที่จ๋าเจียที่ไม่ได้เตือนพวกท่านล่วงหน้า หากองค์หญิงเก้าได้รับพระราชโองการแล้ว จ๋าเจียก็จะต้องออกจากซื่อชวนแล้ว ขอให้ทุกท่านโชคดี”
เมื่อได้ยินหัวหน้าขันทีพูดเช่นนั้น สีหน้าของผู้มีอิทธิพลทั้งหลายก็เปลี่ยนไป
พวกเขารู้จักนิสัยของฮ่องเต้เฉินจี๋
เฉินจี๋มีจิตใจอ่อนไหวง่ายเกินไป
พวกเขาสามารถยุยงเฉินจี๋ให้ออกพระราชโองการให้องค์หญิงเก้าย้ายออกไป ในขณะที่องค์หญิงเก้าก็สามารถโน้มน้าวเฉินจี๋ให้ออกพระราชโองการคืนตำแหน่งโจวมู่อย่างชิ่งซินเหยาได้เช่นกัน
ตระกูลชิ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์หญิงเก้าและจินเฟิงมาโดยตลอด เมื่อถึงเวลานั้นการที่พวกเขาจะขายข้าวในชวนสู่คงจะไม่ง่ายอีกต่อไป
“กงกง องค์หญิงเก้ามาถึงจินชวนแล้ว หากเดินทางด้วยม้าเร็วเพียงไม่กี่วันก็จะมาถึงซื่อชวน ท่านต้องช่วยพวกข้าคิดหาวิธีด้วย!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายอ้วนสวีก็ร้อนใจขึ้นมาทันที
เพื่อแผนการครั้งนี้ ตระกูลสวีได้ใช้เงินเก็บส่วนใหญ่กักตุนเสบียงปริมาณมากไว้ทั่วทั้งชวนสู่
ตอนนี้แม้จะอยากถอนตัวก็ไม่ทันการณ์แล้ว
ในแผนการนี้ หัวหน้าขันทีมีบทบาทสำคัญที่สุด ไม่เพียงไม่ต้องเสียเงินกักตุนอาหาร แต่ยังเป็นผู้ที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุดในหมู่ผู้มีอิทธิพลด้วย
ทุกตระกูลต้องนำส่วนหนึ่งจากรายได้มอบให้เขา
ขันทีธรรมดาย่อมไม่มีความสามารถเช่นนี้ สิ่งที่บรรดาผู้มีอิทธิพลให้ความสำคัญคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเขา
ตามข้อตกลง ผู้ที่อยู่เบื้องหลังอย่างขันทีเมื่อได้รับเงินแล้วก็จะต้องช่วยพวกเขาต้านทานแรงกดดันจากทางราชสำนัก
“ก็ต้องดูว่าองค์หญิงเก้าได้รับพระราชโองการหรือไม่ หากยังไม่ได้ จ๋าเจียก็ยังพอต้านทานได้อยู่ระยะหนึ่ง แต่ถ้าได้รับแล้วจ๋าเจียจะกล้าขัดพระราชโองการหรือ?”
หัวหน้าขันทีกล่าวอย่างหมดหนทาง “ข้าคิดว่าทุกท่านคงทราบดีถึงวิธีการขององค์หญิงเก้า บัดนี้ราคาข้าวในชวนสู่สูงกว่าปีก่อนถึงสองเท่า จ๋าเจียขอแนะนำให้ทุกท่านเลิกต่อต้านเสียที ตราบใดที่องค์หญิงเก้ายังมาไม่ถึง รีบนำข้าวที่มีอยู่ในมือไปจัดการโดยเร็วก่อนที่จะเกิดเรื่องวุ่นวาย”
“กงกง ท่านเห็นแต่ราคาข้าวในชวนสู่ที่พุ่งสูงขึ้น แต่ไม่รู้หรอกว่าราคาข้าวในเจียงหนานก็ถูกถังเสียวเป่ยเก็งกำไรจนสูงลิ่ว!”
ชายอ้วนสวีกล่าวว่า “ไม่เพียงแต่ราคาข้าวจะเพิ่มขึ้น นายเรือที่ขนส่งข้าวก็ฉวยโอกาสขึ้นราคาด้วย ไหนจะพวกโจรท้องถิ่นอีก ต้องให้ผลประโยชน์พวกมันบ้างจึงจะเชื่อฟัง คิด ๆ ดูแล้ว หากราคาข้าวไม่ได้เพิ่มขึ้นถึงสามเท่าจากปีก่อน พวกข้าก็ขาดทุนแน่!”
เหล่าผู้มีอิทธิพลพากันพยักหน้าเห็นด้วยเมื่อได้ยินดังนั้น
“จ๋าเจียเพียงต้องการเตือนเท่านั้น ทุกท่านจะฟังหรือไม่ก็แล้วแต่พิจารณา”
หัวหน้าขันทีกล่าวจบก็หลับตาลงทันที
เห็นได้ชัดว่าเตรียมจะปล่อยมือไม่ยุ่งเกี่ยวแล้ว
บรรดาผู้มีอิทธิพลโมโหจนอยากจะลงมือทำร้าย แต่พอนึกถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังหัวหน้าขันที ก็ได้แต่ข่มความโกรธเอาไว้
“จริง ๆ แล้วข้าคิดว่าเรื่องนี้อาจจะยังพลิกผันได้อยู่นะ”